ข่าว
100 year

ฟันธง!ปมแก้ที่มา ส.ว. ศาลรธน.ใช้ดุลพินิจยุบ-ไม่ยุบพรรคได้

ไทยรัฐออนไลน์17 พ.ย. 2556 12:30 น.
SHARE

อดีตตุลาการศาล รธน. ชี้ 2 แนวทางคำวินิจฉัยแก้ไขที่มา ส.ว. ขัดหรือไม่ขัด ม.68 ระบุ ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะยุบ-ไม่ยุบพรรคได้ เหตุ รธน.บัญญัติชัดใช้คำว่า “อาจ” รับ 20 พ.ย.นี้ จุดเปลี่ยนการเมืองไทย เชื่อ กระแสสังคมกดดัน 9 อรหันต์ไม่ได้...

นายสุจิต บุญบงการ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐทีวี ถึงความความเป็นไปได้ต่อแนวทางวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ขัดมาตรา 68 หรือไม่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรตนไม่ทราบ เพราะเป็นดุลพินิจของศาล แต่หากพิจารณาจากคำร้องของผู้ร้อง จะออกได้ 2 แนวทาง คือ

1. ไม่ขัดต่อมาตรา 68 และ 2. ขัดมาตรา 68 ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัด จะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปตามกระบวนการประกาศใช้กฎหมาย แต่ถ้าขัดจะมีผลกระทบต่อพรรคการเมืองที่สมาชิกพรรคลงมติในร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลว่าจะยุบพรรคการเมืองด้วยหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญใช้ความว่า “อาจสั่งยุบพรรค ” ดังนั้นต้องฟังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งอย่างไรในวันที่ 20 พ.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าในซีกฝ่ายของรัฐบาลและคนเสื้อแดงมีความหวาดวิตกพอสมควรกับผลการพิจารณาในวันที่ 20 พ.ย.นี้ นายสุจิต กล่าวว่า เขาคงจะวิตกตั้งแต่รับคำร้องแล้ว เพราะการที่รับคำร้องมีแนวโน้มว่าอาจจะขัดก็ได้ และอาจจะส่งผลกระทบต่อพรรครัฐบาลแน่นอน

เมื่อถามว่าการวินิจฉัยของศาลจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง นายสุจิต กล่าวว่า การเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร แต่ไม่อยากคิดถึงขั้นนั้นว่าขัดหรือไม่ขัด แต่แน่นอนกลุ่มที่สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ต้องเคลื่อนไหวที่จะต้องผลักดัน ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็คาดหวังที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตกไป ถือเป็นการต่อสู้ของมวลชน 2 กลุ่ม

“ศาลคงจะพิจารณาด้วยความเข้าใจว่าการกดดันจากมวลชนเรื่องหนึ่ง ความเห็นของตุลาการเป็นเรื่องหนึ่ง ผมไม่คิดว่าจะมีส่วนในการผลักดันให้เกิดความเกรงกลัว ความตระหนกตกใจ จนทำให้คำวินิจฉัยไม่เป็นไปตามความเห็นของตุลาการ ศาลตัดสินในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง แม้จะรู้สึกกังวลอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อคำตัดสิน” นายสุจิตกล่าว

เมื่อถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญถูกมองว่าอยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายรัฐบาล นายสุจิต กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีที่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมือง จึงเป็นไปได้ที่เกิดความรู้สึกว่าคำวินิจฉัยของศาลมีบริบททางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้เพราะถูกมอบหมายให้ทำงานในลักษณะที่คำวินิจฉัยออกมาแล้วมีผลกระทบกับการเมือง เมื่อคำวินิจฉัยมีผลกระทบกับพรรคบางพรรค พรรคเหล่านั้นก็จะไม่พอใจ จนมีความรู้สึกว่าศาลเอนเอียงขัดขวางพรรคเหล่านั้น ถือเป็นการกล่าวหา เป็นการพูดจากความรู้สึกเท่านั้น เพราะตนไม่คิดว่าศาลมีความลำเอียง

“ประเทศไทยเอาระบบศาลรัฐธรรมนูญมาจากประเทศเยอรมนี และเยอรมนีเอามาจากอเมริกา ที่แม้ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญแต่มีศาลสูงสุดที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ถ้าดูตัวอย่างการตีความศาลสูงสุดของอเมริกา มี 9 คนแต่สามารถกลับมติเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ หรือคำสั่งของประธานาธิบดีได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเชื่อในเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล การที่จะบอกว่าถ้าเสียงข้างมากต้องการอย่างนี้มันต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ได้หมายความว่าเสียงข้างมากจะทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าว

นายสุจิต ยังกล่าวถึงการชุมนุมคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมว่า เป็นปรากฏการณ์ที่มาจากการตื่นตัวทางการเมือง คนเริ่มสนใจว่าปัญหาการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของผู้นำ ทางออกของเรื่องนี้คือ ต้องร่วมกันทุกฝ่าย รัฐบาลต้องมีบทบาทหลักในการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเพียงพอหรือไม่ หรือทำน้อยไป ส่วนมากคนมักจะเชื่อว่ารัฐบาลมองตัวเองก่อน และมองประชาชนทีหลัง ส่วนนักการเมืองที่ไม่ใช่รัฐบาลก็ทำเช่นเดียวกัน ในการรณรงค์ต่อสู้คัดค้านสิ่งที่รัฐบาลทำ เพราะเชื่อว่ามันถูกต้อง หรือทำเพื่อประโยชน์เพราะตัวคุณเองหรือพวกพ้องหรือไม่ ถ้าต่างฝ่ายต่างคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้นกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอาจจะคลี่คลายสถานการณ์ได้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้