ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    เศรษฐกิจทรุดการเมืองซ้ำ! ลาทีหุ้นปี 56

    ไทยรัฐออนไลน์28 ธ.ค. 2556 05:15 น.
    SHARE


    ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 27 ธ.ค. วันทำการสุดท้ายของปี 56 ปรากฏว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง มาปิดทำการสิ้นปีที่ระดับ 1,298.71 จุด ลดลง 9.75 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดหรือนิวโลว์ในรอบ 4 เดือนนับจากวันที่ 1,294.30 จุด เมื่อวันที่ 30 ส.ค.56 โดยตลอดทั้งวันมีมูลค่าการซื้อขาย 33,683.23 ล้านบาท

    โดยตลาดหุ้นที่ปรับตัวลง เพราะถูกกดดันจากปัจจัยการเมืองภายในประเทศล้วนๆ โดยยังคงมีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและมีแนวโน้มจะยืดเยื้อ รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ว่าจะดำเนินการได้ภายในวันที่ 2 ก.พ.57 หรือไม่ ส่งผลให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศพากันเทขายหุ้นไทยออกมาต่อเนื่อง ขณะที่นับตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีหน้า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มลดวงเงินอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ ตามมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องในตลาดลดลง และเงินทุนจะยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมทั้งตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อโยกเงินไปประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและยุโรป ที่เศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัว

    สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยตลอดทั้งปีนั้น จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์พบว่า ดัชนีหุ้นที่ปิดตลาดสิ้นปีระดับ 1,298.71 จุดนั้นถือว่า ลดลง 93.22 จุด หรือลดลงกว่า 6.7% จากสิ้นปี 55 ซึ่งดัชนีอยู่ที่ 1,391.93 จุด ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมซึ่งแสดงถึงความมั่งคั่งของนักลงทุนในตลาดหายไปกว่า 340,000 ล้านบาทจากสิ้นปี 55 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 11.83 ล้านล้านบาท ลดลงมาเหลือ 11.49 ล้านล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยร้อนแรงตั้งแต่ช่วงต้นปี นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเฮละโล เข้ามาลงทุนเก็งกำไรซื้อขายหุ้นไทยกันอย่างคึกคัก ดันดัชนีทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องและวันที่ 22 มี.ค.มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เคาะซื้อขายกันสูงถึง 101,361.64 ล้านบาท!! ท่ามกลางกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาซื้อขายหุ้นในเอเชียรวมทั้งไทยอย่างคึกคัก

    ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปทำจุดสูงสุด ที่ระดับ 1,643.43 จุดในวันที่ 21 พ.ค. ถือเป็นการสร้างสถิติสูงสุดในรอบ 19 ปี 4 เดือน!! เพิ่มขึ้น 18.07% จากดัชนีสิ้นปี 55 และได้ส่งผลให้มูลค่ามาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยทะยานขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 14.09 ล้านล้านบาท!!

    โดยนายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (MAI) กล่าวว่า ปัจจัยที่สนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 5 เดือนแรกในปีนี้ คือ เศรษฐกิจต่างประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน และสถานการณ์หนี้ในยุโรปเริ่มผ่อนคลาย

    ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศช่วงต้นปียังขยายตัวดี โดยมีแรงส่งจากนโยบายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปี 55 ขณะที่ยังมีความคาดหวังต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

     

    ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพมั่นคงมาก ในขณะนั้น!!

    แต่หลังจากหุ้นไทยทำนิวไฮ วันที่ 21 พ.ค.ในวันถัดมา 22 พ.ค.คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณปรับลดมาตรการ QE หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัว ส่งผลให้ดัชนีเริ่มปรับตัวลงอย่างรุนแรง Fund Flow หรือกระแสเงินทุนเริ่มไหลกลับไปยังตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

    ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่ใจต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงเสถียรภาพทางการเงินและการคลังของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หลังจากเงินทุนไหลออก ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้บางช่วงจะมีความผันผวนสลับปรับตัวขึ้น แต่ในภาพรวมแล้วดัชนีเริ่มเข้าสู่ทิศทางขาลงอย่างชัดเจน

    โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดของปีที่ระดับ 1,260.08 จุด ในวันที่ 28 ส.ค.!!

    ขณะที่มีการปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจากหน่วยงานทางการและนักเศรษฐศาสตร์ออกมาเป็นระลอก หลังภาคครัวเรือนเริ่มชะลอการใช้จ่ายและภาคเอกชนชะลอการลงทุน รวมถึงการส่งออกที่เริ่มหดตัวลงกว่าที่คาด ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่ออนาคตการเติบโตของเศรษฐกิจไทยแย่ลง ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ที่เคยเป็นความคาดหวังว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในปีนี้ และปีหน้าเริ่มริบหรี่ลง หลังเกิดความล่าช้าลากยาว ทั้งการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้าน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท!!

    ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหนีตายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง และขายหนักออกมามากยิ่งขึ้น เมื่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ มีความแตกแยกเลวร้ายลงเรื่อยๆ มีการออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่จนนำไปสู่การประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรี แต่สถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการให้นายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรี ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และ ครม.รักษาการณ์

    และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศและปฏิรูปการเมือง รวมทั้งคัดค้านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.ปีหน้า ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะลากยาวไปถึงปีหน้า ขณะที่โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท อาจไม่เกิดขึ้น ส่งผลให้หุ้นไทยปรับตัวลงจนกระทั่งวันสุดท้ายของปี!!

    ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิทั้งปีรวมทั้งสิ้น 194,756 ล้านบาท

    ถือเป็นการหนีตายที่มีมูลค่าสูงมาก เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่สหรัฐฯ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและสถาบันการเงิน ซึ่งปีนั้นต่างชาติเทขายหุ้นไทยราว 160,000 ล้านบาทเท่านั้น

    “หากเปรียบเทียบมูลค่าซื้อสะสมสุทธิของต่างชาติในตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (TIP) ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มมี QE หุ้นไทยมียอดซื้อสุทธิของต่างชาติคงเหลือน้อยที่สุด ประเมินได้ว่าฟันโฟลว์ที่เข้ามาจากมาตรการ QE ได้ไหลกลับไปมากแล้ว ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการขายสุทธิของต่างชาติที่สูงในปีหน้าลดลงมาก” นายชนิตรกล่าวทิ้งท้าย.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้