วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มาดูกับมาดาม: “อย่าลืมฉัน” จุดจบของผู้ชายผีเข้าผีออกกับผู้หญิงปากแข็ง

“ฉันเจ็บทุกการกระทำที่ทำให้เธอเสียใจ ฉันทรมานแค่ไหนใครจะรู้ที่ผ่านมา ทั้งหมดฉันเป็นคนแพ้แต่แค่ไม่มีน้ำตาออกมาให้ใครได้รู้ ความจริงที่ซ่อนอยู่ในรอยน้ำตา...ฉันเสียใจแค่ไหนที่ผ่านมา...”

“คนแพ้ที่ไม่มีน้ำตา” โดย เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์, เพลงประกอบละคร “อย่าลืมฉัน”

เชื่อว่าหลายคนคงมีเพลงนี้วนเวียนในหัวระยะนี้ นับว่าได้ฮอตฮิตติดกระแสพอสมควรทีเดียวกับละครฟอร์มดีอย่าง “อย่าลืมฉัน” ที่สำคัญยังเป็นการกลับมาของดารารุ่นใหญ่ ดาวค้างฟ้าของวงการบันเทิงไทยอย่าง “แอน ทองประสม” ในบท “สุริยง” หรือ “สุริยาวดี” หรือ “หนูเล็ก” หญิงสาวที่มีรักแท้ รักเดียวแต่ดื้อและปากแข็งที่สุด ร่วมด้วยพระเอกหน้าหล่อที่ทำสาวๆ ใจละลายอย่าง “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” ในบท “เขมชาติ” ชายหนุ่มมาดดีแต่ลมเพลมพัดสุดๆ

ส่วนคู่รองได้แก่หนุ่มหล่อเสียงดี “ก้อง สหรัถ สังคปรีชา” ในบท “เอื้อ” ชายหนุ่มลูกชายเจ้าสัว อดีตคู่หมายของสุริยง แต่ต้องชวดเพราะทิฐิและอคติที่มีต่อสุริยง สุดท้ายคือนักแสดงและนางแบบคนสวย “ศรีริต้า เจนเซ่น” ในบท “เกนหลง” หญิงสาวคนดังในแวดวงสังคม กิ๊กคนสวยของเขมชาติ...แค่รายชื่อนักแสดงก็เป็นแม่เหล็กได้ดีแล้ว แต่ที่ทำให้ผู้ชมติดขอบจอคงหนีไม่พ้นบทบาทการแสดงและเนื้อหาที่เข้มข้น แถมดราม่าสุดๆ อีกด้วย

“ผมอยากให้คุณรู้ว่า...ผมเสียใจและเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าคุณ
ผมคิดว่าสิ่งเลวร้ายที่ทำลงไปจะทำให้ผมหายแค้น” (เขมชาติ)

จะว่าไปเรื่องราวของสองหนุ่มสาว “เขมชาติและสุริยาวดี” ก็มีพล็อตคล้ายละครหรือหนังรัก (น้ำเน่า) ทั่วไป คือจากคู่รักกลายเป็นคู่แค้น หรือเกลียดกันจนอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บช้ำ ตามมาด้วยความรัก ความสับสนระหว่างภารกิจล้างแค้น วนเวียนไปมาซ้ำๆ ความสนุกก็อยู่ที่ปฏิกิริยาของแต่ละตัวละครเรื่องไหนจะทำให้จิ้นฟินเวอร์กว่ากัน...แล้วอะไรทำให้เรื่อง (น้ำเน่า) เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ขึ้นมา?

ก่อนอื่นต้องเกริ่นกันสักนิดว่าละคร “อย่าลืมฉัน” ถูกสร้างจากบทประพันธ์ของคุณทมยันตี นักประพันธ์ชื่อดังของเมืองไทย จากประสบการณ์การอ่านนิยายของมาดาม ทำให้พอเข้าใจว่าคาแรกเตอร์เอก หรือที่เราเรียกว่า นางเอก-พระเอก ของคุณทมยันตีค่อนข้างมีลักษณะพิเศษเฉพาะ คือพระเอกมักปากร้าย แม้จะว่าจะรักษามาดขรึมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็มักมีวาจาเชือดเฉือนเหน็บกัดให้นางเอกของเราช้ำใจเสมอ และ “เขมชาติ” ก็เข้าข่ายนี้

“ยิ่งผมทำไม่ดีกับคุณเท่าไหร่ มันยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิด ความเสียใจให้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น...มันทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดคุณแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม...ผมยังรักคุณและรักเพิ่มมากขึ้น เพราะผมรักผมถึงเจ็บเวลาที่รู้ว่าคุณเจ็บ ผมถึงเสียใจที่รู้ว่าคุณเสียใจ” (เขมชาติ)

ส่วนนางเอกของคุณทมยันตี ถ้าใครจำบทบาทหญิงสาวใจแข็ง แถมปากไม่ตรงกับใจอย่าง “อังศุมาลิน” ในเรื่องคู่กรรมได้ “สุริยง” ก็ประมาณเดียวกันนี่แหละค่ะ นางเป็นผู้หญิงปากแข็ง ใจแข็ง และมีทิฐิสูงอย่างเหลือเชื่อ และแม้จะเจ็บปวดปางตาย เธอคนนี้ก็จะไม่ปริปากบอกเด็ดขาด จริงไม่จริงคุณผู้อ่านก็คงจะเห็นได้จากในเรื่อง และเชื่อว่าคงมีเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่าจะงอนอะไรกันนักกันหนา...เรียกได้ว่าเรื่องนี้ ถ้าไม่นับว่าพระเอกของเราเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นางเอกของเราก็ทำตัวน่ารำคาญมากค่ะ เพราะงอนได้โล่จนคะแนนความสงสารของเขมชาติท่วมท้นทีเดียว

“ยกโทษให้กับการบอกลาที่ไม่มีคำอธิบาย ยกโทษให้กับผู้หญิงใจร้ายที่ปากแข็งที่สุดในโลก
ทำให้คุณต้องเสียใจและเจ็บปวดตลอดมา” (สุริยง)

ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ต่างจากละครพ่อแง่แม่งอนเรื่องอื่น แต่ที่เด็ดและแตกต่างคงจะเป็น inner (ปมในใจ) ของตัวละครซึ่งค่อนข้างจะสมจริง และที่เลิศสุดสำหรับมาดามคือบทพูด เพราะสามารถถ่ายทอดออกมาได้ “ลึก” และ “ซึ้ง” กินใจมากมาย

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เจ็บ มันอาจจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่เป็นโชคชะตาที่ทำให้ฉันเลือกจะเดินตามมัน เดินตามความต้องการที่อยู่ลึกๆ ในใจ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่ไม่รู้ใจตัวเอง บางครั้งฉันก็ไม่กล้ายอมรับความรู้สึกจนทำให้คุณต้องเสียใจ คุณจะยกโทษให้ฉันได้หรือเปล่า” (สุริยง)

นอกจากความ “ดราม่า” ที่ลึกซึ้งกินใจ อีกอย่างที่หนีไม่พ้นคือบทบาทการแสดงของนักแสดงหลักทั้งสี่ แม้จะมีหลายเสียงติงว่ามีแต่รุ่นใหญ่ทำให้บรรยากาศผิดแผกไปบ้าง แต่ขอบอกว่ารุ่นใหญ่ก็ทำให้อึ้งได้นะคะ โดยเฉพาะบทบาทของสุริยง คุณแอนถ่ายทอดแววตาเก็บกดออกมาได้ดีมาก และถ้าใครเคยอ่านในหนังสือ คงจะพอนึกออก นางเอกของคุณทมยันตี ใจแข็ง พูดน้อย แล้วก็คิดมากกว่าที่แสดงออกมาก ซึ่งคุณแอนก็ทำออกมาได้ดี

ส่วนพระเอกของเรา แม้จะดูเป็นชายหนุ่มสองบุคลิกไปบ้าง หรือที่หลายคนเรียกกันขำๆ ว่าเป็นไบโพลาร์ (คนสองบุคลิก) แต่ความหล่อและสายตาหวานซึ้งก็ทำให้บรรดาแม่ยกแฟนคลับจิ้นกระจาย อภัยให้ตั้งแต่หน้าประตูแล้ว ไหนจะความพยายามสารพัดจะง้อนางเอก ทำให้คะแนนความดีความชอบท่วมท้นทีเดียว

และวันนี้ก็ถึงกำหนดตอนอวสานของละครเรื่องนี้แล้ว หลายคนน่าจะพอทราบตอนจบมาบ้างแล้ว ขอบอกว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องของคุณทมยันตีที่จบค่อนข้างสวยงาม และนี่ก็เป็นเสน่ห์ในงานของนักเขียนชื่อดังคนนี้ ถ้าใครยังไม่เคยสัมผัส มาดามขออนุญาตใช้คำว่า “ลึกซึ้ง” มาก ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะวิธีการถ่ายทอดเรื่องรัก (สุดดราม่า) ของคุณทมยันตีมีการเลือกใช้คำ (ทั้งบรรยายฉาก อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร รวมทั้งบทพูด) ได้ซึ้งกินใจมาก

“เอื้อลูกรัก...วันเกิดปีนี้พ่อไม่มีของขวัญให้ นอกจากคำสอนที่เรียบง่าย ถ้าลูกอยากมีความสุขต้องรู้จักลดทิฐิ สิ่งที่ทำให้คนเราทุกข์เพราะเรามีทิฐิ ไม่ยอมเปิดใจรับสิ่งที่สวยงาม ลูกปฏิเสธผู้หญิงอย่างหนูเล็กเพราะทิฐิ ทำให้ลูกต้องมาเสียใจภายหลัง พ่อได้แต่หวังว่า นับจากนี้ไป...ลูกจะเรียนรู้การวางทิฐิอคติ และเปิดใจรับสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเข้ามาในชีวิตอย่างมีความสุข อย่าสร้างความทุกข์ให้ตัวเองเพราะกำแพงแห่งทิฐิอีกเลย”
ข้อความในการ์ดของเจ้าสัว (เศรษฐา ศิระฉายา) ถึงเอื้อ (ก้อง-สหรัถ)

และที่แฝงมาด้วยคงหนีไม่พ้นบทเรียนหรือข้อคิดดีๆ การ์ดของเจ้าสัว น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะ “ทิฐิ” และ “อคติ” ของพระเอกนางเอกแท้ๆ ที่ทำให้วุ่นวาย กลายเป็นเรื่องดราม่าที่ทำให้ใครหลายคนทุกข์ทรมาน ถ้ายอมฟังและยอมพูดกันดีๆ ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องมาวิ่งหนีกันไปมาข้ามประเทศแบบนี้...

ลด ละ เลิก การมีอคติ เพื่อสภาวะจิตใจที่ดีกว่านะคะ...จนกว่าจะพบกันใหม่สัปดาห์หน้า
มาดามอองทัวร์
Twitter: @MadamAutuer