วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฎีกายืน-คุกกลม บางกรวยโดน6ปีคดีล็อกหวยรัฐบาล

ฎีกายืน-คุกกลม บางกรวยโดน6ปีคดีล็อกหวยรัฐบาล

  • Share:

ศาลสั่งให้ออกหมายจับกลม บางกรวย และผู้ใหญ่หมึก ผู้ต้องหาคดีล็อกเลขท้ายรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาลเมื่อเดือนมิถุนายนของปี 44 หลังทั้งคู่เบี้ยวนัดไม่มาฟังศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและซ่องโจร ส่วนพวกที่ร่วมแก๊งโดนโทษจำคุกหนักเบาไปตามๆกัน

ศาลฎีกาสั่งจำคุก “กลม บางกรวย” คดีล็อกหวย เปิดเผยขึ้นที่ห้องพิจารณา 611 ศาลอาญา เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 ต.ค. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้องนายสมตระกูล จอบกระโทก, พ.อ.อ.กิตติชาติ กุลประดิษฐ์, นายณรงค์ อุ่นแพทย์ หรือกลม บางกรวย คนดัง จ.นนทบุรี, นายสุริยัน ดวงแก้ว หรือผู้ใหญ่หมึก และนายพิชัย เทพอารักษ์ หรือชัย โคกสำโรง ผู้กว้างขวาง จ.ลพบุรี เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และซ่องโจร นัดนี้มีเพียงนายสมตระกูล จำเลยที่ 1 และนายพิชัย จำเลยที่ 5 มาศาล ส่วนนายณรงค์ จำเลยที่ 3 และนายสุริยัน จำเลยที่ 4 ไม่ได้ไปฟังคำพิพากษา ส่วนจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดไปแล้ว ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยที่ 3 และ 4

โจทก์ฟ้องว่าระหว่างวันที่ 15 ธ.ค. 42-10 พ.ย.44 จำเลยทั้งห้ากับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันทุจริตเกณฑ์คนเข้าไปรับชมการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 มิ.ย. 44 เพื่อให้ได้มีโอกาสสุ่มจับหางบัตร ขึ้นไปตักลูกบอลออกผลสลากกินแบ่งในรางวัลที่ 1 เมื่อผู้ที่รับชมการออกรางวัลรายใดถูกสุ่มจับหางบัตรได้ จำเลยที่ 1-2 จะเข้าไปสวมรอยขึ้นไปตักรางวัลแทน ก่อนที่จำเลยที่ 1-2 จะบ้วนน้ำยาเคมีที่อมอยู่ในปากลงในภาชนะพลาสติกทรงกลม แล้วเลือกตักลูกบอลหมายเลข 1 ซึ่งมีคราบสีขาวติดอยู่ ทำให้ผลการออกสลากรางวัลที่ 1 เป็นเลขที่ออกคือ 113311 ทั้งนี้เพื่อฉ้อโกงเจ้ามือสลากกินรวบ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.47 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1-5 ฐานฉ้อโกงคนละ 2 ปี และฐานซ่องโจรคนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยคนละ 6 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.49 พิพากษาแก้โทษเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนจำเลยที่ 1-4 ลงโทษจำคุก 6 ปี ตามศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงในวันที่ 1 มิ.ย.44 จำเลยที่ 1, 2 และนายทองสุก ชนะกาลี และพวกที่ยังหลบหนีได้เข้าไปรับชมการออกสลากโดยเมื่อถึงเวลาเลือกประชาชนขึ้นไปเป็นกรรมการร่วมตักลูกบอลเพื่อออกสลากจำเลยที่ 1, 2 และนายทองสุกนำหางบัตรของผู้ที่มีสิทธิ์ขึ้นไปเป็นกรรมการบนเวทีเพื่อร่วมตักลูกบอล เมื่อถึงเวลาตักลูกบอล หมายเลข 1 ในหลักหน่วยและหลักสิบ ซึ่งพวกจำเลยยืนเป็นกรรมการตักลูกบอลอยู่ โดยในชั้นพิจารณาโจทก์มีพยานที่ร่วมประชุมกับจำเลยที่ 1, 2 และพวกในการวางแผนและซักซ้อมการตักลูกบอลที่ไร่กุสุมา รีสอร์ต จ.สระบุรี และพยานผู้ที่มีชื่อบนบัตรซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเป็นกรรมการตักลูกบอล รวมถึงพยานที่เป็นพนักงานต้อนรับไร่กุสุมา เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุได้มีการจองห้องพักเพื่อร่วมกันซักซ้อมวิธีการตักลูกบอลโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมอยู่กับพวกประมาณ 15 คน หลังจากซักซ้อมวิธีการอมและกัดหลอดพลาสติกที่มีสารเคมีภายในปาก พบเศษหลอดพลาสติกและคราบสีขาวภายในห้องพัก นอกจากนี้ก่อนที่จะไปร่วมชมการออกสลากในวันเกิดเหตุยังได้มีการนัดรวมตัวของผู้ที่จะเข้าร่วมชมการออกสลากร่วมร้อยคนที่ห้องประชุมโรงแรมใกล้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีผู้ขี่รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างวินของจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมชมการออกสลากรางวัลโดยได้ค่าจ้างคนละ 200 บาท โดยจำเลยที่ 3 จะหักจากค่าเช่าวินวันละ 100 บาท รวม 2 วัน

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังพบว่าในการออกสลากรางวัลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) งวดวันที่ 10 ม.ค.44 ยังพบจำเลยที่ 1, 2 กับพวกร่วมชมการออกสลากรางวัล ซึ่งปรากฏตามเอกสารภาพถ่ายถึงแม้ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 3, 4 ร่วมอยู่ในวันเกิดเหตุ แต่พยานหลักฐานฟังได้ว่าร่วมสนับสนุนทางการเงินซึ่งการว่าจ้างคนเข้าร่วมการรับชมการออกสลากรางวัลคราวละ 70-80 คน คนละ 200 ต้องใช้เงินจำนวนมาก ขณะที่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างรู้จักกับจำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน และแม้ว่าพยานบางปากจะร่วมประชุมวางแผนแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันตัวไว้เป็นพยาน จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1-4 ได้ร่วมกันวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ

ส่วนนายพิชัย จำเลยที่ 5 รับฟังได้ว่าแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวางแผนให้จำเลยที่ 1-2 กับพวก ร่วมกันเข้าชมการออกสลาก แต่พบว่าจำเลยที่ 5 ได้มุ่งที่จะซื้อสลากกินรวบหมายเลข 11 จาก นายฮุย (ไม่ทราบนามสกุล) เจ้ามือสลากกินรวบที่ จ.สุรินทร์ ได้รับเงินรางวัล 15 ล้านบาท โดยโจทก์มีนายฮุย เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจะต้องมีการจ่ายเงินได้ต่อรองกับจำเลยที่ 5 ขอจ่ายเงินรางวัลเพียงครึ่งหนึ่งหลังจากที่ได้โอนเงินให้แล้ว 3.5 ล้านบาท แต่ต่อมา จำเลยที่ 5 ได้พาจำเลยที่ 3 กับพวกไปติดตามเงินจากนายฮุยโดยให้โอนเงิน 5 ล้านบาทเข้าบัญชี โดยภายหลังนายฮุยได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 5 และพวก การกระทำของจำเลยที่ 5 เป็นการร่วมกันฉ้อโกง ส่วนที่โจทก์ฎีกาให้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานซ่องโจรนั้น เห็นว่าตามกฎหมายการจะร่วมเป็นซ่องโจรจะต้องร่วมกระทำกันในลักษณะจัดหาที่ประชุม ชักชวนบุคคล แต่โจทก์ไม่มีพยานระบุว่าจำเลยที่ 5 ร่วมประชุม ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 5 ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอลงอาญานั้น เห็นว่าการออกสลากกินแบ่งจะต้องดำเนินด้วยความยุติธรรมแต่จำเลยกลับมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อน ถือว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยจึงเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ทั้งโจทก์และจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนและให้ออกหมายจับ จำเลยที่ 3 และ 4 เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้