advertisement

'สงกรานต์สิงคโปร์' ไทยถูกแย่งวัฒนธรรมหรือ??

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2557 05:30

เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทันที เมื่อการโปรโมตให้เที่ยวงาน Celebrate Songkran 2014 ของประเทศสิงคโปร์ ทำให้คนไทยหลายคนหวาดหวั่น เพราะทั้งชื่องาน วันเวลาในการจัดงาน รวมถึงกิจกรรม เหมือนกับเทศกาล "สงกรานต์เมืองไทย" !! นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า "นี่ใช่การขโมยวัฒนธรรมประเพณีไทยหรือไม่?" หรือนี่เป็นการ "ฉวยโอกาส" ? ...

จากการรายงานข้อมูลเบื้องต้นของ Celebrate Songkran 2014 จากเว็บไซต์ www.marketingoops.com ระบุว่า การจัดงานในครั้งนี้ ไม่ใช่การจัดงานในนามของ "รัฐบาลสิงคโปร์"​ แต่เป็นการจัดงานของบริษัทเอกชน ชื่อ JBozz Consultants ที่ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลแต่อย่างใด นอกจากนี้ จุดประสงค์การจัดงาน คือ การเผยแพร่ความเข้าใจอันดีต่อวัฒนธรรม มรดกและความเป็นไทย ภายใต้บรรยากาศแบบสากล ที่จะมีการจัดบูธเผยแพร่วัฒนธรรมไทย เช่น เวทีมวยไทยกลางแจ้ง ร้านค้าขายสินค้าต่างๆ การเปิดให้ชิมอาหารไทยและขนมไทย รวมถึงมีศิลปินไทยเข้าร่วมแสดงด้วย อีกทั้ง ยังมีการประชาสัมพันธ์ว่า งาน Celebrate Songkran 2014 ครั้งนี้ เป็น “เทศกาลสงกรานต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์”

สงกรานต์ของเราเปลี่ยนไปแล้ว?

"ไทยรัฐออนไลน์" ต่อสายถึง อ.เผ่าทอง ทองเจือ นักประวัติศาสตร์ไทย นักโบราณคดี พิธีกรและวิทยากรผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย เพื่อไขข้อสงสัยนี้ดังกล่าว ซึ่ง อ.เผ่าทอง พูดถึงกรณีนี้ใน 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ เข้าใจความรู้สึกของคนไทยในวินาทีแรกที่รับรู้ข่าวการจัดงาน ที่รู้สึกเหมือน "ถูกแย่งวัฒนธรรม" ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ประเด็นที่ 2 เป็นการมองถึงวัฒนธรรม หรือประเพณีที่คนไทยก็เคยนำเข้ามาจัดภายในประเทศเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น คริสต์มาส ฮัลโลวีน ที่มาพร้อมกับหลักศาสนา โดยในส่วนของเทศกาลสงกรานต์นั้น แต่เดิมก็เป็นความเชื่อทางศาสนาฮินดู แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตมากกว่านั้น ที่ทำให้สิงคโปร์นำกิจกรรมนี้ไปจัดในประเทศได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเล่นสงกรานต์ที่เปลี่ยนไป

อ.เผ่าทอง เล่าว่า "เมื่อก่อนเราเริ่มต้นปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 13, 14 และ 15 เม.ย. โดยในวันที่ 13 เม.ย. เรียกว่า วันสังขารล่อง จะมีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ผู้ที่มีอาวุโสกว่า เพื่อขอพร จากนั้นทำกระทงขึ้นมา ใส่ข้าวปลาอาหารหวานคาวเหล้าน้ำ ต่อด้วยการนำข้าวสารมาตำจนเป็นแป้ง แล้วปั้นเป็นก้อนกลมใหญ่ แล้วเอามาถูตามจุดต่างๆ ของร่างกาย ที่ปวดเมื่อย เช่น แขน ขา เหมือนให้ก้อนแป้งช่วยดูดซับความเจ็บปวด สิ่งไม่ดี โรคภัยไข้เจ็บ จากนั้นก็นำแป้งที่ถูตัวไปปั้นเป็นรูปนักษัตรที่ตัวเองเกิด และตัดผม ก่อนนำไปใส่กระทงลอยน้ำ พอเสร็จแล้ว ผิวของคนที่เอาก้อนแป้งไปถูไปเมื่อครู่ ก็จะขาวๆ เหมือนโดนปะแป้ง แต่มาตอนหลังการเล่นสงกรานต์ของเรามาย่อกัน เหลือแค่สาดน้ำ กับปะแป้งเท่านั้น ถ้าถามว่าสิงคโปร์เอาวัฒนธรรมไปไหม ก็ไม่ได้เอาไป เพราะไม่ได้เอาแก่นของประเพณีดั้งเดิมไปด้วย แต่กลับกลายเป็นงานแบบปาร์ตี้สาดน้ำ เล่นโฟม ละอองน้ำฝอยกันมากกว่า"

นอกเหนือจากการเล่นน้ำสงกรานต์ที่เน้นการสาดน้ำ สนุกสนานมากกว่า ยังมีเรื่องของวัฒนธรรมในประเทศสิงคโปร์เอง ที่เป็นประเทศเกิดใหม่ จึงไม่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง จำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่ได้รับความสนใจ เพื่อหารายได้เข้าประเทศ ไม่ใช่การจัดงานเชิงวัฒนธรรม และเทศกาลสงกรานต์ของประเทศไทย ถือว่ามีชื่อเสียงระดับโลก มีคนหลายชาติเฝ้ารอที่จะร่วมเทศกาลนี้ อย่างไรก็ตาม ประเพณีสงกรานต์ไม่ได้มีเฉพาะแค่ในประเทศไทยเท่านั้น พม่า ลาว และกัมพูชา ต่างก็มีประเพณีนี้ ซึ่งมีความใกล้เคียงกัน เพราะมาจากพื้นฐานเดียวกัน โดยทุกประเทศจะจัดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และกัมพูชาจัดยาวที่สุด 2 สัปดาห์

ไม่จดลิขสิทธิ์ชื่อ "สงกรานต์" เขาจึงใช้ชื่อเรียกนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ อ.เผ่าทอง ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่สิงคโปร์ใช้ชื่องานว่า "สงกรานต์"​ จนทำให้รู้สึกว่าถูกแย่งนั้น เป็นผลพวงมาจากการที่กระทรวงวัฒนธรรมที่ไม่ได้จดลิขสิทธิ์ชื่อไว้ก่อน สิงคโปร์จึงเอาชื่อไปใช้เรียกนักท่องเที่ยวได้ รวมถึงต้องยอมรับว่า ขณะนี้สถานการณ์การเมืองไทยเป็นส่วนหนึ่งที่กระทบ ทำให้นักท่องเที่ยวกลัว และห่วงเรื่องความปลอดภัย ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่สิงคโปร์ต้องการจัดกิจกรรม และดึงคนให้เที่ยว หารายได้เข้าประเทศ

"หากปีนี้สิงคโปร์ทำแล้วดี แล้วจัดอีกปีหน้า รวมถึงสถานการณ์ไทยไม่ดีขึ้นอีก แล้วคนอื่นเห็นว่าเขามีศักยภาพในการจัดงานได้ เราก็แย่ แบนนี้ถือว่าการเมืองกระทบวัฒนธรรมได้เหมือนกัน ซึ่งผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต้องทำอะไรสักอย่าง"​ อ.เผ่าทอง ทิ้งท้าย.

ความเป็นไปได้จดลิขสิทธิ์ "เทศกาลสงกรานต์"

ด้านนางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ออกมาระบุว่า  ททท.ได้เตรียมหารือร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อศึกษาถึงข้อกฎหมายการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาการจัดงานกิจกรรมต่างๆ เช่น งานเทศกาลสงกรานต์ และลอยกระทง ป้องกันการนำแนวคิดการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรมไทย ไปจัดงานยังประเทศใกล้เคียงในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในลักษณะเดียวกันกับประเทศสิงโปร์ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การจัดงานดังกล่าว ไม่กระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวสงกรานต์ในประเทศไทย แต่อาจกระทบในระยะยาว หากยังมีการจัดอย่างต่อเนื่อง เพราะมีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว

"ททท.ต้องศึกษารายละเอียดว่า การจดลิขสิทธิ์จะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะงานเทศกาลสงกรานต์เป็นที่รับรู้กันว่า ประเทศในอาเซียนหลายชาติ เช่น ลาว พม่า ก็จัดงานในลักษณะเดียวกัน แต่เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางกันอยู่แล้วว่า ไทยเป็นประเทศที่มีการจัดงานเทศกาลสงกรานต์มาช้านาน" นางวิไลวรรณ กล่าว

ขณะเดียวกัน นางกุลณี อิศดิศัย รองอธิบดี รักษาการอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่า ททท.หารือเรื่องการจดลิขสิทธิ์เทศกาลสงกรานต์ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาสากล ที่ขยายการคุ้มครองประเพณีสากล หรือประเพณีนิยม จึงไม่สามารถจดลิขสิทธิ์เรื่องเทศกาลหรือประเพณีสำคัญได้

วธ.ชี้เป็นเรื่องดี "สิงคโปร์" ช่วยพีอาร์เทศกาลสงกรานต์

ส่วนทางกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ชี้แจงว่า ไม่เคยให้ข้อมูลว่า วธ.จะดำเนินการหาช่องตรวจสอบข้อกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินการฟ้องร้องบริษัทผู้จัดงานสงกรานต์ 2014 ที่ประเทศสิงคโปร์ แต่เคยบอกว่า น่าจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ที่จะมีคนมาช่วยประชาสัมพันธ์เทศกาลสงกรานต์ อีกทั้งทาง วธ. ยังมองว่า ประเพณีสงกรานต์เป็นวัฒนธรรมร่วมซึ่งมีมานานแล้ว แต่ส่วนมากจะนิยมกันในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ และผูกพันกับสายน้ำ อาทิ ลาว พม่า เวียดนาม เขมร และไทย รวมถึงประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงดังกล่าว แม้จะเริ่มมีความเข้าใจในวงกว้างแล้วว่า การที่สิงคโปร์จัดงานสงกรานต์นั้น ไม่ใช่การแย่ง หรือขโมยวัฒนธรรมไปแต่อย่างใด แต่สามารถมองกลายๆ ว่าอาจเป็นการฉวยโอกาสที่ประเทศกำลังประสบภาวะวิกฤติการเมือง รวมถึงประเด็นการจดลิขสิทธิ์เทศกาลสงกรานต์นั้น ความเป็นไปยังคงมีน้อย เนื่องจากสงกรานต์ไม่ใช่ประเพณีที่เป็นของไทยแท้มาตั้งแต่แรก แต่ในภูมิภาคนี้ทั้ง พม่า ลาว และกัมพูชา ต่างก็มีเทศกาลนี้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องหันกลับมามอง คือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลประจำชาติของไทย ควรจะเป็นอย่างไร ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่เอื้อให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ตลอดจนมองดูว่า ตอนนี้คนไทยเองเล่นสงกรานต์ที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิมมากน้อยแค่ไหนกัน.

 

โหวตข่าวนี้