วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
23 พ.ค. 2557 05:01 น.
ยาแรงอัยการศึก สกัดม็อบชนม็อบ

ยาแรงอัยการศึก สกัดม็อบชนม็อบ

โดย
23 พ.ค. 2557 05:01 น.
  • Share:

นับจาก 29 พ.ย.2556 วันแรกที่ กปปส. หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เริ่มต้นชุมนุมทางการเมือง ลากยาวมาจนถึง 20 พ.ค.2557 วันที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เสมือนเป็นการจ่ายยาแรงสกัดม็อบชนม็อบ...เบ็ดเสร็จรวมระยะเวลาที่ กปปส.ชุมนุมทั้งสิ้น 202 วัน หรือ ครึ่งปีกับ 20 วัน

การชุมนุมดังกล่าวไม่เพียงถือเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ลากยาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ยังทำลายสถิติทุกการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาแล้วก่อนหน้า

ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ ที่เรียกกันติดปากว่า “ม็อบมือถือ” ช่วงพฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 ซึ่งนำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เริ่มต้นชุมนุมกันตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 2535 ไปจนกระทั่งคู่ขัดแย้งคือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.ต.จำลอง ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นจึงสามารถสลายการชุมนุมไปได้ในที่สุด เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2535

เบ็ดเสร็จ “ม็อบมือถือ” ที่โด่งดังไปทั่วโลก มีอายุการชุมนุมทั้งสิ้นเพียงแค่ 35 วัน

ถัดจากนั้น ปี 2551 กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือ กลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ใช้สัญลักษณ์เสื้อสีเหลืองในการชุมนุม ได้จัดสัมมนาหัวข้อยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษขึ้น เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการระดมพลครั้งใหญ่ของ ม็อบ พธม.

ต่อมาม็อบพันธมิตรฯได้เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2551 และปิดสนามบินเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ปีเดียวกัน กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาให้ยุบพรรคพลังประชาชน ส่งผลให้วันที่ 2 ธันวาคม 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ในฐานะหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งการเปลี่ยนจากรัฐบาลของ นายสมชาย มาเป็นรัฐบาลใหม่นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ม็อบพันธมิตรฯจึงได้ยุติการชุมนุมไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2551

รวมระยะเวลาปักหลักชุมนุมทั้งสิ้น 193 วัน หรือ ครึ่งปี กับอีก 11 วัน

เมืองไทยว่างเว้นจากการชุมนุมทางการเมืองไปได้ไม่นาน วันที่ 12 มี.ค.2553 กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เรียกตัวเองว่า นปช. หรือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งมีสัญลักษณ์หลักคือ สีแดง และเสื้อสีแดง นำโดย วีระ มุสิกพงศ์ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ มีเป้าหมายเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่

ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจใช้มาตรการทางทหารเข้ากดดันกลุ่มผู้ชุมนุม โดยขอคืนพื้นที่บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อ 10 เม.ย.2553 ก่อนจะสั่งใช้กำลังทหารเข้า สลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก จน นปช.ประกาศสลายการชุมนุม

เบ็ดเสร็จ ม็อบ นปช.มีอายุการชุมนุมทั้งสิ้นรวม 69 วัน

บทเรียนในอดีตสอนว่า ฉากสุดท้ายของการต่อสู้ทางการเมืองของบรรดาม็อบที่ออกมาเรียกร้องตามท้องถนน ถ้าไม่สามารถจบได้ด้วยเงื่อนไขการเจรจาที่ทุกฝ่ายยินยอมก็มักต้องไปลงเอยที่การใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากฝ่ายทหารเสมอ

ล่าสุด หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ตัดสินใจประกาศใช้กฎอัยการศึกครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.2557 เพื่อหวังสกัดไม่ให้ไฟแห่งความขัดแย้งครั้งใหญ่ลุกลาม

ประเด็นหนึ่งที่หลายคนอาจสงสัยก็คือ ขีดขั้นและความต่างระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึก พ.ร.บ.ความมั่นคง และพระราชกำหนดรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น ในแง่ของผลจากการประกาศใช้กฎหมายแต่ละอย่าง มีความแตกต่างกันอย่างไร...วันนี้คอลัมน์สกู๊ปหน้า 1 จึงถือโอกาสนำข้อมูลมาฝาก

1. การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ประชาชนยังสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามประกาศได้ ต่างจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งประชาชนไม่สามารถฟ้องร้องได้ 2. พ.ร.บ.ความมั่นคง ยังอนุญาตให้มีการชุมนุมได้ แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่อนุญาตให้มีการชุมนุม 3. พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจมากกว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติสามารถปิดล้อม ตรวจค้น และจับกุมได้

4. หลังเสร็จสิ้นการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง รัฐบาลต้องทำรายงานไปยังรัฐสภา และเปิดให้รัฐสภาสอบถาม ดังนั้นปฏิบัติการต่างๆจึงต้องมีแผนงานชัดเจน แต่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ไม่จำเป็นต้องรายงานต่อรัฐสภา ซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆ รัฐบาลก็จะไม่นำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้

ส่วนการประกาศใช้กฎอัยการศึก เป็นไปตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง เช่น ในกรณีเกิดศึกสงคราม หรือเกิดการจลาจล โดยมีการกำหนดเขตพื้นที่ที่จะใช้บังคับ

ผู้มีอำนาจประกาศกฎอัยการศึก ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ มาตรา 4 ระบุว่า “เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใด ให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้น ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใดๆของทหาร มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้ แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด”

อำนาจทหารเมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามมาตรา 6 ระบุว่า ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของทหาร

เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ใด เจ้าหน้าที่ฝ่าย ทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น เกณฑ์ ห้ามการกระทำ ยึด เข้าอาศัย ทำลายหรือเปลี่ยน แปลงสถานที่ และขับไล่ ทั้งข้าศึกและประชาชน

ที่สำคัญหากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารใช้อำนาจ และเกิดความเสียหาย บุคคลหรือบริษัทใดๆ จะร้องขอค่าเสียหาย หรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใด แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้

ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ศาลของฝ่ายทหารมีอำนาจ กล่าวคือ ศาลพลเรือนคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ปกติ เว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาศึก และผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก

กฎอัยการศึกนี้เมื่อได้ประกาศแล้วให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติ การที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใด ต้องมีประกาศกระแสพระบรม ราชโองการเสมอ

จะเห็นว่า กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงทั้ง 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ล้วนแฝงแนวคิดในการยอมมอบอำนาจพิเศษให้แก่คนของรัฐ แลกกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ต้องสูญเสียไปในระหว่างมีการประกาศใช้กฎหมายเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ “ความมั่นคง”

แม้กฎอัยการศึกเปรียบเหมือนยาแรง หรือการปฏิวัติครึ่งใบ ต่างกับการที่ทหารทำรัฐประหาร แค่เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กล่าวคือ รัฐธรรมนูญยังไม่ถูกฉีก สถานะรัฐบาลรักษาการยังคงอยู่ และแม้สายตาชาวโลกมองว่าขัดกับหลักการเสรีประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่พี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่คว่ำบาตรไทย

ในเมื่อทุกทางออกของบ้านเมืองนี้ ดูตีบตันเหมือนดื้อยาไปหมด ใครจะไปรู้ ยาแรงขนานนี้อาจเป็นความหวัง ออกฤทธิ์ช่วยกำราบอาการดื้อยา.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้