วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดบ้าน 'ณ ป้อมเพชร' เปลือยหมดใจ ไขทุกคำถาม 'มิกกี้-นนท์ อัลภาชน์'!

เปิดบ้าน 'ณ ป้อมเพชร' เปลือยหมดใจ ไขทุกคำถาม 'มิกกี้-นนท์ อัลภาชน์'!

  • Share:

เป็นการแจ้งเกิดที่สวยงาม ท่ามกลางสถานการณ์พาไป หลังรูปคู่ของหนุ่มปริศนา มิกกี้ คราวที่แล้วเราพาไปเปิดใจเกี่ยวกับความรักและกีฬาเป็นหลัก (http://www.thairath.co.th/content/sport/372899)

พร้อมกับทิ้งปริศนาเรื่องราวพิเศษๆ ชนิดไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ ระหว่างเขากับ "ปลื้มจิตร์ ถินขาว" ว่าขอให้เป็นเรื่องของอนาคต

หากเป็นเสียงเพลงคราวที่แล้ว เป็นแค่ Intro ไทยรัฐออนไลน์ตามติดพาไปเปิดบ้าน "ณ ป้อมเพชร" หลังใหญ่ มีสระน้ำขนาดกะทัดรัดเอาไว้ออกกำลังกาย เพื่อทำความรู้จัก "มิกกี้-นนท์ อัลภาชน์" ผ่านคุณแม่ยังสาวสวย "ดร.สิริพร อัลภาชน์" มาเล่าเรื่องราวสนุกๆ ตั้งแต่แรกเกิด พร้อมกับไขทุกคำถามที่หลายคนสงสัย ความรัก "ปลื้มจิตร์" ชัดๆ อีกครั้ง เรื่องข้อหาว่า เป็นเกย์ เรื่องนามสกุลของหนุ่มฮอต ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเชื้อสายของ 2 ตระกูลดังอย่าง "ณ ป้อมเพชร"  และ "เวชชาชีวะ" อยู่ในตัวด้วย

แก้ข่าว ไม่ใช่หนุ่มคลีโอ..!

คุณแม่สิริพร : ใช่ค่ะ เป็นเรื่องที่เราอยากจะชี้แจงจริงๆ ว่า ที่เรียกเขาว่า "หนุ่มคลีโอ" จริงๆ แม่ไม่อยากให้ใช้คำนี้ เพราะแม้ว่าเราจะไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมการประกวด หรือการเดินสายอะไรกับคลีโอเลย แต่เนื่องจากจะต้องกลับไปเรียนต่อที่อเมริกา คนก็เข้าใจและเรียกเขาว่า หนุ่มคลีโอ ซึ่งจริงๆ ย้ำตรงนี้ว่า ไม่ใช่ เราก็กลัวว่าทางคลีโอ ซึ่งน่ารักมากๆ จะโกรธ หรือคิดไปได้ว่าเราใช้คำนี้เป็นพ่วงท้ายเหมือนกัน

"มิกกี้" ชื่อนี้มีที่เม้าท์...?

คุณแม่สิริพร : มิกกี้ เกิดที่แคลิฟอร์เนีย และได้สัญชาติอเมริกันตามกฎหมาย ตอนท้องพ่อแม่ไปเรียนหนังสืออยู่ที่อเมริกา จำได้ช่วงนั้นวันฮาโลวีน (31 ต.ค.) รู้สึกว่ามีเลือดออก เลยรีบไปหาหมอ แต่กว่าเขาจะคลอดออกมาได้ ต้องรอจนถึงวันที่ 2 พ.ย. ซึ่งกฎหมายที่อเมริกา ต้องให้คลอดธรรมชาติก่อน แต่ไม่ยอมกลับหัวสักที ปวดท้องมากๆ เรียกว่า ต้องฉีดมอร์ฟีนทุกชั่วโมง ทรมานแบบนั้นจนวันที่ 3 พ.ย. คุณหมอมาล้วงกี่ทีก็เจอแต่เท้าเด็ก ที่สุดก็ลงความเห็นว่า ต้องผ่าตัดเอาเด็กออก ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดเวลา 02.00 น. ออกมาอีกทีเวลา 02.11 น. สรุปใช้เวลา 11 นาทีแค่นั้น (หัวเราะ) คุณพ่อสุภรัตน์ อัลภาชน์ (โค้ชรักบี้ทีมชาติไทย บุตรชายอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ) ก็ถามว่า แล้วให้เรารอทำไมตั้ง 3 วัน ทรมานทุลักทุเลมาก (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็เรียกให้คุณพ่อตัดสายรก แต่ยังไงก็ไม่ขาด ที่สุดหมอเลยตัดให้ เสร็จแล้วก็เอาตัวมิกกี้มาให้อุ้ม ทั้งๆ ที่ ไม่ได้ทำความสะอาด เลือดกลิ่นเหม็นคลุ้ง (หัวเราะ) แอบตกใจเล็กๆ ส่วนคุณพ่อ สิ่งแรกที่ทำคือ นับว่ามือนิ้วเท้าครบไหม ซ้ายขวาครบไหม ดูเพศ และที่ชื่อ "มิกกี้" เพราะเขาเกิดมาปุ๊บลืมตาโพลงเลย ตาโตมาก เหมือน "มิกกี้เมาส์" ร้องดังมาก ลั่นโรงพยาบาล ผมก็เยอะมาก

 

"มิกกี้" อดีตเด็กเห็นผี...คอลิก?

คุณแม่สิริพร : มิกกี้เป็นเด็กที่เลี้ยงไม่ง่าย ตลอด 3 เดือนแรกร้องทุกวัน เวลา 6 โมงเย็นเป๊ะๆ คุณยายบอกว่า แม่ซื้อมาแหย่ แต่หมอบอกว่าเป็นคอลิก คือมีปัญหาเรื่องระบบลำไส้เด็ก ที่เกิดมาลำไส้ยังอ่อนแอ พอดื่มนม เราอาจจะกินอาหารอะไรบางอย่างที่มีแก๊ส มันจึงไปลูกหมด ก็หาวิธีแก้ไขให้ดื่มนมถั่วเหลืองแทน ปรากฏว่าหายจริงๆ สรุปไม่ใช่แม่ซื้อ (หัวเราะ)

ครอบครัวนักกีฬา...?

คุณแม่สิริพร : ตอนมิกกี้เกิด โรนัลด์ เรแกน เป็นประธานาธิบดี มีสงคราม ทำให้เวลาจะไปไหน เขาก็ตรวจความปลอดภัยเยอะมาก คุณพ่อเลยกลับมาเมืองไทยคนเดียวก่อน ส่วนมิกกี้อยู่กับเราที่สหรัฐฯ ถึงอายุ 6 เดือน จากนั้นก็ตามกลับมาเมืองไทย และเขาก็เข้าเรียนที่โรงเรียนดาริกา และเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น กลับมาบ้านเตะฟุตบอลจนไฟ (หัวเราะ) กระจก ที่บ้านแตกทุกวัน ซนมาก ขี่จักรยานก็ตกลงไปในสระว่ายน้ำ จึงต้องหาครูมาสอน โตมาหน่อยก็เล่นเทนนิสด้วยเหมือนคุณตา สลับกับฟุตบอล หลังจากนั้นก็ได้เข้าแคมป์ฟุตบอลคลินิกชื่อดัง เคยไปแข่งที่มาเลเซีย และอีกหลายที่ พออายุประมาณ 12-13 ปี ก็บินไปเรียนที่อเมริกา ก่อนเข้าไฮสคูล ตอนนั้นภาษายังไม่ดี เราก็กลัวว่าจะคิดถึงบ้าน แต่ดีที่คุณป้าพี่สาวแม่บอกว่าไม่ต้องห่วง จะให้เข้า "ซอคเกอร์คลับ" ของวายเอ็มซีเอ ที่โอเรกอน จะได้มีเพื่อน และไม่รู้สึกคิดถึงบ้าน และที่สำคัญได้พูดภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น

มิกกี้ : ตอนเรียน ผมจะค่อนข้างเงียบๆ อยู่นานถึง 2 ปี ไม่ได้หยิ่ง (หัวเราะ) แต่พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น จนกระทั่ง 3 ปีภาษาโอเค สื่อสารกันได้ดี

คุณแม่สิริพร : จริงๆ ขอย้อนไป ตอนมิกกี้สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์จอห์น เขาก็จะมีให้สอบภาษาอังกฤษ เขาทำไม่ได้หรอก แต่ที่เข้าเรียนได้ เพราะเขาถามว่าอยากเป็นอะไร มิกกี้บอกว่าอยากเป็น "เดวิด เบคแคม" อาจารย์ที่เป็นคนอังกฤษเลยปลื้ม รับเลย เข้าไปเรียนที่นั่น 2 ปี และก็ไปอยู่อเมริกา แต่ระหว่างนั้น เราก็เดินทางไปหาตลอด บินบ่อย จนกระทั่งที่นั่นขอดูพาสปอร์ต เพราะสงสัยว่าทำไมมาสหรัฐฯ บ่อยมาก บินมา 17 ชม. มาครั้งหนึ่งแค่ 3-4 วัน ซึ่งผิดปกติมาก เขาเลยเชิญไปคุยกับเจ้าหน้าที่ พยายามอธิบาย เขาก็ไม่ฟัง แถมระหว่างคุยกัน ยังมีเจ้าหน้าที่ตัวเป็นยักษ์ ล้อมรอบอยู่เกือบ 10 คน เขาถามว่ามาทำอะไร เราก็บอกว่าเรามาเยี่ยมลูก เขาก็ถามว่าลูกใช้วีซ่าอะไร เราบอกว่าลูกไม่มีวีซ่า ลูกเป็นอเมริกัน เขาขอชื่อ-นามสกุลลูก แล้วก็คีย์ข้อมูล หายไป 10 นาที กลับมาบอกว่า เวลคัมทู ยูไนเต็ด สเตท ดูมันทำ (หัวเราะ) ปรากฏว่าเราต้องตกเครื่อง โปรแกรมเดินทางเละเทะไปหมด มาหยุดบินบ่อย ตอนมิกกี้เรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ทีนี้ให้เขาบินมาหาเราแทน

ทำไมต้องวิทยาศาสตร์การกีฬา...?

มิกกี้ : ตอนแรกผมอยากเป็นแพทย์สนาม แต่มันยากเกิน รู้ตัวเอง ถ้าเรียนป่านนี้คงไม่จบ เลยเลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่มีใครบอกอะไร พอเรียนไปก็ชอบ ส่วนหนึ่งก็ชอบกีฬา พอมาเรียนมันก็ไม่ยากมาก เราชอบก็เลยตั้งใจเรียน แต่ไม่เรียกว่าเรียนเก่ง เรียกว่า พอผ่านได้มากกว่า อีกอย่างคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บังคับให้เรียนเก่ง แต่คนไทยไม่ค่อยเรียนทางด้านนี้ เพราะเกี่ยวกับเรื่องเงินมากกว่า ผมว่า คือยอมรับเลยว่าตรงนี้เงินไม่ดีอยู่แล้ว สู้ไปเรียนทำธุรกิจดีกว่า รวยกว่าเยอะ แต่ผมคิดว่าเราเรียนในสิ่งที่เราชอบดีกว่า และจริงๆ แล้วที่ผมเรียน ก็อยากจะนำมาใช้กับตัวเองมากกว่า ไม่ได้อยากเรียนเพื่อมาทำงาน ผมชอบอย่างนั้น ไม่ชอบไปสอนใคร ผมอยากให้รู้ว่าที่เรียนๆ มา มันโอเคกับตัวเอง ใช้ได้ผลทุกอย่าง ก่อนที่จะไปเผยแพร่ต่อ แต่ที่เรียนๆ มา อย่าง โภชนาการ เทรนนิ่ง ก็ใช้กับตัวเองหมด และก็ดูคนในครอบครัวด้วย ก็อยากให้อยู่กันไปนานๆ

คุณแม่สิริพร : เขาจบมาเกรด 3 กว่าๆ ได้จดหมายเกียรตินิยมมาด้วย คือ โอเรกอนสเตท ที่มิกกี้จบมา เขาเข้ม เขามีแรงกิ้งของเขา ของวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยนี้ได้อันดับ 8 ของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ มีมหาวิทยาลัยเป็นร้อยเป็นพัน เยอะมาก และด้านนี้ เป็นอะไรที่บูมมากในสหรัฐฯ และประกอบกับว่าเขาจะเรียน ป.โท เขาจะเรียนทาง Strenth & Conditioning และเขาเลือกมหาวิทยาลัยที่เป็นระดับโลก และโปรเฟสเซอร์เขาก็แนะนำจะไปทางนี้ต่อ ก็ต้องไปที่ ECU Edith Cowan University สาขา Strength and Conditioning ที่ประเทศออสเตรเลีย ใช้เวลานานมากในการสมัคร เพราะเขาเช็กทุกอย่าง ในที่สุดก็ตอบรับ เดือน ก.พ.ปีหน้า จะเริ่มเรียน

 

สไตล์การเลี้ยงลูก ครอบครัว "อัลภาชน์"
...

มิกกี้ : ผมว่าเขาเลี้ยงแบบกันเอง เป็นเพื่อนเป็นพี่น้อง คือความเคารพมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าไม่เกรงใจกัน ก็สนิทกัน ยิ่งผมลูกคนเดียว มีอะไรก็จะคุยกัน อย่างไปเที่ยว ไม่ให้ไป ผมก็ไม่ไป ไม่เถียง บางคนบอกว่าชีวิตอย่างนี้มีความสุขเหรอ (ดูแลอาหารการกินมาก, มีระเบียบเกินไป) ผมก็ไม่เห็นเดือดร้อนอะไร ผมก็ใช้ชีวิตสนุก ไม่มีปัญหาอะไร และผมกินอย่างนี้ ก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร ให้กินอย่างปกติๆ ก็กินได้ แต่ถ้าให้เลือก แทนที่จะกินข้าวกล้องกับไก่ กับผัด นานๆ ทีก็มีบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทุกวัน เคร่งมากมาย เรื่องเที่ยวก็มีบ้าง ชีวิตก็มีความสุขดีมากๆ คือว่าส่วนหนึ่งที่มีระเบียบ คงเพราะฟิตเนส มันสอนให้ผมมีระเบียบ อย่างกินอาหาร ควบคุมอาหาร ไปฟิตเนส ก็ไปตามเวลาเป๊ะๆ 2 ชั่วโมง เรียกว่า ฟิตเนส ก็สอนให้ผมมีระเบียบในส่วนหนึ่งด้วย

คุณแม่สิริพร : อยู่อเมริกาไม่ห่วง แต่อยู่ที่นี่ห่วง คุณพ่อต้องให้นักรักบี้, โค้ชที่วชิราวุธตัวใหญ่ๆ ไปเป็นเพื่อนด้วย และเราเห็นข่าวทะเลาะกัน และเขาอยู่อเมริกามานาน ในเมืองเล็กๆ สงบ เมืองการศึกษา อาจจะไม่ทันคนที่นี่ด้วย ไม่รู้ กลัวโดนหลอก พอถึงเวลาก็โอเค กลับ หรือคุณพ่อไปรับ เขาเป็นเด็กที่คิดเป็น รู้ว่าอะไรดี ไม่ดี เขาไม่ใช่เด็กฉลาดอะไรมากมาย แต่เขาเป็นเด็กที่คิดเป็น เขารู้ว่าอนาคตอยู่ที่ตัวเขา เขาอยากจะเรียนอะไร อยากทำอะไร เขารู้ว่าเขาชอบอะไร และเขาก็ทำได้ดี มีความเคารพ เขาจะเชื่อฟังคุณตาคุณยาย พ่อแม่ และภาษาไทยต้องชัด บอกเขาเสมอ ถึงจะไปอยู่อเมริกา 10 กว่าปี ร เรือ-ล ลิง ต้องพูดให้ชัด ลงท้ายต้อง ครับ ครับผม ตลอด ภาษาอังกฤษก็ต้องดี ภาษาอังกฤษต้องไม่ลืม ทุกคืนต้องกราบพระ มีห้องพระ ไหว้พระให้เป็น

 

สเปกสาวๆ ต้องหุ่นดีเท่านั้น..!

มิกกี้ : ตอนนี้ยังไม่มีแฟน แต่ก่อนหน้านี้ ผมก็คนนะครับ (หัวเราะ) แต่ไม่ได้คบใครมาหลายปีแล้ว แฟนคนล่าสุดเป็นฝรั่ง คล้ายๆ "มาเรีย ชาราโปวา" เล่นบอลอยู่ทีมมหาวิทยาลัย โรงเรียน แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้หญิงเล่นบอลที่โน่นกับที่นี่จะคนละแบบ ที่โน่นเค้ารักสวย ที่นี่จะคนละแนว สเปกผู้หญิงหายาก แต่จริงๆ ผมชอบผู้หญิงที่ไม่ใช่ว่า แนวเล่นกีฬาจ้า ชอบผู้หญิงที่สนใจกีฬา เล่นฟิตเนส เพราะส่วนมาก วันๆ ผมอยู่แต่ฟิตเนสไปทุกวัน ผมชอบผู้หญิงดูแลร่างกายดีๆ คือถ้าหน้าไม่สวยมาก แต่หุ่นดี มันก็มีเสน่ห์ ผมมองผู้หญิงที่สุขภาพดีมากกว่าหน้าตาสวย ถามว่าสเปกผู้หญิงอย่าง พี่ปลื้มจิตร์ ได้ไหม ผมชอบพี่เขาตรงเรามีนิสัยคล้ายๆ กัน ขี้เล่นเหมือนกัน

คุณแม่สิริพร : คุณหน่องเขาก็น่ารัก ก็ดีใจที่เขาเป็นเด็กดี เขาคิดเป็น เขารู้ว่าอะไรควรไม่ควร ดีไม่ดี และเขาดูแลตัวเองได้ดี คือบอกเขาเสมอว่า การเรียนไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ดูแลตัวเองเป็นสิ่งแรกที่ควรทำ สุขภาพตัวเอง สุภาพบุรุษแปลว่าอะไร ให้รู้น้ำใจนักกีฬาคืออะไร ไม่ได้ใช้ในสนามอย่างเดียว ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เป็นพื้นฐานให้รู้จักตรงนั้น ก็คิดว่าเขาทำให้ภูมิใจ สบายใจ เขาจะเรียนอะไรก็เรียน จะเรียนกี่ปีก็สำเร็จทุกอย่าง เขาก็ทำได้ตามนั้น และพอถึงวัยมันก็เป็นธรรมชาติ เขาจะมีแฟนมีอะไร เราก็ไม่ว่ากัน และที่เขาไปฝึกกับ รพ.กรุงเทพ หรือกับทีมวอลเลย์บอล ก็มีฟีดแบ็กดี เขาก็ตั้งใจ กลับมาเขาทำรีพอร์ทให้อาจารย์หมอทุกวัน และเขาก็มาศึกษา มารายงาน เขาทำอะไรไปวันนี้ เอามาปรับปรุง และก็จะคุยกับพี่วอลเลย์ฯ เขา อันไหนขาด อันไหนเกิน พี่วอลเลย์ฯ ก็จะแชร์ความเห็นกลับมา

เป็นเกย์...!

มิกกี้ : พอมีรูปกับพี่ปลื้มจิตร์ออกไป คนทักว่าผู้ชายหน้าสวย กับผู้หญิงหน้าหล่อ ผมเห็นคอมเม้นต์หลายคนมองว่าผมเป็นเพื่อนสาวพี่แกหรือเปล่า เป็นเกย์หรือเปล่า เพราะผมอยู่เฉยๆ คนก็ชอบมองผมเป็นเกย์ พี่เขียนย้ำเลยครับว่า ผมไม่ใช่เกย์ แต่อาจเพราะผมชอบเล่นฟิตเนสด้วย คนเลยคิดไปในทางนั้น แต่ที่ผมเล่นเพราะต้องการให้ผมดูตัวใหญ่ขึ้น จากที่ไปอยู่อเมริกา พวกฝรั่งเขาตัวใหญ่ หุ่นดีอยู่แล้ว ยิ่งพอผมได้เรียนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ผมก็ต้องสร้างตัวเองให้มันหุ่นดี เริ่มมาจริงจังตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 4 จากที่ลองผิดๆ ถูกๆ มานาน จนตอนนี้หุ่นโอเคแล้ว แต่จะหยุดเล่นก็เสียดาย ก็เล่นไปเรื่อยๆ จนติดเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว วันไหนไม่ได้ไปฟิตเนส เหมือนขาดอะไรในชีวิตไป

 

ไม่ใช่เกย์ แล้วเจ้าชู้ไหม...?

มิกกี้ : (หัวเราะ) มองแบบนั้น คงเพราะนิสัยขี้เล่นมั้งครับ อาจดูเหมือนเจ้าชู้ บางทีไปคุยเขาอาจคิดว่า เฮ้ย ไปคิดอะไรหรือเปล่า ผมก็คุยเล่นอย่างนี้ทุกคน

คุณแม่สิริพร : มิกกี้เหมือนเป็นคนเขาเลือกนะ เขาเป็นคนช่างเลือก เขาเป็นคนขี้เล่น แต่จริงๆ เขาเป็นคนช่างเลือก และมีกรอบของเขา อย่างทานอาหารเขาไม่ชอบ ชอบทำเอง เขาทำกับเขาเองทุกวัน กลางวัน เย็น เขาทำเอง จริงๆ เขาเลือก เขาระวัง เขาจะทานอะไรก็ไปซื้ออาหารเอง ก็มาทำอาหารเอง บางทีตอนเขาอยู่อเมริกา โทรมาถามว่าวันนี้แม่กินอะไร เราก็บอกว่า วันนี้งานยุ่งมากเลย เดี๋ยวกินมาม่า เขาบอกว่าแม่เลือกกินสิ ชีวิตคนนะ ไม่ใช่ชีวิตลิง-แมว อะไรเอาเข้าไปในตัวต้องระวัง เราบอกว่าแม่เลือกไม่ได้เลยกี้ ไม่มีเวลา เขาบอกว่า แม่เลือกไม่ได้กับไม่ได้เลือก มันต่างกันหรือเปล่า เราก็อึ้ง เอามาม่าเก็บ และเดินไปร้านหาอะไรกิน แซนด์วิช, สลัด คือเขาเป็นคนที่มีความคิดดี

 

อนาคตต่อจากนี้ "กีฬา หรือ บันเทิง" ดี?

มิกกี้ : ผมว่าตอนนี้ก็อยู่อย่างนี้ไปก่อน จนกว่าจะจบปริญญาโท พอจบก็อยากมาดูทีมกีฬาของไทย ถ้าคุณพ่อเป็นโค้ชรักบี้ ผมก็ไปช่วยท่านดู และถ้าเกิดสมมติมีทีมกีฬา ก็อยากดูกีฬาหลายๆ ประเภท อย่างวอลเลย์บอล ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ได้เรียนรู้กีฬาวอลเลย์ฯ เป็นหนึ่งในกีฬาของประเทศไทยที่ไปได้ไกล ก็เลยอยากจะไปช่วยเขา แต่ถ้ามีโอกาสได้เล่นละคร ก็อยากจะลองดู ไม่ปิดโอกาสตัวเอง แต่ร้องเพลงคงไม่ เพราะขนาดหายใจยังเพี้ยนเลย (หัวเราะ) แต่ก็ยังอยากทำหน้าที่ที่เรียนมา เพราะยิ่งเหมือนไทยคนยิ่งเรียนน้อยๆ อย่างที่อเมริกา นักกีฬามหาวิทยาลัยส่วนมากเขาก็จะเรียนตัวนี้ เพราะเขาอยากใช้ตรงนี้ดูแลเขาเองตอนที่เขาเล่น

คุณแม่สิริพร : วงการบันเทิง ตอนนี้ทางนิตยสาร VOLUME ดูแลเขาอยู่ในการถ่ายแบบ, เดินแฟชั่น และก็มีช่องดังมาติดต่อไปเล่นละครแล้ว แต่ทีนี้เดี๋ยวเขาจะต้องไปเรียนปริญญาโทในเดือน ก.พ. อย่างที่บอก ซึ่ง VOLUME มีอะไรก็ผ่านที่นี่ตลอด สำหรับงานก็อยากให้เขามีประสบการณ์มากๆ และดูแลตัวเอง รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ มีสตางค์ค่าขนม เป็นความภาคภูมิใจของเขา เพราะเขาไปเดินทางแบบทำงานเขาก็มีระเบียบ มีการทำงานกับเพื่อนคนอื่นได้ ได้รู้จักคนเยอะขึ้น เพราะชีวิต 10 กว่าปีที่ผ่านมา คือที่อเมริกา ตอนนี้เขากลับมาเมืองไทยแล้ว มันไม่เหมือนกัน ไปอยู่อเมริกาก็อยู่เมืองเล็กๆ เขาก็จะมีอยู่แค่นั้น แต่ตอนนี้โลกเขาก็จะกว้างขึ้น และในเรื่องการถ่ายแบบ VOLUME ก็ดูแลเป็นอย่างดี ก็ทำให้เขารู้สึกอะไรกว้างขึ้น แต่หลักๆ ก็ยังอยากทำหน้าที่ที่เรียนมา อยู่ในวงการกีฬา เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ว่าบันเทิงก็ไม่ปิดโอกาส

 

เป็นหลาน "อดีตนายกฯ" ถึง 2 คน มีข้อได้เปรียบ?

มิกกี้ : ผมว่าน้อยคนที่จะรู้ เพราะผมก็ใช้นามสกุล "อัลภาชน์" คงจะไม่ค่อยรู้ ยกเว้นไปอ่านเจอ แทบไม่มีผลอะไรเลย จะรู้แค่ผู้ใหญ่ และรู้แค่ว่าเป็นลูกของโค้ชรักบี้ทีมชาติ อยู่ในวงการกีฬาอยู่แล้ว แต่เรื่องเล่นการเมือง ไม่เคยคิดเลย ผมว่ามันน้ำเน่า และยิ่งสังคมไทยเป็นยังไง เราก็รู้ๆ กันอยู่ ไม่ต้องพูดว่าเป็นยังไง เอะอะก็เน้นเงิน เน้นรวยอย่างเดียว อย่างหนึ่งที่ผมเรียนทางด้านนี้ ถ้าคุณเรียนด้านอื่น รวยมาก สุขภาพคุณไม่ดี ก็ไม่ได้ใช้เงินอยู่ดี แต่ถ้าคุณมีสุขภาพดี มีความสุข ก็โอเค เป็นอาชีพเดียวที่จะไม่เห็นผมทำ 




แน่นอน รับประกัน

 

**รู้ไว้ใช่ว่า**

คุณตาป้อมเพชร ณ ป้อมเพชร ของมิกกี้ เล่าประวัติว่า ตระกูล "ณ ป้อมเพชร" นั้น มีอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นหลานเขยของทั้งสองฝั่ง คนหนึ่งชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" อีกคนชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ซึ่งนามสกุล ณ ป้อมเพชร เป็นเหมือนผู้ใหญ่อยู่ตรงกลาง แตกหน่อออกไป คุณทักษิณมาได้กับคุณหญิงพจมาน (ณ ป้อมเพชร) พจมานก็เป็นลูก พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ กับคุณหญิงพจนีย์ ณ ป้อมเพชร ส่วนสายคุณอภิสิทธิ์ หรือสกุลเวชชาชีวะนั้น แม่ยายของคุณอภิสิทธิ์ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ คุณตาป้อมเพชร ณ ป้อมเพชร นั่นเอง.

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้