วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤติ! แรงงานขาดแคลน ทำไม เด็กไทยเรียนอาชีวะน้อยลง?

ยังไม่ 'ฟันธง' ว่าเป็นเพราะ 'ค่านิยม' หรือ 'นโยบาย' ที่ทำให้ปัญหาขาดแคลนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาของประเทศไทยค่อยๆ กระเพื่อมขึ้น...

วิกฤติครั้งนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" ขอเป็นส่วนหนึ่งในการหาที่มา สาเหตุ และตรงจุดไหนที่จะต้องเข้าแก้ไข??

ตัวเลข-สถิติ "ตลาดแรงงานไทย" น่าห่วงจริงมั้ย?

รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ระบุว่า ประเทศต้องการคนระดับกลางจำนวนมาก เพื่อป้อนงานเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ โดยต้องการคนที่จบสายอาชีวศึกษา 50% จบระดับปริญญาตรี 10% และอีก 40% เป็นแรงงานมัธยม หรือต่ำกว่า

สาขาที่กำลังขาดแคลนจำนวนมาก ได้แก่ สาขาช่างเชื่อม โดยเฉพาะช่างเชื่อมใต้บาดาล สาขายานยนต์ และการโรงแรม และการท่องเที่ยว ซึ่งขาดแคลนสวนทางกับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศ ยังไม่นับรวมสายปิโตรเลียม และสิ่งพิมพ์ต่างๆ ตลอดจนสาขาทางเทคโนโลยี แม้กระทั่งสายวิทยาศาสตร์เองก็ตาม เพราะเกินครึ่งของคนไทย เรียนสายสังคมศาสตร์เป็นหลัก

ทั้งนี้ จากสถิติการศึกษาต่อหลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2552-2554 พบว่า มีเด็กเพียง 30% ที่เลือกเรียนต่อสายอาชีะ และมีแนวโน้มลดลง

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน ระบุว่า อุตสาหกรรมไทยต้องการแรงงานสายช่างปีละ 1.8 แสนคน แต่กลับพบว่า ผู้เรียนสายนี้มีต่ำกว่าตลาดแรงงาน และเข้าสู่สายนี้เพียง 40%

เจาะสาเหตุเด็กอาชีวะขาดแคลน?

"ไทยรัฐออนไลน์" ขอจำแนกแยก "สาเหตุ" ของปัญหานี้เป็นข้อย่อยๆ เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ ซึ่งได้มาจากการพูดคุยกับ รศ.ดร.จอมพงศ์ นั่นเอง

ค่านิยมเด็ก-ผู้ปกครอง เรียนอาชีวะ ไม่โอเท่าปริญญาตรี???

ปัญหาค่านิยมเป็นปัญหาแรกที่พูดถึงกัน เพราะหลายคนมักติดภาพว่า เด็กอาชีวะ คือ เด็กที่เรียนไม่เก่ง ไม่มีสามารถ หรือ ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองเองก็ปลูกฝังความคิด ส่งเสริมให้ลูกเรียนสายสามัญมากกว่า และมีความเชื่อว่า การเรียนอาชีวะ จะต้องจบออกมาทำงานหนัก เป็นลูกจ้างเท่านั้น

"ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า คนจบอาชีวะรายได้น้อย ทำงานหนัก หนทางเจริญก้าวหน้าก็น้อย แท้จริงแล้วไม่จริงเลย เพราะมีหัวหน้างานหลายๆด้าน ก็จบอาชีวะ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภาพลักษณ์เรื่องความรุนแรงก็เช่นเดียวกัน ซึ่งสถาบันรัฐบาลมีเด็กประมาณ 6 แสนคน เอกชน 4 แสน แต่มีไม่ถึงพันคนที่มีปัญหาดังกล่าว" รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าว

เงินเดือนปริญญา 15,000 ล่อตาล่อใจ!

เข้ามาเกี่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายประกันเงินเดือน ผู้ที่จบปริญญาตรีที่ 15,000 บาท ซึ่ง รศ.ดร.จอมพงศ์ ระบุว่า ส่วนนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เด็กหันมาเรียนสายสามัญ เพื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษามากขึ้นมากขึ้น

"ค่านิยมก็มีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะต้องยอมรับว่า โรงเรียนแต่ละแห่ง ทั้งรัฐและเอกชน ต่างก็มีแนวคิดเก็บนักเรียนเอาไว้ เพราะมันผูกติดรายได้ และงบประมาณ รวมถึงเงินอุดหนุน แม้จะเป็น ร.ร.รัฐก็ตาม ขณะเดียวกัน นโยบายปริญญาตรี เงินเดือน 15,000 บาท ก็เป็นส่วนหนึ่งในสร้างแรงจูงใจ แต่เด็กไม่ค่อยรู้ว่า หากเรียนจบอาชีวะ ก็สามารถทำงานได้เงินเดือน 15,000 บาท เช่นกัน เพราะมีทั้งค่าโอที และค่าอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถเป็นผู้ประกอบการธุรกิจได้อีกด้วย" 

มหาวิทยาลัยไทยผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด!

อาจสงสัยว่า การเพิ่มขึ้นมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่ขณะนี้มีมากกว่า 200 แห่ง เป็นหนึ่งในสาเหตุของปมปัญหานี้ได้อย่างไร แต่นั่นเป็นเพราะ ยิ่งมีมหาวิทยาลัยมากเท่าไหร่ โอกาสที่เด็กการเรียนในระดับอุดมศึกษาก็เพิ่มขึ้นตามด้วย ซึ่งส่วนนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดค่านิยมเช่นกัน รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนมหาวิทยาลัยกว่า 200 แห่งในประเทศไทย กับจำนวนประชากรกว่า 60 ล้านคนแล้ว ประเทศไทยถือว่า มีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ มีประชากร 4 ล้านคน แต่กลับมีมหาวิทยาลัยเพียง 4 แห่งเท่านั้น หรือ ที่ฮ่องกง มีประชากรประมาณ 7 ล้านคน แต่มีมหาวิทยาลัยไม่เกิน 10 แห่ง และที่สำคัญ มีการจำกัดจำนวนที่นั่งในการเข้าศึกษาด้วย

ทั้งนี้ การระบุว่า โอกาสในการเรียนที่เปิดกว้างขึ้นนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งของการพุ่งเป้าไปไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามากกว่าสายอาชีพนั้น มิได้หมายความว่า เราไม่สามารถเปิดโอกาสให้ตัวเองเรียนจบปริญญาได้ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับพบว่า มีเด็กหลายคนที่ทั้งเคยเรียนอาชีวะมาก่อน แล้วไปเรียนปริญญาตรีต่อ กลับไม่ได้นำวุฒิปริญญาตรีไปสมัครงาน แต่ใช้วุฒิปวช. ปวส.แทน ขณะเดียวกัน ยังพบว่า มีเด็กจบปริญญาหลายคนที่ไปเรียนต่อด้านทักษะสายอาชีพ เพื่อต่อยอดธุรกิจ ทำให้เห็นว่า หากเราหาตัวเองเจอเร็ว หรือมีเป้าหมายก็จะช่วยในส่วนตรงนี้ได้

"การเรียนตอนนี้มันยืดหยุ่นหมด จะเรียน ปวช. แล้วไปต่อปริญญาก็ได้ หรือ ต่อ ปวส. แต่เราต้องดูว่า เราอยากได้ทักษะอะไร ซึ่งเรียนสายอาชีวะนั้น เหมาะกับเด็กที่ไม่ชอบวิชาการ แต่ต้องการทักษะปฏิบัติจริง และอยากประสบความสำเร็จ ถ้าใครบอกว่า เด็กอาชีวะไม่มีเป้าหมายชัดเจน ไม่จริงเลย" รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าว

หากเรายัง"ไม่รู้"ว่าตัวเองชอบ หรือ ไม่ชอบอะไร จนทำให้ต้องเข้าเรียนสายสามัญ เพราะเชื่อว่า หากสายสามัญจะมีทางเลือกมากกว่าที่จะเรียนสายอาชีพ รศ.ดร.จอมพงศ์ แนะนำว่า ให้ลองคุยกับครูแนะแนว ทั้งสายอาชีวะ และสายสามัญ ซึ่งครูจะแนะนำเราได้ และช่วยให้เราเข้าใจว่าตัวเองจะไปทางไหน และเป็นสิ่งเหมาะกับตัวเอง หรือไม่

ปัญหาสัดส่วนนโยบาย "อาชีวะ-สามัญ"

เป้าหมายของการเพิ่มสัดส่วนเรียนสายอาชีวศึกษาต่อสายสามัญ 51 ต่อ 49 ภายในปีการศึกษา 2558 เป็นอีก 1 เป้าหมายที่คาดว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนี้ได้ เบื้องต้นปีการศึกษา 2557 นี้ มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 45 ต่อ 55

ในกรณีนี้ รศ.ดร.จอมพงศ์ ระบุว่า สัดส่วนของผู้เรียนอาชีวะ และสายสามัญ เป็นเรื่องที่ควรผลักดันอย่างเป็นธรรม เนื่องจากพบว่า แม้จะมีนโยบายออกมาก็ตาม แต่พบปัญหาว่า การดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และของสายอาชีวศึกษา ยังไม่สามารถควบคุมสัดส่วนดังกล่าวได้ จึงเห็นว่า ควรให้ออกเป็นกฎหมายมากกว่า

"กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องเอาจริงในการกำหนดสัดส่วนเข้าอาชีวะ หรือ สายสามัญ ยกตัวอย่างที่ประเทศจีน สิงคโปร์ เขาทำให้ที่นั่งในมหาวิทยาลัยมีจำกัด เช่นเดียวกับที่นั่งของชั้นมัธยมศึกษา และเพิ่มจำนวนที่นั่งจำนวนมากให้อาชีวะแทน"

อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ หรือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากมีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว ต้องการให้พิจารณาเรื่องการออกกฎหมายเพื่อกำหนดสัดส่วนการเรียนของทั้ง 2 สายอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่แท้จริง เพราะหากเป็นเพียงนโยบายก็จะมีเรื่องของค่านิยมที่จะมุ่งไปเรียน ปริญญาตรีอย่างเดียว

"ตลาดอาเซียน" ช่องทางทำกิน ที่ไทยต้องเสี่ยง?

"โครงสร้างบ้านเราต้องการคนจบอาชีวะมากกว่า" รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าวต่อข้อคำถามที่ว่า เส้นทางอาชีพ หรือ Career Path ของเด็กอาชีวะจะก้าวไกลแค่ไหนในอาเซียนว่า โอกาสเติบโตในอาเซียนนั้น แน่นอนว่ามีความต้องการมากกว่าอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เด็กไทยยังขาดเรื่องของภาษา ที่จะใช้ในการสื่อสารอยู่

"ตอนนี้คุยกันแค่กรอบคุณวุฒิ เราพูดกรอบวิชาการเยอะว่า จบปวช. ปวส. และปริญญาตรี แต่เราต้องพูดเรื่องกรอบวิชาชีพด้วย รู้มั้ยวิชาชีพคุณคืออะไร ทักษะคุณคืออะไร คนที่จบอาชีวะจะทำงานทั่วอาเซียนได้ แต่เรามีปัญหาของภาษา ถ้าพูดไทยได้อย่างเดียวก็ทำงานที่ลาวได้ที่เดียว แต่ปัจจุบันก็ต้องหลักสูตร 2 ภาษา เข้ามาเสริมแล้ว" รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าว ระบุ

สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ระบุว่า ในประเทศอาเซียน อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีแรงงานขนาดใหญ่ ส่วนไทยนั้นอยู่ในลำดับที่ 4 ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า เมื่อเปิดอาเซียนแล้วจะมีการโยกย้ายแรงงานขนาดใหญ่ ที่แรงงานในแต่ละชาติจะไหลไปสู่ประเทศที่มีค่าตอบแทนที่สูงกว่า นั่นหมายรวมถึงประเทศไทยด้วย ที่แรงงานในประเทศก็อาจจะโยกย้ายออกไป

ขณะเดียวกัน หากประเทศไทยไม่มีกฎหมาย หรือ ปฏิบัติตามนโยบายในการส่งเสริมคนมาเรียนอาชีวะแล้ว เมื่อแรงงานลดลงเรื่อยๆ ย่อมเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมที่อาจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นได้

"ถ้าไม่ทำอะไรเลย ในอนาคตเราก็มีโอกาสขาดมากขึ้น นอกจากอิมพอร์ตนักวิชาการจากประเทศอื่นมา แต่วิธีนั้นไม่ยั่งยืน เพราะเขาเองก็ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเองอยู่แล้ว มีการต้องการแรงงานมากเช่นเดียวกัน" รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าว

สอศ.เร่งกระตุ้นเด็กหันเรียน "อาชีวะ" มากขึ้น

อีกด้านหนึ่งของหน่วยงานภาครัฐ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเร่งดำเนินการเรื่องต่างๆ ตามนโยบายของ พล.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในฐานะรองหัวหน้า คสช.และหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา ที่ให้ทบทวนการสร้างค่านิยมในการเรียนต่อสายอาชีพ เพราะที่ผ่านมา เด็กเรียนต่อสายอาชีวะน้อยมาก ทั้งที่ตลาดแรงงานต้องการสูง

"สอศ.เร่งดำเนินโครงการอาชีวะอาสาพัฒนา โดยจะใช้หมู่บ้านเป็นห้องปฏิบัติการของเด็ก ให้เด็กช่างเชื่อม ก่อสร้าง และไฟฟ้าเข้าไปก่อสร้างบ้านให้แก่คนที่ยากจนที่สุดทุกจังหวัด จังหวัดละ 1-2 หลัง ตามสภาพ นอกจากนี้ ผบ.ทร. ยังให้ สอศ.ศึกษาแนวทางการป้องกันการทะเลาะวิวาทของเด็กอาชีวศึกษา ซึ่งได้ดำเนินการในบางพื้นที่ โดยให้นำวิธีการมาปรับใช้และต่อยอด เช่น การนำเด็กมาอบรมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นคุณค่าตนเองไม่ให้เด็กทำผิดซ้ำ" ดร.ชัยพฤษ์ กล่าว

เห็นได้ว่า "สาเหตุ" ต่างๆ ที่ "ไทยรัฐออนไลน์" ได้เสนอนั้นมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกัน ซึ่งการแก้ไขปัญหา จึงจะต้องไม่ใช่การแก้เพียงแค่จุดใดจุดหหนึ่ง แต่จะต้องแก้ไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบโจทย์ทั้งความต้องการของประเทศ และตัวเด็กที่เรียนเอง

นอกจากนี้แล้ว ยังเห็นว่า ปัญหาดังกล่าว อาจไม่ใช่ปัญหาที่เกิดเพียงแค่ค่านิยมของนักเรียน หรือผู้ปกครอง และการมีแรงจูงใจจากเงินเดือน 15,000 บาทเท่านั้น แต่หลักสูตร และระบบการเรียนสายอาชีพ ก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกันที่จะเป็นตัวดึงดูดให้เด็ก อยากเข้ามาเรียนรู้ภาคปฏิบัติ และเรียนรู้ทักษะที่จะนำไปต่อยอดในการสร้างอนาคตได้ เช่นเดียวกับความรู้สึกว่า หากเรียนจบปริญญาแล้ว ทางเลือกในชีวิตก็จะเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง.