วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กฎหมายการอุดมศึกษา ตอนที่ 1

กฎหมายการอุดมศึกษา ตอนที่ 1

  • Share:

ปีพุทธศักราช 2556 ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแต่ละแห่งมีพระราชบัญญัติของตนเอง พระราชบัญญัติหลัก ๆ ที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พระราชบัญญัติการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษา และพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาใช้ เช่น รัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายปกครอง กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายภาษีอากร กฎหมายแรงงาน กฎหมายที่ดิน รวมทั้งกฎ คำสั่ง ข้อบังคับ ประกาศ และระเบียบต่าง ๆ ที่นำมาใช้อีกจำนวนมาก


ประเทศไทยในระยะสิบปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นหลายแห่ง มีรูปแบบการบริหารจัดการที่เปลี่ยนไป มีทั้งแบบที่อยู่ในกำกับของรัฐและแบบที่ยังเป็นหน่วยงานราชการ มีการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างจากแบบดั้งเดิมที่มีการจัดการศึกษาอยู่ในที่ตั้งแล้วยังมีการจัดการศึกษานอกที่ตั้ง มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาจัดการเรียนการสอน มีหลักสูตรและการสอนที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรทางไกล หลักสูตรแบบบล็อกคอร์ส มีการกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบ มีระบบการประกันคุณภาพ มีเงื่อนไขของการจัดการเรียนการสอนที่มากขึ้น การจัดทำหลักสูตรเกี่ยวข้องกับองค์กรวิชาชีพ และสถานภาพของอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาที่เปลี่ยนไป เป็นต้น

ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวจึงมีการร่าง “พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ...” และร่าง “พระราชบัญญัติการบริหารบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ...” เกิดขึ้น แต่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการและคณะอนุกรรมการได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปบ้างแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงนับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติการอุดมศึกษาเสียที

การอุดมศึกษาเป็นอีกศาสตร์หนึ่งของศาสตร์ทางด้านการศึกษา มีปรัชญา หลักการ และทฤษฎีที่ได้รับการยืนยันและยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ประเสริฐสุด ควรที่จะน้อมนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างมั่นใจ แต่การมีองค์ความรู้อยู่ในตำรา และมีเนื้อหาวิชาสำหรับการศึกษา ใช้วิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็นในหมู่นักวิชาการเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะมั่นใจว่าฝ่ายผู้กำหนดนโยบายและฝ่ายที่จะนำไปปฏิบัตินั้นจะนำหลักการและทฤษฎีที่ดีงามไปใช้ เนื่องจากไม่มีสภาพบังคับเหมือนการมีกฎหมาย

ดังนั้น พระราชบัญญัติการอุดมศึกษานี้จะเป็นการนำเอาสิ่งที่เคยเป็นแต่เพียงปรัชญา หลักการและทฤษฎีให้เกิดมีสภาพบังคับใช้ตามกฎหมาย และยังมีพระราชบัญญัติการบริหารบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้หลักประกันความมั่นคงในอาชีพของอาจารย์และบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาอีกด้วย

มีคำกล่าวในหมู่นักกฎหมายว่า “...กฎหมายต้องมีความมั่นคงและไม่สามารถจะยืนหยุดกับที่ได้...” (The law must be stable and yet it cannot stand still.) หมายถึง กฎหมายนอกจากจะมั่นคงแล้ว ความมั่นคงของกฎหมายนั้นไม่ใช่หมายความว่าหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง คงอยู่อย่างเดิมแต่ต้องปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ กฎหมายที่นำมาใช้กับการอุดมศึกษาที่เป็นอยู่นั้นยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมปัญหาต่าง ๆ ของการอุดมศึกษาที่เปลี่ยนไป ถึงแม้จะเป็นการวิ่งตามปัญหาแต่ก็ยังดีกว่าการหยุดอยู่กับที่และไม่สามารถนำกฎหมายที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างตรงประเด็นโดยไม่ต้องอ้างอิงปรับบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างที่เป็นอยู่




ธรรมชาติของการอุดมศึกษา

การพิจารณาบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการอุดมศึกษาควรอยู่บนพื้นฐานธรรมชาติของการอุดมศึกษาซึ่งอาจจะปรากฏเป็นรูปธรรมในนิยามของตัวบทในมาตราใดมาตราหนึ่ง ซึ่งให้ความหมายของ “การอุดมศึกษา” แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ ความเข้าใจในธรรมชาติของการอุดมศึกษาต้องซึมซับแฝงอยู่ในทุกส่วนของพระราชบัญญัติและทุกมาตรา

การที่จะเป็นอย่างนี้ได้ คณะผู้ร่างพระราชบัญญัติต้องเข้าใจปรัชญาหลักการ และทฤษฎีทางด้านการอุดมศึกษาอย่างลึกซึ้ง ควรมีจำนวนผู้ที่ได้ผ่านการศึกษาทางด้านการอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบร่วมในกระบวนการร่างพระราชบัญญัติในจำนวนที่มากพอควร ต้องให้ความสำคัญและยอมรับว่า การอุดมศึกษาเป็นศาสตร์อีกสาขาหนึ่งที่ต้องมีการศึกษาอย่างเป็นระบบจึงจะเข้าใจได้ถ่องแท้

การอุดมศึกษาไม่ควรจำกัดเพียงการศึกษาในระดับที่สูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติและวัตถุประสงค์ก็ไม่ควรจำกัดเพียงสร้างองค์ความรู้ ผลิตและพัฒนากำลังคนในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงเท่านั้น

การอุดมศึกษานอกจากจะต่อยอดจากการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ยังอาจจัดการศึกษาโดยมีจุดประสงค์ไม่จำกัดเพียงผลิตกำลังคนแต่รวมไปถึงพัฒนาความเป็นมนุษย์ในสภาพการณ์หรือความต้องการของปัจเจกบุคคลหรือของสังคมโดยรวม โดยไม่จำเป็นต้องสร้างสมรรถนะในการทำงานสนองระบบสังคมเศรษฐกิจ และการเมืองก็ได้ ถือว่าอยู่ในขอบข่ายของการอุดมศึกษาเช่นกัน

การอุดมศึกษาเป็นความรับผิดชอบของรัฐแต่ไม่จำกัดการแสวงหาความรู้และเสรีภาพทางวิชาการด้วยค่าใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณที่รัฐพึงสนับสนุนการควบคุมการจัดการศึกษาของภาคเอกชนต้องมีน้อยที่สุดเพียงเท่าที่จำเป็น

เกณฑ์คุณภาพต้องปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง ธรรมชาติของการอุดมศึกษาต้องสะท้อนอยู่ในบททั่วไปของพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา และต้องใช้เป็นฐานสำหรับการกำหนดบทบัญญัติในหมวดต่อ ๆ ไปด้วย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

 


รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้