วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หุ้นแบงก์ฝ่าวิกฤติแห่ถอนเงิน

หุ้นแบงก์ฝ่าวิกฤติแห่ถอนเงิน

  • Share:

แมงเม่าแยกแยะได้-4 ธนาคารใหญ่ยังไม่กระทบ

ระบบแบงก์ยังไม่กระทบประชาชนแห่ถอนเงิน 4 ธนาคารใหญ่ กรุงเทพ-กรุงไทย-กสิกรไทย-ไทยพาณิชย์ ยันยอดเบิกเงินยังปกติ เน้นชี้ลูกค้ารายใหญ่ให้เข้าใจสถานการณ์ ขณะที่ตลาดฯยืนยันไม่กระทบหุ้นแบงก์ ยืนยันนักลงทุนแยกแยะได้ ชี้ออมสินไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น และเชื่อมีความมั่นคง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เกิดความไม่มั่นใจของประชาชนต่อการดำเนินการของสถาบันการเงินบางแห่งและทำให้มีการถอนเงินจากสถาบันการเงินในช่วงที่ผ่านมา และมีการถอนเงินจากสถาบันการเงินอื่นเพื่อที่จะนำเข้าไปฝากที่ธนาคารพาณิชย์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างความกังวลต่อระบบสถาบันการเงินโดยรวมนั้น

นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการสั่งให้ผู้จัดการสาขาทั่วประเทศ ทำความเข้าใจกับลูกค้าผู้ฝากเงินรายใหญ่ 20 อันดับแรกของสาขา เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งธนาคารไม่ได้ปล่อยกู้ให้กับโครงการรับจำนำข้าว ส่วนการที่ปล่อยเงินกู้ เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับโรงสีข้าว และผู้ส่งออก ที่เป็นลูกค้าเดิมของธนาคาร นำเงินไปประมูลซื้อข้าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.)

“การชี้แจงให้กับลูกค้าผู้ฝากเงินรายใหญ่ของธนาคาร ทุกรายเข้าใจดี ขณะที่ธุรกรรมการเบิกถอนเงินในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเป็นปกติ และยังไม่พบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ส่วนการเบิกถอนเงินที่มีอยู่ขณะนี้ แยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ลูกค้าที่ไม่รู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง 2.ลูกค้าที่มีความคิดทางการเมืองที่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และ 3.ลูกค้าเงินฝากที่ชอบช็อปปิ้งดอกเบี้ยเงินฝากดอกเบี้ยสูง”

เช่นเดียวกับ นางนพวรรณ เจิมหรรษา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกรรมเบิกถอนเงินผ่านสาขาของธนาคารยังเป็นปกติ ยอดเบิกถอนเงินในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา อยู่ในลักษณะการทรงๆตัว หรือมีอัตราการเพิ่มขึ้นและลดลงเพียงเล็กน้อยแบบไม่มีสาระสำคัญ อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้มีการติดตามดูแล การเบิกถอนเงินของลูกค้าที่ผิดปกติ พร้อมสั่งให้สาขารายย่อย หากพบสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น

ขณะที่นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์  ผู้ช่วยผู้จัด การใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอดการเบิกจ่ายผ่านสาขาของธนาคารตลอดช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์  การเบิกถอนของลูกค้ายังเป็นปกติ และยังไม่พบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น โดย ณ ขณะนี้ธนาคารยังไม่มีการออกมาตรการใดๆ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามไปยังธนาคารไทยพาณิชย์ โดยได้รับการชี้แจงว่า ในช่วง 2-3 วัน การทำธุรกรรมเบิกถอนเงินของลูกค้ายังเป็นปกติ และยังไม่มีสาขาแห่งใดแจ้งความผิดปกติเข้ามาที่สำนักงานใหญ่แต่อย่างไร

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ที่มีประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคารออมสินในขณะนี้ว่า จะไม่กระทบต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ หรืออุตสาหกรรมของธนาคารพาณิชย์ และจะไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤติทางการเงินใดๆ โดยมองว่าการถอนเงินเป็นเหตุผลส่วนบุคคลมากกว่า ซึ่งอาจจะไม่ชอบใจนโยบายของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารทุกแห่งมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่ำ ขณะที่มีการ บริหารที่มีประสิทธิภาพสูงมาก และยังมีการตั้งสำรองหนี้ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อก็ยังมีการเติบโตที่ดี

“เท่าที่ทำการสำรวจพบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นในกลุ่มธนาคารของไทยว่า  ยังมีพื้นฐานที่ดี มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการไม่ชอบใจนโยบายของแบงก์มากกว่า การที่มีประชาชนแห่ถอนเงินจำนวนมากนั้น คงไม่ถึงขั้นจะทำให้แบงก์เจ๊งหรืออยู่ไม่ได้ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น”

ด้านนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า การแห่ถอนเงินจากธนาคารออมสินไม่ได้กระทบต่อบรรยากาศหรือการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะธนาคารออมสินไม่ได้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ได้เป็นธนาคารเอกชนเหมือนกับธนาคารอื่นๆ โดยธนาคารออมสินเป็นธนาคารของรัฐบาลที่มีความมั่นคงสูง และมีฐานะการเงินที่มั่นคง  การแห่ถอนเงินอาจกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารในระยะสั้นเท่านั้น และที่ดูตัวเลขการถอนเงินในวันแรก  17  ก.พ.ก็ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับสภาพคล่องที่ธนาคารมีอยู่ โดยขณะนี้การแห่ถอนเงินได้หยุดการลุกลาม หลังออมสินยุติการให้กู้และขอเงินกู้คืนแล้ว

“หุ้นกลุ่มแบงก์ที่ปรับตัวลงในวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแห่ถอนเงินจากธนาคารออมสินแต่เป็นผลจากอารมณ์ของตลาด ซึ่งถูกกระทบจากการสลายการชุมนุมและการขอคืนพื้นที่ของ ศรส.ซึ่งมีความรุนแรงเกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นในภาพรวมปรับตัวลงทั้งหมด ทั้งนี้ ราคาหุ้น BBL ปิดที่ 176 บาท ลดลง 0.50 บาท, KTB ปิด 17.40 บาท ลบ 0.20 บาท, SCB 152 บาท ลบ 1.50 บาท, KBANK ปิด 169 บาท ลบ 2 บาท”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้