วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ปิดฉากภัทราวดีเธียเตอร์ ถึงพินัยกรรมละครเวที...'  เจาะหัวใจ 'ภัทราวดี มีชูธน' !

'ปิดฉากภัทราวดีเธียเตอร์ ถึงพินัยกรรมละครเวที...' เจาะหัวใจ 'ภัทราวดี มีชูธน' !

  • Share:

เมื่อเอ่ยถึงวงการการแสดง การละคร หรือศิลปะแขนงต่างๆ หนึ่งคนที่เราจะต้องนึกถึงก็คือครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน ผู้ที่เป็นทั้งนักแสดง นางแบบและที่สำคัญยังเป็นครูให้กับศิลปินดังต่างๆ อีกมากมาย เช่น ซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทยอย่างเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ก็เป็นลูกศิษย์ของครูเล็กอีกคนถือว่าเธอเป็นทั้งตัวศิลปินตัวอย่างและครูผู้ให้จนถึงทุกวันนี้

ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เป็นสถานศึกษาศิลปะทุกแขนงและการศึกษาตามกระทรวงศึกษาธิการก็คือโรงเรียนภัทราวดี อีกทั้งโรงละครที่โมเดิร์นไม่เหมือนใครเรียกว่า 'วิกหัวหิน' และบ้านพักที่ปั้นด้วยมืออย่าง Art Camp แต่หากใครจะมองว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอาจจะใช่เพราะที่นี่สวยงามและเป็นธรรมชาติที่เป็นศิลปะมาก แต่ครูเล็กจะบอกเสมอว่าที่นี่คือแหล่งเรียนรู้ นี่คือความสุขทั้งหมดของผู้หญิงที่เป็นครูผู้ให้คนนี้ ความสุขกับธรรมชาติและศิลปะ ความสุขกับการเห็นพัฒนาการของเด็กที่ตัวเองปั้นมากับมือสู่สังคมที่กว้างไกลและสนับสนุนให้เป็นคนดีและเก่งจนโด่งดังเป็นที่ยอมรับของทุกคน

บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ด้วยศิลปะที่สวยงาม เมื่อเดินเข้าไปเราจะได้รับรู้ถึงความร่มรื่นและเต็มไปด้วยศิลปะต่างๆ นานา และสิ่งที่โดดเด่นตระการตาก็คือ โรงละครไม้สีน้ำตาลเขียนด้วยตัวหนังสืออักษรไทยสวยสะดุดตา โดมดอกไม้ลานกว้างที่มีดอกไม้นานาชนิด ต้นไม้ใหญ่หลายร้อยปีแปลงผัก ต้นกล้วยกว่า 200 สายพันธุ์ที่ครูเล็กปลูกไว้ให้ทุกคนได้เด็ดกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

"เด็ดกินได้จริงๆ นะ" ครูเล็กยิ้มย้ำ

เมื่อเข้าด้านในตัวโรงเรียนภัทราวดีมัธยมศึกษาหัวหินมีห้องเรียนที่มีสไตล์ที่น่าเรียนมาก ครูเล็กก็กระซิบมาว่านักเรียนชอบออกไปเรียนกันใต้ต้นไม้มากกว่า

ด้านหลังของโรงเรียนภัทราวดีจะเป็นบ้าน Art Camp เป็นบ้านพักสำหรับผู้ปกครองและคนทั่วไปเป็นบ้านปูนซีเมนต์ขาวที่ขัดด้วยมือลวยลายน่ารักเห็นแล้วอยากเข้าไปอยู่ในนั้นจากผลงานคนที่ครูเล็กคิดว่าจะทำได้ออกมาดีที่สุด ครูนายดี (นายดี ช่างหม้อ หรือ ดุษฎี รักษ์มณี) นอกจากนี้ บริเวณรอบนอกก็ยังจะเป็นคอกม้าให้เด็กๆ ได้เรียนขี่ม้าและมีสนามเด็กเล่นสระว่ายน้ำทั้งหมดนี้ล้วนเป็นศิลปะที่ครูเล็กและทีมงานของ 'โรงเรียนภัทราวดี' และ 'วิกหัวหิน' สร้างกันขึ้นมา

และคำถามใหญ่ที่หลายคนสงสัยว่า 'ภัทราวดีเธียเตอร์' ตายแล้วจริงหรือ?

Q : บรรยากาศที่เห็นอยู่นี้คุณเนรมิตขึ้นมาเองหมด?

ใช่ค่ะ เมื่อก่อนที่นี่เป็นที่โล่งๆ มีแต่ทราย มีแค่ต้นปาล์มต้นมะขาม ต้นจามจุรีแล้วเราก็ค่อยๆ พัฒนาไป อยู่มาวันหนึ่งคุณเลียงผาตาหวานเป็นลิเกเขาจะมาเช่าพื้นที่ที่นี่ ดิฉันก็เลยเข้ามาดูพื้นที่ที่นี่ทั้งๆ ที่ไม่ได้มาเป็นสิบปีก็มานั่งรอแล้วรู้สึกว่าอากาศมันดีมากถึงแม้จะร้อนแต่รู้สึกว่าสบายมาก ก็เลยคิดถึงแม่ (คุณหญิง สุภัทรา สิงหลกะ) เพราะตอนเด็กๆ แม่ชอบพามาเที่ยวหัวหินเราก็จะบอกว่าที่นี่ไม่เห็นจะมีอะไรเลยมีแต่แย้ (หัวเราะ) ที่นี้ก็เลยคิดว่าเราจะทำโรงลิเกให้มันสวยๆ พอทำแล้วคุณตาหวานก็บอกว่า "ผมเล่นไม่ได้มันสวยไป" เราก็เลยสร้างวิกหัวหินให้คนมาดูละคร

Q : วิกหัวหินเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่จะมี โรงเรียนภัทราวดีมัธยมศึกษาหัวหิน และ บ้าน Art camp ?

แต่ก่อนจะเป็นแค่โดมดอกไม้แต่ทีนี้ฝนตกคนดูละครไม่ได้เราก็เลยสร้างเป็นวิกหัวหินขึ้นมา ในขณะนั้นเราก็ให้นายดี..เป็นการซื้อผลงานนายดีแต่นายดีเขาไม่เคยปั้นบ้านเคยปั้นแต่แจกันตุ๊กตา เพราะเป็นการซื้องานศิลปะของนายดี

Q : คิดอย่างไรว่าต้องเป็นครูนายดีมั่นใจว่าจะทำ Art camp ให้มีชื่อเสียงได้?

เราคิดว่านายดีเป็นคนดีและเราก็อยากจะสนับสนุนคนดีมีฝีมือ เราไม่มีเงินไปจ้างงานแพงๆ ของเขามาตั้งวาง แต่เราก็หาคนดีมาช่วยกันสร้างและเติบโตไปด้วยกัน ตอนนี้นายดีเขาก็มีชื่อเสียงไปอยู่ที่เมืองจีนมีคนสนใจงานเขามากมาย เพราะผลงานที่เขาทำนั้นออกมาดี เขาก็สร้างตรงนี้เพราะจะทำให้นักเรียนอยู่ เพราะตอนนั้นจะทำโรงเรียนด้วย ทีนี้พอออกมามันดูสวยเกินไปเราก็เลยคิดเอาไว้ให้พ่อแม่หรือคนที่มาดูละครอยู่ เพราะว่าเรามีโรงละคร มี Art camp แต่นี่ใครจะมาดู ใครจะมาเล่นเราก็เลยต้องเปิดโรงเรียนภัทราวดีขึ้นมา

Q : โรงเรียนของครูเล็กเป็นในรูปแบบไหน

ประเทศนี้รัฐบาลไม่สนับสนุนให้มีการเปิดสอนโรงเรียนการแสดง และถ้าเปิดใครจะเรียน ฉะนั้น ครูจึงคิดเปิดโรงเรียนตามหลักสูตรของรัฐบาลมีการเรียนการสอนปกติ 8 วิชาแบบโรงเรียนอื่นมีตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 และมีปฐมศึกษาด้วย ทีนี้เราก็เอาความเป็นศิลปะของเราสอดแทรกเข้าไปในวิชาต่างๆ เพราะว่าเราใช้ศิลปะการละครทั่วประเทศ เราใช้ศิลปะการละครให้สนุกสนาน เด็กบางคนไม่ชอบเรียนหนังสือ

แต่เด็กบางคนเก่งแต่ไม่มีวิธีการนำเสนอเราก็จะใช้ศิลปะการละครที่เรามีสอนเด็กเหล่านื้ แม่เคยบอกว่า "เราโชคดีเจอครูดีๆ มาทั้งชีวิตเราต้องแบ่งปัน ไม่ต้องไปมัวแต่หาเงินให้พอมีใช้และมีให้กับผู้ร่วมงานได้อย่าไปเอาร่ำรวยให้ทำประโยชน์ให้ประเทศ แม่จะสั่งไว้มากและแม่จะทำให้ดูเรื่องการให้การศึกษาและการให้โอกาสคนในการเติบโต" แต่คุณแม่ของดิฉันจะทำในเรื่องการค้าขายเพราะเป็นนักธุรกิจ แต่ของเราจะเป็นนักการศึกษาเราก็จะทำเรื่องการศึกษา ฉันก็เลยต้องทำโรงเรียนเพราะเรามีวิกหัวหินนักเรียนของเราจะต้องได้แสดง และฉันจะเทรนให้เก่งเหมือนที่เคยเทรนให้กับพวกมืออาชีพและถ้าเขาชอบเขาจะเก่ง แล้วเขาก็ไม่ต้องไปเรียนที่ไหนอีกแล้ว เขาเรียนหนังสือ เขาได้จากเราตรงนี้ และถ้าเขาชอบเขาจะเก่งเลยภายในระยะเวลาที่อยู่กับเราไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนอาจจะได้ทำงานเลยหรือไปเมืองนอกได้เลย นักเรียนเหล่านี้จะมีการพรีเซนต์ตัวเองในการพูดการจา ศิลปะทั้งหลายในการทำธุรกิจ

Q : ที่นี่ไม่ได้สอนแค่การแสดง แต่ใครๆ หลายคนพอมองภาพว่าโลโก้คุณต้องเป็นโรงเรียนการแสดง?

ไม่ค่ะ (เสียงสูง) ไม่ได้สอนด้วย ไม่ได้มีชั่วโมงการแสดงเลย และถ้าใครจะมาเรียนเราก็ไม่มีสอนค่ะ

Q : แล้วเด็กๆ จะเก็บเกี่ยวการแสดงที่ไหนไปเล่นละครเวที?

นี่แหละค่ะสิ่งที่ประเทศไทยไม่เข้าใจศิลปะการแสดงมันอยู่ทุกลมหายใจของชีวิต เรามี ม.1-ม.6 เราเรียน 8 วิชาปกติ แค่เช้าเรายืนเคารพธงชาติแล้วยืนให้ตัวตรงสง่างามนี่ก็ศิลปะการแสดงแล้วเพราะเรื่องการแสดงเขาจะสอนในความสง่างาม ชักธง ตามอง เรื่องของโฟกัส โฟกัสนี่คือสมาธินี่คือศิลปะการแสดง

ศิลปะการแสดงไม่ใช่การร้องกรี๊ดตามหน้าจอโทรทัศน์กระทืบเท้าแล้วก็มีพระเอกนางเอก ตัวร้ายไม่ใช่ เป็นการเกี่ยวกับเรื่องลมหายใจ สอนเรื่องการแครี่กระดูกตัวเองให้สง่างามการยืน การนั่ง การเดินคือพากระดูกตัวเองให้สง่างาม และเป็นธรรมชาติ สอนให้เปล่งเสียงให้เพราะ และก็ด้วยลมหายใจที่ปกติ ฉะนั้น เด็กก็จะไม่เครียด เสียงเพราะและจะพูดเพราะ เด็กก็จะไม่เครียด สอนให้คิดเป็นกุศล คิดให้แก้ปัญหาไม่ใช่ให้อยู่กับปัญหา นี่ก็คือศิลปะการแสดง และก็จะสอนเรื่องดราม่า ดราม่าคือการสอนให้รู้จักภาษา จะเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาดนตรี เขียนได้อ่านได้พูดออกมาได้ตามที่มันมีความหมาย

ดังนั้น ทุกคนจะพูดชัดพูดเพราะเป็นผู้นำไปหาเสียงได้อะไรได้ สอนให้สวดมนต์ สวดมนต์ก็ไม่ใช่อ้อมแอ้มๆ ต้องตั้งใจ และเดินจงกลมเดินตามช่องไฟให้ถูกต้องหายใจเข้าหายใจออก นี่ก็คือ 'อานาปานสติ' ก็เป็นศิลปะการแสดง สอนความตั้งใจสอนสมาธิของเยาวชนในชาติให้มีสมาธิและสง่างาม และก็การกราบพระนี่คือทุกอย่างที่เป็นศิลปะของดิฉัน เราก็จะสอนร้องเพลง พระเจ้าอยู่หัวร้องเพลงสดุดีมหาราชาให้เขารักพระมหากษัตริย์ และเพลงไทยที่เด็กไทยอาจลืมหรือไม่รู้จักนี่คือศิลปวัฒนธรรม ส่วนเขาจะไปชอบเพลงเกาหลีหรือฝรั่งนั่นเป็นความชอบของเขา แต่การศึกษาต้องให้เขารู้จักเพลงไทย จะมาสอนกันแป๊บๆ ไม่ได้ เราต้องสอนต้องย้ำกันอย่างสม่ำเสมอ และ ร เรือ ล ลิง ตัวควบกล้ำชัดเจนเขียนได้พูดถูกต้องนี่คือศิลปะการแสดง ที่สำคัญคืออย่าทิ้งวัฒนธรรมไทยคือเราเป็นศิลปินเราต้องสอนให้เขารู้จักวัฒนธรรมไทย

Q : มีเด็กนักเรียนมาเรียนเยอะไหม?

ไม่ค่ะ ไม่เยอะ ห้องละ 15 คน ทำเท่านี้เพราะว่าเราต้องการที่จะขัดเกลาเด็กให้เป็นคนๆ ไป แล้วก็รู้จักชื่อเราก็สอนทุกคนค่ะ สอนเหมือนแม่อยู่กับลูก

Q : เคยมาดูละครเวทีที่วิกหัวหินเห็นเด็กๆ ร่วมแสดงกับนักแสดงด้วย?

ใช่ค่ะเด็กจะร่วมแสดงกันทุกปี มีการซ้อม เป็นเหมือนการฝึกให้เด็กเล่นดนตรีไทยเดิม รวมถึงการเล่นดนตรีสากลไปกับดนตรีไทยเดิม และได้รู้จักวรรณคดีไทย รู้จักบทกลอนต่างๆ ของรัชกาลที่ ๖ เด็กๆก็ได้ไปเล่นที่วังของท่าน และก็ไปกราบท่านทุกวัน ฉะนั้น เด็กๆ ก็จะพูด
ถึงอย่างกับเขาเคยอยู่ในวังท่าน การแสดงละครวรรณคดีเก่าๆ สอนให้เขารู้จักราชวงศ์ สอนให้รู้จักวรรณคดีไทย รักพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ต่างๆ เพราะพระอัจฉริยะของพระองค์ เราก็ต้องสอนกันทั้งโรงเรียนทานข้าวกินข้าวด้วยกันและทุกปีเราจะเล่นในเดือนกุมภาฯ เด็กจะทำทุกขั้นตอนเองทุกอย่าง

ตั้งแต่โปสเตอร์ พร็อพ ฉาก แสงสีเสียง แต่เราก็จะมีครูที่เป็นมืออาชีพที่เราเคยทำเธียเตอร์ที่วัดระฆังด้วยและก็ครูที่มีชื่อเสียงมาประกบเด็กๆ และเด็กก็จะได้ทำกับคนจริงและก็มีวินัยแล้วเด็กก็เล่นได้เด็กที่เก่งก็จะเก่งขึ้นไปอีก เด็กที่ไม่กล้าก็จะกล้าเล่นเด็กเขาจะรู้ว่าเขาเก่งอะไร เขาเรียกละครของเราเป็นละครเพื่อการศึกษา พ่อแม่เขาก็จะชื่นใจว่าลูกเขากล้าแสดงออก จากเด็กที่หงุมหงิม พูดไม่เป็นอ้อมแอ้มแต่กลับมาเสียงดังฟังชัด และก็เล่นดี ดีเท่ากับที่มืออาชีพเล่นนะ เพราะดิฉันจะมีสอนสอนนอกรอบก็คือสอนเรื่องการทำงานบนเวที เราจะไม่บอกว่าสอน Acting นะ เราจะบอกว่าสอนเทคนิคการทำงานบนเวที และก็เราก็ให้เขาแสดงและก็ให้เขาเลือกของเขาเองว่าเขาจะแสดงอะไรที่ตัวเองอยากเล่น และเราจะสอนเรื่องความเพียร อย่างเช่นการซ้อมรำโขนต้องทำให้ออกมาดีแต่มีเด็กทำได้อยู่ดีคนเดียวที่เหลือก็ไม่เป็นไรก็ไปทำอย่างอื่นไม่เป็นไร

Q : อยากให้ทุกคนมองที่นี่ว่าเป็นอะไรเพราะส่วนใหญ่โดนมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและโรงเรียนสอนการแสดง?

อยากให้มองที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ อยากเรียนรู้มาที่นี่ได้ถ้าจะมาท่องเที่ยวก็มาได้แต่ก็จะไม่ได้อะไรถ้าไม่ศึกษา แต่ถ้าจะมาถ่ายรูปเข้ามาชมศิลปะต่างๆ ก็เข้ามาดูได้เข้ามาที่นี่เราเปิดกว้าง เราใช้ต้นไม้เป็นเกณฑ์ เราจะไม่ตัดต้นไม้ที่อยู่มาก่อน แล้วก็ดูแลรักษาเราก็ไม่ต้องไปสอนเด็กๆ ไกลให้เค้ารู้เรื่องเกี่ยวกับกตัญญูกับต้นไม้กับของที่มีอยู่เดิม ต้นไม้ถ้าไม่มีรากแก้วเมื่อโดนลมพายุก็จะอยู่ไม่ได้เพราะไม่มีรากฉะนั้น เราต้องสอนเด็กๆ ให้มีรากลึกอย่าลืมวัฒนธรรมของเราเดิมๆ สร้างรากลึกให้กับเด็กๆ อย่างต้นไม้ที่มีอยู่เดิมมีความเป็นศิลปะอยู่นี่ เพราะเรามีรากลึกติดดินให้ความรู้แก่เด็กรุ่นใหม่ให้เขามีรากแก้วที่แข็งแรงเหมือนเรา

Q : วิกหัวหินมีความแตกต่างจากเธียเตอร์ที่อื่นอย่างไรบ้าง?

การสร้างนี่จะสร้างแบบซ้อนฝาหลังแบบไทยก็คือซ้อนหน้าหลังลมเข้าได้ จะเย็นมากเพราะหัวหินลมเยอะ เวลาเด็กซ้อมก็จะได้อากาศที่บริสุทธิ์แล้วเด็กๆ ก็จะมีพัฒนาการที่ดีมากเด็กที่นี่ก็จะโตวัยอย่างกับเด็กฝรั่ง โตจนพ่อแม่จำไม่ได้ ออกซิเจนกับโอโซนเนี่ยดีที่สุด เพราะฉะนั้นพระเจ้าอยู่หัวของเราอยู่จึงมาอยู่ที่นี่ มันเป็นอาหารสมองอาหารร่างกาย เพราะเวลาเราดูละครเราก็จะมีบรรยากาศลมเย็นมีแอร์กรุ่นๆ ให้ไม่ร้อนตัว อันนี้ก็คือความแตกต่างของวิกหัวหิน

Q : โรงละคร ภัทราวดีเธียเตอร์ยังเปิดให้อยู่ไหม?

ไม่ค่ะตอนนี้ไม่มีแล้ว ได้ทำเป็นโรงแรมเป็นกิจการของลูกๆ เพราะน้ำท่วมไปข้าวของเสียหายไปเยอะ ถ้าเราจะซ่อมแซมเราต้องใช้เงินอีกเป็นจำนวนมากและเราก็มีวิกหัวหินแล้วเราก็มาทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ทำวิกหัวหินให้เป็นโรงละครที่ดีที่สุด

Q : ภัทราวดีเธียเตอร์ที่เสียหายไปเพราะน้ำท่วม ไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยเหลือ?

ก็ไม่มีค่ะ ทำเองก็ในประเทศนี้ เขาจะไม่ช่วยใครทำงานพวกนี้ แม้กระทั่งกระทรวงที่รับผิดชอบเอง เขาเห็นว่าเรามีปัญญาที่จะทำ เพราะเขาเห็นเราเป็นเอกชนเราเสียภาษี เราเสียภาษีเยอะมาก

Q : ถ้าซ่อมแซมงบประมาณจะอยู่ที่เท่าไร?

ก็ประมาณ 10 ล้านเพราะเสียหายเยอะมาก เนื่องจากเครื่องไฟที่มีอยู่มากมายเปียกเสียหายพังหมด ซึ่งจะเอามาซ่อมใหม่ เราก็ไม่รู้ไม่ว่ามันจะกลับมาใช้ได้ดีแค่ไหน ซึ่งหากซื้อใหม่ทั้งหมดราคาหลายล้านอยู่ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญก็คือในตัวโรงละครพอน้ำมันท่วมข้างในมันก็ชื้นหมดปลวกมันก็กินจนแทบไม่เหลือแล้วค่ะ

Q : คิดอย่างไรที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือในส่วนตรงนี้เพราะว่าที่นี่ก็เป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมแห่งหนึ่ง?

คิดยังไงดี (ทำท่าคิด) ทีแรกก็พยายามอยู่เราก็คิดว่ามันเป็นอย่างนี้อาชีพนี้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ดิฉันจะไม่สอนศิลปะ ไม่สอนการแสดงคือถ้าเป็นก็อยากจะให้ไปอยู่เมืองนอก เพราะหากที่นี่จะไปทำมาหากินที่ไหนเพราะเขาไม่ได้สนับสนุน คือเขาไม่สนับสนุนใครเลยในประเทศนี้มาชมงานก็ไม่มา ซึ่งถ้าที่อื่นก็จะมีผู้ใหญ่มาชม มาดูอะไร แต่ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาก็อาจจะมีบ้างเวลาไปขอสนับสนุนหมื่นสองหมื่นให้มาห้าหกพันก็เลยบางทีคิด อย่าไปขอเลยไปขอตังค์ลูกง่ายกว่า (หัวเราะ)

Q : ไม่ขอ หรือไม่มีหน่วยไหนมาสนับสนุน?

ไม่มีค่ะ ไม่มีตั้งแต่ต้นเลยค่ะ แต่ดิฉันก็ทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ก็ไม่เห็นมีมาตั้งแต่ต้น

Q : เสียดายไหมทำมาขนาดนี้แล้วต้องปล่อยให้แหล่งวัฒนธรรมต้องปิดตัวลง?

ดิฉันไม่เสียดายค่ะ (ตอบเร็ว) จริงๆ แล้วดิฉันก็ได้สร้างคนเยอะและหลายๆ คนก็ได้สร้างประโยชน์ของตัวโรงละครนั้นสร้างตัวเอง เราก็ได้ทำอะไรเยอะและเราก็ได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมหลายๆ อย่างที่เราอยากจะเรียนรู้เราก็เรียนรู้มาเยอะ ถามว่าเสียดายมั้ยตอบได้เลยค่ะว่าไม่เสียดาย (เน้นเสียง)

Q : หลายๆ คนมองว่าเรื่องนี้ทำให้เจ็บปวดเลยหนีมาจากกรุงเทพฯ ?

ไม่ค่ะดิฉันก็ไม่ได้บอกอะไรใครก็มาเงียบๆ และก็ทุกคนจะถามว่ามีอะไร เราก็บอกไปว่าเราไม่มีอะไรเขาก็งงๆ กัน ดิฉันก็ไปเงียบ มาเงียบ เพราะว่ามีหลายประเทศมากที่ผูกพันกับเราเพราะเราลิงก์กับต่างประเทศด้วยมันก็เหมือนกับสถานที่หนึ่งของประเทศที่ทุกคนจะรู้จัก แต่เราก็บอกว่าดิฉันเป็นชาวพุทธดิฉันก็ปล่อยวางไม่ยึดติดกับอะไรทั้งสิ้นมาทำประโยชน์ในที่ของเราอย่างเช่นหัวหินดีกว่าที่เดิมก็ให้ลูกๆทำไป

Q : สำหรับครูเล็กคิดว่ายุคละครเวทีเป็นยุคที่ตกต่ำในตอนนี้หรือเปล่า?

ไม่นะคะ ละครเวทีก็มีเยอะขึ้นเพราะเดี๋ยวนี้ก็เห็นมีละครเกิดขึ้นมากหลายโรง มันก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะคนจะรู้จักละครเวทีมากขึ้นนักแสดงก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นฝีมือดีๆ ก็เยอะเพราะทุกอย่างก็เริ่มต้นที่ดีขึ้นเพียงแต่ว่ามันยังเป็นอะไรที่ยังไม่ยั่งยืนเพราะว่าคนทำโรงละครก็ล้มลุกคลุกคลาน เมื่อก่อนอาจจะเห็นว่ามีละครทุกอาทิตย์แต่ตอนนี้มีปีละครั้งเพราะเราทำโรงเรียนภัทราวดีมัธยมศึกษาด้วยก็เลยเหนื่อยและอยากให้ความสำคัญกับเด็กนักเรียนและการศึกษา

Q : ครูเล็กมองนักแสดงหน้าใหม่สมัยนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้างในฐานะครูที่สร้างชื่อเสียงให้กับคนดังหลายต่อหลายคน?

สำหรับดิฉันคิดว่านักแสดงละครเวทีจะไปแสดงได้ดีเพราะว่าเรามีการบ่มเพาะทั้งศิลปะการแสดง ดนตรีก็ไปได้ดีหลายคน แต่สมัยนี้มันก็พูดยากมันก็มีทั้งก็และไม่ดีนะคะ ไปตามยุคตามสมัยก็อยู่ที่ครูแต่ก็มีดีๆ เยอะเดี๋ยวนี้ก็มีโรงเรียนมีมหาวิทยาลัยที่สอนเฉพาะแบบนี้เยอะ เพียงแต่ว่า ทุกคนยังมองว่าอาชีพเต้นกินรำกินเป็นอาชีพที่ยังไม่ค่อยมีเกียรติเท่าไร นักแสดงที่ไปแสดงตามสถานที่ต่างๆ คือคนก็ยังมองว่าเป็นอะไรที่เต้นกินรำกินอยู่นะ การให้เกียรติกันในตรงนี้ก็ยังไม่ค่อยมีเท่าไร

Q : อยากฝากอะไรถึงศิลปวัฒนธรรมในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับศิลปะทุกแขนง?

ไม่ค่ะ ดิฉันมาอยู่ตรงนี้ดิฉันก็มาอยู่กับการศึกษาอยู่กับเด็กๆ และดิฉันเองก็ไม่ได้อะไรคือชีวิตนี้ได้พบเจออะไรมาเยอะรู้สึกว่ามันก็ดีขึ้นแล้วและต่อไปมันจะดีขึ้นยังไงก็ต้องขึ้นอยู่กับคนในแวดวงตรงนี้เราสร้างมันมาเองได้ คือจริงๆ ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมอำนาจแวดล้อมประเทศนี้มันได้แค่นี้

ถ้าจะให้มันดีกว่านี้มันก็คงจะต้องลุกขึ้นกระตุ้นให้คนรุ่นต่อไปต้องให้การศึกษากับคนรุ่นต่อไปให้เขาเข้าใจมากกว่านี้ เพราะที่ดิฉันเข้ามาอยู่ในแวดวงการศึกษาเพราะว่าที่เราจะทำอะไรที่เราจะทำไปได้ตามที่เราฝันมันก็คือการศึกษา เพราะคนรุ่นใหม่ๆ เราให้อะไรกับเขา เขาถึงไปสานต่อแต่ถ้าเราไม่ให้อะไรกับเขาก็ไม่มีอาวุธที่จะไปสานต่อ เราทำไปตามที่กำลังเรามี เราไม่บ่น เราไม่ว่ากัน เช่นเราไม่อยากให้ประเทศชาติมีคอร์รัปชัน เราก็ต้องสอนเด็กเราเรื่องของความซื่อสัตย์ หรืออยากให้ยังไงเราก็ต้องสอนเขา เราทำได้แค่ไหนเราก็ทำแค่นั้นยังดีกว่าเราไม่ทำอะไรเลย

Q : ถ้าสมมติว่าไม่มีครูเล็กหรือไม่มีต้นมะขามเทศที่เป็นรากแก้วโรงเรียนภัทราวดีและวิกหัวหินศิลปะต่างๆ จะยังอยู่ไหม?

ต้องมีค่ะ ต้องมี มันต้องมีแน่คนรุ่นต่อไปต้องสานต่อแน่ เพราะดิฉันสร้างคนรุ่นใหม่ที่ดีเผลอๆ ว่าบางทีอาจจะทำได้ดีกว่าดิฉันด้วยซ้ำ ดิฉันมั่นใจค่ะว่าถึงแม้ไม่มีดิฉันยังไงก็ต้องมีโรงเรียนภัทราวดีมัธยมศึกษาและวิกหัวหินแน่นอน.

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้