วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เพลี้ยแป้งสีชมพู เอเลี่ยนเขมือบมันสำปะหลัง

มันกลับมาอีกแล้ว...ไม่ใช่ม็อบ 2 ขั้ว...แต่เป็นเพลี้ยแป้งสีชมพู

แต่ไหนแต่ไรมา บ้านเรามีเพลี้ยแป้งอยู่ 3 ชนิด เพลี้ยแป้งลาย, เพลี้ยแป้งสีเทา และเพลี้ยแป้งสีเขียว...มีพิษสงทำลายมันสำปะหลังแบบชิวๆ ไม่ถึงขั้นทำให้ยอดใบหงิกต้นแห้งตายแต่อย่างใด

แต่ปี 2551 กลับพบเพลี้ยแป้งระบาดทำให้ยอดมันหงิกงอแห้งตาย ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และนครราชสีมา...หะแรกนักวิชาการสันนิษฐานว่า น่าจะมาจากโลกร้อนทำเพลี้ยแป้งลายกลายพันธุ์ สร้างพิษสงทำลายต้นมันสำปะหลังได้รุนแรง

เมื่อนำตัวอย่างไปทำการศึกษาอนุกรมวิธาน จำแนกชนิดแมลง...มันไม่ใช่เพลี้ยแป้งสายพันธุ์เดิมของบ้านเรา แต่เป็นเพลี้ยต่างถิ่น “เพลี้ยแป้งสีชมพู” อันมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา

ที่อาจจะมีคนลักลอบนำท่อนพันธุ์มีไข่เพลี้ยแป้งสีชมพูติดปนเข้ามาในบ้านเรา และแพร่ระบาดได้รวดเร็ว เพราะในธรรมชาติไม่มีตัวห้ำ ตัวเบียนมาทำลายศัตรูพืชแปลกถิ่น แถมยังออกไข่ให้ลูกให้หลานได้มากกว่าเพลี้ยแป้งดั้งเดิมของเราซะอีก...มันเลยดูดซดน้ำเลี้ยงจนมันสำปะหลังแห้งตาย

ปี 2552 ทำลายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังไปถึง 1.4 ล้านไร่ ประมาณ 21% ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ...ปี 2553 เมื่อทางการไทยเริ่มตั้งหลักได้ นำ “แตนเบียนเพลี้ยแป้งสีชมพู” จากแอฟริกามาเพาะพันธุ์เพื่อปล่อยเป็นทัพหน้าลุยเพลี้ยแป้งเอเลี่ยน พร้อมเพาะ ขยายพันธุ์และปล่อย “แมลงช้างปีกใส” ของไทยที่พอจะกำจัดเพลี้ยแป้งต่างถิ่นได้บ้าง เป็นกองหนุนเสริมทัพแตนเบียน เลยทำพื้นที่เสียหายลดลงเหลือ 1.1 ล้านไร่

และทยอยปล่อยมาเรื่อย พื้นที่การระบาดลดลงมาทุกปี จาก 0.4 ล้านไร่ในปี 2554 เหลือแค่ 3,340 ไร่ ในปี 2556...แต่ล่าสุดสถิติเมื่อ 9 เม.ย. 2557 พื้นที่ระบาดกลับดีดขึ้นมาเป็น 8,138 ไร่ และจะเพิ่มอีกเท่าไรไม่รู้ เพราะยังไม่ สิ้นฤดูแล้ง...เพลี้ยแป้งสีชมพูมันกลับมาอีกแล้ว!

“การระบาดในรอบนี้ไม่ได้มาจาก ท่อนพันธุ์แน่ เพราะท่อนพันธุ์จะผ่านการแช่น้ำยาฆ่าเชื้อหมด แต่เนื่องจากท่อนพันธุ์แช่น้ำยาจะมีฤทธิ์ป้องกันเพลี้ยแป้งได้แค่ 1 เดือน หลังจากนั้นเพลี้ยแป้งที่ฝังตัวอยู่ในดิน ในเศษใบไม้ สามารถเข้ามากัดกินมันสำปะหลังได้ และการระบาดหนนี้เราพบว่า จะเกิดกับมันสำปะหลังมีอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไปทั้งสิ้น และมากที่สุดในมันสำปะหลังอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป”

นายประสงค์ ประไพตระกูล ผอ.กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า เป็นไปได้ที่ผ่านมา การปล่อย ตัวห้ำตัวเบียนได้กำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพูไปมาก เลยทำให้อาหารของตัวห้ำตัวเบียนน้อยลง...อาหารมีไม่พอ การขยายพันธุ์ในธรรมชาติเลยลดลง เลยเป็นเหตุให้เพลี้ยแป้งสีชมพูได้โอกาสเพิ่มปริมาณมากขึ้นมาระบาดได้อีกรอบ

ฉะนั้นพื้นที่ไหนพบการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพู ให้ติดต่อขอรับ แตนเบียนแอฟริกา และ แมลงช้างปีกใส ไปปล่อยในไร่ของตัวเองได้ที่ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ที่มีกระจายอยู่ทุกอำเภอ หรือ ศูนย์ปราบศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร ทั้ง 9 แห่ง.

 

ชาติชาย ศิริพัฒน์