กีฬา
100 year

เก็บตกม็อบยึดกระทรวง

ทีมเศรษฐกิจ15 เม.ย. 2557 05:01 น.
SHARE

วิกฤติการเมืองที่ส่อจะลากยาวเลยสงกรานต์จนทำเอาภาคธุรกิจน้อย–ใหญ่หายใจไม่ทั่วท้องไปตามๆกัน ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนโดยทั่วไปเท่านั้น แม้แต่ในภาคราชการเองที่ถือว่าเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง “ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนใครจะไปใครจะมาข้าราชการก็สามารถดำรงอยู่ได้นั้น

วันนี้ล้วนมีสภาพไม่แตกต่างไปจากผู้คนโดยทั่วไปเช่นกัน!

ปฏิบัติการปิดๆ เปิดๆ จากการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” “รีสตาร์ต ไทยแลนด์” นำมวลมหาประชาชนไปปิดล้อมสถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ ปิดกระทรวง ทบวง กรมเป็นรายวัน หรือนึกจะมาเมื่อไรก็มา นึกจะไปก็ไปได้ภายใต้วลีเด็ด “สันติ อหิงสา” ที่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรองรับให้กระทำได้

ม็อบ กปปส.บุกสถานที่ราชการ


ได้ทำให้ส่วนราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง กรม กองต่างๆ ต้องปรับตัวขนานใหญ่ จากที่เคยต้องไปทำงานเช้า-เย็น วันนี้หลายส่วนราชการต้องทำงานอยู่กับบ้าน นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แทน บางส่วนงานต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปเป็น “เจ้าไม่มีศาล” ย้ายสถานที่ทำงานกันเป็นรายวันไปก็มี

เสียงสะท้อนความรู้สึกของข้าราชการ ที่ต้องเผชิญ วิบากกรรมจากวิกฤติการเมืองนั้นเป็นอย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ” ได้ประมวลเสียงสะท้อนเหล่านี้มาเป็นกำนัลในช่วงเทศกาลปีใหม่ “สงกรานต์” ของไทย ด้วยหวังว่าทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยกันได้เสียที ดังนี้

*******

“ครม.นินจา” เดี๋ยวผลุบ-เดี๋ยวโผล่

วันที่ 29 พ.ย.56 เป็นวันสุดท้ายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นั่งทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่ม็อบ กปปส.จะปิดล้อม “ชัตดาวน์” จนรัฐบาลต้องระหกระเหินจัดทัวร์ไปอยู่ใน “อ้อมกอด” ของนายตำรวจ ทหาร จวบจนวันนี้ (15 เม.ย.) นับเวลาได้ 137 วัน

ประเดิมวันแรก 30 พ.ย.56 ซบไหล่ตำรวจที่ดูจะใกล้ชิดสนิทที่สุดก่อนจะตั้งหลักปักฐานนั่งทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

แต่หลังนายกฯประกาศ “ยุบสภา” เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.56 นายกฯและ ครม.ถูกม็อบไล่ล่าไม่หยุดหย่อน การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการจึงต้องเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยจากสโมสรกองทัพบก ไปกองบัญชาการกองทัพอากาศ สโมสรตำรวจ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ล่าสุดที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จ.นครปฐม เป็น “ครม.นินจา” เดี๋ยวผลุบ–เดี๋ยวโผล่ แถมมีแพ็กเกจทัวร์ภาคเหนือและอีสานเป็นระยะๆ จนเป็นที่ปวดเศียรเวียนเกล้าของหน่วยงานต่างๆที่ต้องการติดต่อกับหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล

นัยว่าเคยมีคนหลงเข้าไปส่งเอกสารให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตำรวจเฝ้าทำเนียบบอกว่าไม่รู้จะให้ไปติดต่อที่ไหน เพราะไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ขนาดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่อยู่ละแวกเดียวกัน ยังต้องส่งข้อมูลภาวะเศรษฐกิจประจำไตรมาสเข้าอีเมล์ผู้สื่อข่าว

“ชัตดาวน์” ครั้งนี้สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ชวนให้โกลาหลกันจริ๊งจริง!!

คลังตั้ง “ไลน์กรุ๊ป” สั่งงานออนไลน์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลชนปิดล้อมกระทรวงการคลัง


ฟากกระทรวงการคลัง ถูกมวลมหาประชาชนของ “กำนันสุเทพ” ปิดล้อมระลอกแล้วระลอกเล่า จนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ต้องสั่งปิดกระทรวงกว่า 24 วัน จึงเริ่มทยอยเปิดหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้บริการประชาชน และข้าราชการได้เข้ามาทำงาน

แต่ก็เป็นการทำงานแบบ “ลักปิด -ลักเปิด” เปิดๆ ปิดๆเพราะกลัวม็อบมวลมหาประชาชนจะดาวกระจายมาเยี่ยมเยียนตลอดเวลา นัยว่าหากวันไหนข้าราชขี้เกียจทำงานก็แค่ยกหูไปบอกแกนนำ มวลมหาประชาชน แค่นั้นเป็นอันจบ รถกระจายเสียงกับมอเตอร์ไซค์แค่ 4 -5 คันแวะเวียนผ่านมาหน้ากระทรวงก็กลับบ้านได้แล้ว

แม้จะถูกปิดไปอย่างไร นานเท่าใด แต่บรรดาข้าราชการทั่วประเทศยังคงได้รับเงินเดือนครบทุกบาททุกสตางค์ เพราะอธิบดีกรมบัญชีกลาง “นายมนัส แจ่มเวหา” สั่งตั้ง “ไลน์กรุ๊ป” เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานเบิกจ่ายแบบออนไลน์ไว้เสร็จสรรพ สามารถกดปุ่มออนไลน์อนุมัติเบิกจ่ายจากบ้านได้ทันทีไม่มีวัน “ชัตดาวน์”

“เกษตร” ร้องอยากกลับบ้าน

ม็อบ กปปส. ปิดล้อมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่เอาตัวไม่รอด ทำให้สำนักงานปลัดกระทรวงฯต้องระเห็จไปสำนักงานชั่วคราว ที่สำนักชลประทานที่ 11 อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.56 เป็นต้นมา

แม้สถานที่ตั้งสำนักงานใหม่จะไม่มีความพร้อมต้องนำห้องประชุมมาใช้เป็นห้องทำงานชั่วคราวของผู้บริหารระดับสูง ส่วนทีมงานหน้าห้อง ต้องนำโต๊ะสนาม ชนิดพับเก็บขาโต๊ะได้มาใช้เป็นโต๊ะทำงานแทน มีทั้งกองกระดาษเอกสาร ทั้งเครื่องปรินเตอร์ระเกะระกะ ที่นั่งมีไม่พอ วนกันเป็นเก้าอี้ดนตรี จนต้องมีคำสั่ง “ให้ทำงานอยู่กับบ้าน”

นี่ยังไม่นับกรมต่างๆ ภายใต้สังกัด ที่สำนักงานส่วนใหญ่อยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เดี๋ยวก็ถูก กปปส.ปิด ไม่กี่วัน ศรส. ก็สั่งให้เปิด ปิดๆ เปิดๆ อยู่ 5-6 รอบแล้ว แม้แต่ห้องทำงานใหม่ของปลัดกระทรวง “ชวลิต ชูขจร” แต่ปลัดกระทรวงเกษตรยืนยันว่าไม่กระทบกับงานบริการชาวบ้าน เพราะไร่นาส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัดอยู่แล้ว

ลำบากขนาดนี้ ทำให้ทั่นปลัดถึงกับต้องรำพันกับกระจอกข่าวว่า “หลังสงกรานต์นี้ตั้งใจว่าจะย้ายกลับราชดำเนินนอก แต่ติดเงื่อนไข กปปส.ว่าห้ามรัฐมนตรีเข้าไปทำงานด้วย...แล้วพวกผมจะทิ้งรัฐมนตรีไว้ยังไง...”

หูกวางระเหเร่ร่อนสู้งานไม่ถอย

มวลชน กปปส.ปิดล้อมกระทรวงคมนาคม


ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางสมรภูมิม็อบ ย่านถนนราชดำเนินกลาง กระทรวงคมนาคมจึงเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่ถูก “อารยะขัดขืน” ปิดตายก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.56 เป็นต้นมา หลังจากนั้น คนของกระทรวง ไล่ตั้งแต่ “รัฐมนตรีผู้แข็งแกร่งสุดในปฐพี” อย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ปลัดกระทรวง จนถึงข้าราชการชั้นผู้น้อยต่างต้องระเหเร่ร่อนไปเรื่อย

เริ่มจากย้ายไปนั่งกรมการขนส่งทางบก ย่านจตุจักร แต่อยู่ไม่เท่าไร ม็อบได้ยกระดับการชุมนุมมาปิดล้อมประตูหน้า-หลังกรม จนต้องระเห็จไปตั้งมั่นที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แถวพระราม 9 แต่พี่น้องม็อบก็ยกขบวนมาปิดล้อมทันควัน

คราวนี้! แทบจะหมดที่พึ่งต้อง “คอนเวิร์ส” ทางใครทางมัน บ้างไปอยู่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แบบลับๆ บ้างไปอยู่สำนักงานบำรุงทางธนบุรี ถึงขนาดที่ “สมชัย วัฒนศิริโชค” ปลัดกระทรวงคมนาคม ถึงกับเปรยว่า “ข้าราชการยุคนี้ต้องไว ต้องทำงานแบบนินจาแว้บไปที่นู้นที นั่นที”

แม้ถูกปิดที่ทำการไปนาน แต่ผลงานกระทรวงถือว่าไม่ขี้เหร่ เพราะมีรัฐมนตรีสู้งานอย่างชัชชาติ และข้าราชการของประชาชนคอยปฏิบัติหน้าที่แข็งขัน สู้ทุกสถานการณ์ ถึงขนาดสั่งงาน ทำงานกันบนรถเมล์มาแล้ว!!

ท่องเที่ยวชินใต้ถุนสนามกีฬา

เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินนอก เบื้องหน้าเป็นจุดที่ตั้งของเต็นท์กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) จึงเป็นกระทรวงแรกๆที่ถูกล่ามโซ่ประตู จน นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ต้องหอบข้าราชการไปอาศัยพื้นที่กรมพลศึกษา บริเวณใต้ถุนของสนามศุภชลาศัยทำงานชั่วคราว

แต่เมื่อ กปปส.ประกาศิต “ชัตดาวน์” กรุงเทพฯ ปิดสี่แยกปุทมวัน มวลมหาประชาชนจึงขยันมาเยี่ยมเยียนใช้ห้องน้ำในสนามกีฬาเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้กระทรวงต้องย้ายสถานที่ทำงานไปอยู่ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย บริเวณสนามกีฬาหัวหมาก

แม้จะย้ายสถานที่ทำงานใหม่ แต่สถานที่ทำงานใหม่ของกระทรวงนี้ยังหนีไม่พ้นใต้ถุนตึกใต้ถุนสนามกีฬาอยู่ดี โดยมาอยู่ที่ใต้ถุนสนามราชมังคลาฯ ห้องพักนักกีฬา โรงนวด ตามแต่ใครจะจับจองตรงไหนได้ก่อน

อเนจอนาถแค่ไหนถึงขนาด ว่าที่ ร.ต.อานุภาพ เกษรสุวรรณ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ต้องใช้พื้นที่ห้องทำงานไม่เกิน 24 ตารางเมตร แถมโต๊ะนั่งทำงานก็อยู่หน้าห้องน้ำ จนถูกแซวว่า

“ท่าน! นั่งตรงนี้หาเก๊ะเก็บเงินเข้าห้องน้ำเหมือนอยู่หน้าสถานีหมอชิตเลย”

อุตสาหกรรม “ขอมดำดิน” หลบๆซ่อนๆ

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่บนถนนพระราม 6 ก็ได้รับ ผลกระทบไม่แพ้กัน โดย รมว. อุตสาหกรรมต้องหอบกระเตงข้าราชการระดับ 8 ขึ้นไป ไปตั้งหลักที่อาคารของกระทรวงอุตสาหกรรมเดิมย่านบางลำพู

แต่การทำงานก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะอยู่ใกล้กับสถานที่ชุมนุมของ คปท.และ กปปส.ที่สามารถเคลื่อนพลม้าเร็วมาปิดล้อมได้ตลอดเวลา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งต้องระเห็จไปทำงานที่อาคารสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ลาดกระบัง และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สาขากล้วยน้ำไท

ส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ไปๆ มาๆ หลบๆ ซ่อนๆ มาทำงานที่กระทรวงจะเอารถมาจอดในกระทรวงก็ไม่ได้ เพราะผู้ใหญ่สั่งปิดประตูไว้ทุกจุด ต้องแอบจอดไว้ริมถนนพระราม 6 ทั้ง 2 ฝั่ง วันดีคืนดีความตั้งใจเสียสละเข้ามาทำงาน ก็อาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ “ล็อกล้อ” ต้องไปเสียค่าปรับคันละ 300 บาทเป็นของแถม

ที่สำคัญการทำงานของข้าราชการไม่ว่าจะระดับไหนยังถูกห้ามเปิดไฟฟ้า เปิดแอร์ เพราะกลัวว่าถ้าม้าเร็ว กปปส.มาเช็กมิเตอร์ แล้วพบหมุนเร็วผิดปกติ จะยกทัพมาปิดล้อมอีก

มีการตั้งข้อสังเกตว่าการมาเยือนของม็อบ กปปส.เพราะมี “หนอนบ่อนไส้” มีคนในโทร.แจ้ง เพราะอยากกลับบ้านเร็ว เพราะเมื่อ กปปส.มาปิดประตูเข้า-ออกข้าราชการก็ต้องไต่บันไดลิงปีนรั้วกันออกมา

เฮ้อ! เวรกรรม! หัวอกข้าราชการในสถานการณ์ไม่ปกติ

รมว.พลังงาน “หายเข้ากลีบเมฆ”

ตึกเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ (เอนโก้) ที่ตั้งกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือต้องถูกปิดตายตั้งแต่ประกาศิต “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” จวบจนกระทั่งวันนี้ รมว.พลังงานต้องอพยพโยกย้ายไปทำงานที่สำนักงานพลังงานภาค ย่านตลาดไท จ.ปทุมธานี บางส่วนไปทำงานไกลถึงอำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง รวมทั้งสมุทรปราการ มีบางส่วนทำงานที่บ้าน

ขณะที่ตัวรัฐมนตรีพลังงานนั้นในวันนี้ยัง “หายเข้ากลีบเมฆ” ผู้คนจำหน้าค่าตาไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร?

แม้วันนี้ม็อบปฏิรูปพลังงานและเครือข่าย กปปส.จะย้ายออกไปจากตึกเอนโก้ แต่ข้าราชการยังไม่สามารถเข้าไปทำงานได้เต็มรูปแบบ เพราะต้องใช้เวลาอบโอโซนตัวตึก ฆ่าเชื้อโรคทุกชั้นอย่างละเอียดเพราะในช่วงที่ตึกเอนโก้ถูกปิดตายนั้น บรรดาสมาชิกที่ไม่ได้รับรับเชิญทั้งหนูและแมลงสาบพากันอพยพเข้ามายึดครองกันเอิกเกริก แถมยังต้องซื้อตู้เย็นใหม่กว่า 600 ตู้ เพราะเสียหายใช้งานไม่ได้เลย

ล่าสุด คนทำงานที่ตึกเอนโก้ได้รับคำสั่งให้ทยอยเข้าไปทำงานเฉพาะหน่วยงานที่จำเป็น แต่ต้องเข้าทางประตูลับและแอบทำงานอย่างเงียบๆ ห้ามนำรถยนต์เข้าตึก และคนที่ได้สิทธิเข้าไปต้องได้รับบัตรอนุญาตจากผู้บริหารเอนโก้เท่านั้น ที่สำคัญได้กำชับให้ทุกคนต้องแต่งตัว พร้อมเดินทางกลับบ้านตลอดเวลา กระเป๋าใส่ของต้องเป็นเป้เท่านั้น และวางไว้ใกล้ตัวเพื่อให้สามารถหยิบจับอุปกรณ์จำเป็นยัดใส่เป้ได้ และพร้อมสลายตัวทันทีหากได้รับคำสั่งอพยพ

ชีวิตข้าราชการ และพนักงานที่ทำงานตึกเอนโก้ จึงไม่ต่างอะไรกับนักรบเลยจริงๆ!!

พาณิชย์ย้ายสำมะโนครัวไปบางไทร

วันแรกของการชัตดาวน์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ “นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ” ได้สั่งให้ปิดกระทรวง และให้ข้าราชการบางส่วนตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไป ไปทำงานที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ที่บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาแทน โดยมีรถรับ-ส่ง ถ้าใครมาไม่ทันเวลาต้องตะเกียกตะกายไปเอง แต่ข้าราชการส่วนใหญ่ให้ทำงานอยู่บ้าน “เวิร์ก แอต โฮม”

ส่วนการให้บริการประชาชน ได้ย้ายไปยังสถานที่ที่แต่ละกรมมีอยู่ในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้การบริการประชาชนไม่สะดุด ขณะที่กรมต่างๆ ระดับอธิบดี รองอธิบดี และข้าราชการบางส่วนต้องเช่าสถานที่ทำงานกันเอง เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม หรือร้านอาหารในละแวกสนามบินน้ำ

ภายหลังชัตดาวน์ไม่กี่วัน ข้าราชการบางส่วนต้อง “แอบ” เข้ามาทำงานในกระทรวง แต่ต้องแจ้งชื่อ และตรวจบัตร ส่วนรถยนต์ห้ามเข้าเด็ดขาด เดือดร้อนข้าราชการต้องหาที่จอดห่างไกลแล้วเดิน หรือต่อรถเมล์มา เพราะถ้าจอดด้านหน้า จะผิดสังเกต และม้าเร็ว กปปส.ที่มาดูเป็นระยะๆ รู้เข้าจะยกขบวนมาปิดล้อมทันที

แต่พอกระทรวงจะเปิดทำงานเป็นปกติ และอนุญาตให้เอารถเข้ามาจอดได้ ม็อบชาวนาก็ดันมาปิดกระทรวงและยึดพื้นที่ภายในเป็นแหล่งพักพิงนานนับเดือน แต่ ณ วันนี้ม็อบชาวนาโบกมือลาพาณิชย์ไปอยู่กับ “พุทธอิสระ” แล้ว

แบงก์ชาติกลัวจริงหรืออารยะขัดขืน

หลังจากปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานใหญ่ วังบางขุนพรหม ก็ประกาศปิดวังชั่วคราว และหนีไปปฏิบัติงานที่ศูนย์ปฏิบัติงานชั่วคราวที่โรงพิมพ์ธนบัตร ย่านพุทธมณฑล สาย 7 โดยให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ และให้จัดประชุมย่อยๆ แบบชิลๆ นอกสถานที่ได้ตามสะดวก ส่วนการแถลงข่าวแต่ละครั้งไปจัดที่โรงพิมพ์ธนบัตร พุทธมณฑล สาย 7 ท่ามกลางสายลม แสงแดด และโอโซนริมน้ำนครชัยศรี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านมายาวนานกว่า 3 เดือน ขณะที่ กปปส.ยังไม่เคยไปปิด ธปท. อย่างเป็นทางการ มีแต่มาแวะเยี่ยมเยียนกันฉันมิตร ขอนั่งทานข้าวริมน้ำแบบสบายใจ

ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งขอสังเกตว่าที่ ธปท.ปิดอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะหวั่นใจในสถานการณ์ หรือทำการ “อารยะขัดขืน” กันแน่?...

ตลาดหุ้นมีลุ้นระทึกตลอด

สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้จะไม่มี กปปส.ยึดเหมือนส่วนราชการอื่น แต่ผู้บริหารได้ชิงปิดอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก ก่อนหลังแกนนำกลุ่ม คปท.ประกาศวันที่ 12 ม.ค.ว่าจะ “ชัตดาวน์” ตลาดหุ้นและวิทยุการบิน หากนายกรัฐมนตรียังไม่ลาออกภายในวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา แม้มีคำยืนยันสวนทางจากแกนนำ กปปส.ว่าไม่ปิดอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯก็ตาม!!

โดยบ่ายวันที่ 13 ม.ค.เริ่มประกาศให้พนักงานกลับบ้าน หลังมีกลุ่มผู้ชุมนุม 30–40 คน มาวนเวียนดูลาดเลาแถวศูนย์สิริกิติ์!! ที่อยู่ติดตลาดหลักทรัพย์ฯ และตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค.ผู้บริหารชิงปิดอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดประตูรั้วทุกด้าน ให้พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้าน โดยมีพนักงานไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าประจำการ

แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงเปิดให้ซื้อขายได้ตามปกติ เป็นไปตาม Business Continuity Planning แผนรับมือสถานการณ์วิกฤติ หลังอาคารแห่งนี้เคยโดนเผาจากการชุมนุมทางการเมืองมาครั้งหนึ่งแล้ว

จนกระทั่งการปิดอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯดำเนินมาร่วมเดือน เริ่มเห็นพนักงานบางส่วนทยอยเข้าทำงานทางประตูหลังอาคาร และเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครมา “ชัตดาวน์” ตลาดหุ้นแน่แล้ว ในที่สุดประตูรั้วและประตูอาคารก็เปิดกลับมาดำเนินการตามปกติ!!

 

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจเก็บตกม็อบยึดกระทรวงม็อบการเมืองกปปส.ชัตดาวน์กรุงเทพฯสถานที่ราชการสุเทพ เทือกสุบรรณกระทรวงกลาโหมกระทรวงการคลังกระทรวงเกษตรกระทรวงคมนาคมกระทรวงพลังงาน

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้