วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
งัดกม.มั่นคงคุมม็อบกปท.ปิดล้อมทำเนียบ

งัดกม.มั่นคงคุมม็อบกปท.ปิดล้อมทำเนียบ

  • Share:

ครม.ประกาศเข้ม3เขต10วัน‘ปู’ให้ทำแบบละมุนละม่อม‘ร่างแก้ที่มาส.ว.’ไม่ขัดม.154

ครม.ชุดเล็กด่วนประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯคุม 3 เขต ดุสิต-พระนคร-ป้อมปราบฯ รวม 8 แขวงลากยาว 10 วัน เริ่ม 9-18 ต.ค. เหตุผวาม็อบ กปท.ยึดทำเนียบรัฐบาลทำขายขี้หน้าอวด “หลี่ เค่อเฉียง” นายกฯจีน มีคำสั่งตั้ง “ผบ.ตร.อดุลย์” เป็น ผอ.ศอ.รส. “นายกฯปู” สั่งละมุนละม่อมกับม็อบตามหลักสากล เลขาฯสมช.แจงต้องเข้มหวั่นชุมนุมยืดเยื้อยกระดับ มท.1 อ้างเพื่อความไม่ประมาทต้องใช้ยาแรง “วรชัย” ซัด นายพล ส.คนดังอยู่เบื้องหลังคอยสั่งการ แฉมีแผนใช้โจ๋อาชีวะปะฉะดะก่อเหตุวุ่นวาย สร้างเงื่อนไขไล่รัฐบาล ม็อบไม่สะทกสะท้านยังปักหลักอยู่ข้างทำเนียบรัฐบาลเย้ย ก.ม.มั่นคงฯ ปชป.จวกรัฐกลัวอะไรกับม็อบแค่หยิบมือ มติศาล รธน.ไม่รับคำร้องร่างแก้ “ที่มา ส.ว.” ขัด ม.154

จากการที่กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่เคลื่อนขบวนมาจากสวนลุมพินีมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. โดยเฉพาะการประกาศชุมนุมยืดเยื้อและมีกระแสข่าวในวันที่ 13 ต.ค.จะมีแนวร่วมมาชุมนุมเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. มั่นคงฯเพื่อคุมสถานการณ์ที่คาดว่าจะบานปลายแล้ว

ตร.คว้าน้ำเหลวเจรจาม็อบ กปท.

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 9 ต.ค. พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ รอง ผบก.น. 6 และ พ.ต.ท.จารุภัทร ทองโกมล รอง ผกก.สส.สน.ดุสิต เดินทางเข้าเจรจากับ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ และ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ เสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) ซึ่งนำมวลชนมาปักหลักชุมนุมอยู่ที่ข้างทำเนียบรัฐบาล บริเวณประตู 3 ถนนพิษณุโลก เพื่อขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมเปิดพื้นที่การจราจร ด้วยการย้ายกลับไปชุมนุมที่สวนลุมพินี ประกอบกับนายกรัฐมนตรีจีนจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ วันที่ 11 ต.ค. แต่การเจรจาไม่เป็นผล เนื่องจากแกนนำยืนยันว่า จะปักหลักชุมนุมต่อไปโดยอ้างเป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้ามีผู้มาชุมนุมราว 200 คน

แกนนำอ้างชุมนุมสงบตาม รธน.

ต่อมาเวลา 09.30 น. คณะเสนาธิการร่วม กปท.และแกนนำแนวร่วม อาทิ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ นายไทกร พลสุวรรณ นายทศพล แก้วทิมา ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ประชุมเพื่อกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวหลังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเจรจาขอคืนพื้นที่ จากนั้น พล.ร.อ.ชัย และคณะแกนนำ ได้ร่วมกันแถลงว่า กปท.มาชุมนุมภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งยืนยันจะปักหลักชุมนุมเช่นเดิม  แต่หากรัฐบาลมีความกังวลใจในเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ ก็พร้อมที่จะดูแลพื้นที่การชุมนุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจอนุญาตให้มีการนำเต็นท์เพื่อจัดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมจะเกิดความสะดวกเรียบร้อยมากขึ้น อยากให้เข้าใจว่าการชุมนุมนี้เป็นไปโดยสงบ และไม่ใช่สิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศแต่การที่ ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน การที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ และเร่งรัดแก้รัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่น่าอายกว่า

จวก ตร.ทำเอิกเกริกให้ดูวุ่นวาย

พล.ร.อ.ชัยกล่าวอีกว่า ขอให้รัฐบาลหยุดบิดเบือนข้อมูลใส่ร้ายกลุ่มผู้ชุมนุม กรณีที่มีการติดป้ายทุกเส้นทางรอบทำเนียบรัฐบาลที่มีข้อความระบุว่า “กองทัพธรรมชุมนุมปิดถนน” ซึ่งในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้นำแผงกั้นเหล็กและกองกำลังมาปิดพื้นที่ล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมไว้ นอกจากนี้ยังพยายามที่จะเคลื่อนกำลังเข้ามาเพื่อล้อมกรอบผู้ชุมนุม ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเปิดพื้นที่การจราจร ถนนพิษณุโลกข้างทำเนียบรัฐบาลก็ทำได้ เรายินดีที่จะจัดระเบียบพื้นที่ชุมนุมใหม่ นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจหยุดพฤติกรรมกล่าวร้ายป้ายสี สร้างภาพให้ประชาชน เข้าใจว่า กปท.เป็นกลุ่มบุคคลอันตราย สร้างความเดือดร้อนให้รัฐบาล โดยให้มาแถลงข่าวร่วมกับคณะเสนาธิการร่วม กปท. เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบ

ท้าโชว์ตัวคนพกอาวุธ–ประทัดยักษ์

“ขอยืนยันว่า ในการชุมนุมของ กปท.มวลชนของเราไม่มีใครพกพาอาวุธ การชุมนุมเป็นไปตามสิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้พกพาอาวุธ และประทัดยักษ์ได้ ขอให้เจ้าหน้าที่ระบุตัวบุคคลมา หากเป็นคนของ กปท.จริง เราพร้อมรับผิดชอบ ส่วนการจับกุมผู้พกกรรไกร และคัตเตอร์ โดยอ้างว่าเป็นอาวุธ อยากบอกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะการชุมนุมจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้บ้าง เพื่อใช้ในการตัดแต่งที่พัก ไม่ใช่มาแถลงบิดเบือนใส่ร้ายการชุมนุมของ กปท. เพราะข้อเท็จจริง แค่คนเมาสุรา เข้ามาในพื้นที่การชุมนุม เราก็ให้ออกจากพื้นที่แล้ว การที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้ชุมนุม เพราะผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมสร้างความเสียหายให้กับสถานที่ราชการ ไม่สมควรประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง นอกจากนี้ยังกีดกันเสรีภาพของประชาชน ไม่ให้ กทม. นำรถน้ำและรถสุขาเคลื่อนที่เข้ามาในพื้นที่ชุมนุมอีกด้วย” พล.ร.อ.ชัย ระบุ

“ประชา” ถกทีมมั่นคงรับมือม็อบ

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้เรียก พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย อเนกเวียง ผบช.ส. พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และตัวแทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พล.ต.ท.ธวัช บุญเฟื่อง และนายสุภรณ์ อัตถาวงษ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่ปิดถนนพิษณุโลก มาตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.จนส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก

ชงเข้า ครม.ชุดเล็กงัด ก.ม.มั่นคงฯ

จากนั้น เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ประชาได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีชุดเล็กต่อทันที ที่ห้องเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ประกอบด้วยนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. พาณิชย์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯสมช. และนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดย พล.ต.อ.ประชา เปิดเผยก่อนประชุม ครม.ว่า ที่เรียกประชุม ครม.เพื่อพิจารณาการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

พล.ต.อ.ประชาเปิดเผยภายหลังประชุมว่า การหารือของ ครม.ชุดเล็ก ยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอเอกสารจากหน่วยงานต่างๆก่อน ดังนั้น จะกำหนดประชุมอีกครั้งในเวลา 13.30 น. วันนี้ จึงจะมีความชัดเจนการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง

คุมโซน 3 เขต 8 แขวงรวม 10 วัน

ต่อมา เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.ประชาได้เรียกประชุม ครม.ชุดเล็กอีกรอบ เพื่อพิจารณาการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง จากนั้น เวลา 14.20 น. พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลภายหลังการประชุมว่า ผลการประชุมเห็นสมควรให้มีการประกาศพื้นที่การรักษาความสงบภายใน ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามที่ สตช.เสนอ เป็นไปตามที่ฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ข่าวประเมินสถานการณ์ โดยพื้นที่ที่จะประกาศทั้งหมด 3 เขต 8 แขวง ได้แก่ เขตดุสิต ประกอบด้วยแขวงดุสิต แขวงจิตรลดา ขณะที่เขตพระนคร ประกอบด้วยแขวงพระบรมมหาราชวัง แขวงตลาดยอด แขวงบวรนิเวศ แขวงบ้านพานถม และแขวงบางขุนพรหม และเขตป้อมปรามศัตรูพ่าย ได้แก่แขวงวัดโสมมนัส โดยประกาศใช้ระหว่างวันที่ 9-18 ต.ค. ทั้งนี้ หากสถานการณ์คลี่คลายกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงก่อนได้ทันที

ตั้ง “อดุลย์” ผอ.ศูนย์รักษาความสงบ

พล.ท.ภราดรกล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่จากมติ ครม.จะมีการประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งจะให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการ จากนั้นจะสามารถดำเนินการได้ทันที โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.เป็นผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนการเคลียร์พื้นที่เป็นหน้าที่ของ สตช.ที่จะให้ดุลพินิจจัดการแก้ไขสถานการณ์ สำหรับความจำเป็นที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กฎหมายปกติกับผู้ชุมนุมแล้วแต่ไม่เพียงพอ และมีแนวโน้มชัดเจนว่าการชุมนุมจะมีการยืดเยื้อ เพราะมีการชุมนุมยืดเยื้อมาจากสวนลุมฯที่ชุมนุมมากว่า 60 วัน และจะนำไปสู่การขยายผลกลุ่มอื่นเข้ามาร่วม

“ประชา” โทร.แจ้งนายกฯรับทราบ

พล.ต.อ.ประชากล่าวว่า ได้รายงานให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รับทราบแล้ว โดยนายกฯให้ประเมินสถานการณ์และมอบหมายให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนาม

“ปู” สั่งละมุนละม่อมตามหลักสากล

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯห่วงใยสถานการณ์กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมโดยเคารพสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดำเนินการอย่างละมุนละม่อมตามหลักสากล ทั้งนี้ รัฐบาลขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจเหตุผลความจำเป็นของรัฐบาลในการต้องออก พ.ร.บ.มั่นคงฯ ยืนยันรัฐบาลไม่ปิดกั้น

เล็งตัดน้ำ–ตัดไฟบีบสลายชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมความมั่นคงเห็นว่า มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้ามาเพิ่มเติม และจะมีการกำหนดเส้นตายให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่หน้าทำเนียบ ซึ่งจะมีการตัดน้ำ ตัดไฟ ฝ่ายความมั่นคงประเมินอย่างน้อยวันที่ 10 ต.ค. กลุ่มผู้ชุมนุมต้องออกจากพื้นที่แล้ว และหากสถานการณ์ไม่มีอะไรก็สามารถยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงได้ก่อนวันที่ 18 ต.ค.

กองปราบฯ ส่งคอมมานโดคุมเชิง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองปราบปรามว่า พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.ได้สั่งการ พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.ปพ.บก.ป.นำกำลังตำรวจคอมมานโด บก.ป.รวม 120 นาย ร่วมปฏิบัติภารกิจในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอกทักษิณ (กปท.) บริเวณพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาล โดยมีการประสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยปราบจลาจล (ปจ.) ของ บช.น.ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ และจะมีการผลัดเวรสลับสับเปลี่ยนกัน หลังจากมวลชนกลุ่ม กปท.ยังคงยืนยันว่าจะปักหลักชุมนุมกันอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

วางอีก 30 กองร้อยตีโอบม็อบ

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯเป็นการป้องกันเหตุ ซึ่ง ผอ.ศอ.รส.ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ใช้ความอดทนในการปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดหลักเมตตาธรรม นิติธรรม และหลักประชาธิปไตย เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายกลับไปสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยมี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.เป็นผู้บังคับการกองกำลัง มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 30 กองร้อย ทยอยเข้าประจำในจุดเตรียมพร้อม ซึ่งจะมีการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นเท่านั้นและมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยยึดหลักการเจรจาในการทำงาน  ตำรวจจะเริ่มเข้าสู่พื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทุกขั้นตอนการปฏิบัติจะมีการแจ้งเตือนและเจรจา มีระยะเวลาในการตัดสินใจ การใช้กำลังทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและจะรับผิดชอบในการกระทำของทุกฝ่าย

มท.1 ชี้ม็อบตั้งป้อมแรง-ยืดเยื้อ

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า   สถานการณ์ขณะนี้กลุ่ม กปท.ประกาศชุมนุมประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อหวังผลเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งการชุมนุมจะยืดเยื้อและลุกลามบานปลาย รวมทั้งจะมีการระดมมวลชนมาเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่เคลื่อนไหวเป็นกลุ่มที่เคยบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและมีหมายจับข้อหาก่อการร้าย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ

รมว.มหาดไทยกล่าวว่า ถ้าจะพูดว่าไม่ห่วงสถานการณ์การชุมนุมเลยก็คงไม่ได้ ถ้าจะพูดว่าห่วงก็จะเกิดความตื่นตระหนก เนื่องจากรัฐบาลมีกำหนดการต้อนรับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน อีกทั้งผู้ชุมนุมปราศรัยว่าจะมากินข้าวเย็นที่ทำเนียบฯ เท่ากับต้องการจะเข้ามายึดทำเนียบฯ การที่เลือกมาชุมนุมในช่วงนี้แสดงว่ามีเจตนาฉีกหน้ารัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดี ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ประมาท

“บิ๊กแจ๊ด” เชื่อ กปท.จะฟังเหตุผล

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. กล่าวว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง ซึ่งบช.น.จะมีการประชุมเพื่อปรับมาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเน้นการเจรจาให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ เนื่องจากจุดที่มีการชุมนุมจะต้องใช้เป็นพื้นที่ในการจัดต้อนรับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในวันที่ 11-13 ต.ค. คาดว่ากลุ่มผู้ ชุมนุมน่าจะรับฟังและเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ

พท.ปูด “นายพล ส.” อยู่เบื้องหลัง

นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า การชุมนุมของม็อบรอบทำเนียบฯถ้าเป็นม็อบธรรมดาจะไม่สามารถอยู่ได้ยาวขนาดนี้ ม็อบนี้เป็นม็อบจัดตั้ง โดยมี “นาย–พล ส.” อยู่เบื้องหลัง นายพลคนนี้มีความเคียดแค้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นการส่วนตัวมายาวนานแล้ว และเขาต้องการกลับมาเป็นใหญ่อีกครั้ง จะสังเกตเห็นว่าแกนนำ กปท.บางคนก็เป็นทหารคอมมิวนิสต์เก่า ซึ่ง “นายพล ส.” เคยชุบเลี้ยงมา ตอนนี้พยายามปลุกคนออกมาทุกกลุ่ม ก๊วน อาศัยฤกษ์ยามช่วงเดือน ต.ค. ที่พบว่าดวงของรัฐบาลตกต่ำ ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเสียหายเลย ดังนั้น ม็อบที่ออกมาเพราะตัณหาคนทั้งนั้น ไม่คิดถึงประเทศชาติ

แฉใช้โจ๋อาชีวะเป็นหัวหอกตะลุย

นายวรชัยกล่าวว่า ทราบว่ามีการวางแผนลงมือในอีกไม่กี่วันนี้ โดยใช้กลุ่มนักเรียนอาชีวะเป็นทัพหน้าบุกทำเนียบฯ และให้คนใส่เสื้อคล้ายตำรวจเข้าไปปะทะ หวังผลให้เกิดความรุนแรง ถึงขั้นมีคนเจ็บ ตาย สร้างสถานการณ์ว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุ และในที่สุดก็จะอ้างว่ารัฐบาลฆ่าประชาชน เพื่อระดมคนออกมา นอกจากนี้ยังมีการเตรียมคนใส่เสื้อแดงไว้อีกส่วนหนึ่งเพื่อนำมาปะทะกัน สร้างเงื่อนไขไล่รัฐบาลลักษณะเดียวกัน

“หลี่ เค่อเฉียง” ยืนยันมาเยือนไทย

น.ส.รมณี คณานุรักษ์ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กล่าวถึงการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค.ว่า เป็นการเยือนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ต้องการสานสัมพันธ์กับผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีน โดยจะแถลงข่าวร่วมกันว่าด้วยแผนระยะยาวการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ครอบคลุม 9 สาขา อาทิ การเมือง เศรษฐกิจการค้าการลงทุนและการเงิน การป้องกันประเทศและความมั่นคง คมนาคมและความเชื่อมโยง วัฒนธรรมการศึกษา ท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรม พลังงาน มหาสมุทร และความร่วมมือระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศ เพื่อให้มีทิศทางความร่วมมือเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งขอให้จีนขยายการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทย อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ผลไม้ และขอความสนับสนุนจากจีนการลงสมัครชิงเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความ มั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรีจีนเฝ้าทูลละออง พระบาท และเข้าเยี่ยมคารวะประธานองคมนตรี หารือกับประธานรัฐสภาด้วย

“จุรินทร์” สับรัฐตื่นม็อบแค่หยิบมือ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่จะประกาศได้ แต่ต้องมีเหตุผลรองรับโดยสมควร ไม่ใช่ประกาศใช้พร่ำเพรื่อ ส่วนตัวมองว่าประกาศเขตความมั่นคงครั้งนี้เป็นเพียงเพื่อรักษาหน้านายกรัฐมนตรี โดยอ้างเรื่องที่นายกรัฐมนตรีจีนจะเยือนประเทศไทย เหตุผลไม่เพียงพอ เพราะผู้ชุมนุมมีไม่มากและใช้สิทธิ์ในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย เพราะประชาชนมีปัญหาความเดือดร้อนจากการบริหารงานของรัฐบาล ทั้งเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง จึงมีจุดประสงค์เพื่อจำกัดสิทธิ์ให้ไปชุมนุมที่อื่นหรือไม่ จึงอยากให้รัฐบาลคิดให้รอบคอบสมควรแก่เหตุ ไม่ควรแก้ปัญหาแบบปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ

ปชป.อัด “แรมโบ้” ปากพล่อยกุข่าว

นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมีการ์ดจากภาคใต้พร้อมอาวุธร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปท.ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะไม่ได้บริหารจัดการการชุมนุม แต่เห็นว่าในกลุ่ม กปท.ก็มีคนจากทุกภาคที่ไม่พอใจรัฐบาลบริหารงานล้มเหลวเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ซึ่งนายสุภรณ์ปากพล่อย พูดเรื่อยเปื่อย ส่วนการที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่าจะมีการยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบิน และช่อง 11 ถือว่านอนฝัน รัฐบาลมีอำนาจ มีเสียงข้างมาก มีข้าราชการเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าพูดปากพล่อยแบบนี้ทำไม เหตุใดไม่ทำความเข้าใจและชี้แจงกับประชาชน

ชี้ช่องฟ้องแพ่งเย้ย ก.ม.มั่นคง

ส่วนกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงพื้นที่เขตดุสิต พระนคร และป้อมปราบศัตรูพ่าย วันที่ 9-18 ต.ค. เพื่อควบคุมการชุมนุมกลุ่ม กปท. นายถาวรกล่าวว่า มีช่องทางที่ประชาชนจะฟ้องศาลแพ่งได้ เพราะชุมนุมสงบไม่ผิดกฎหมาย ถือว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมถ่วงดุลอำนาจรัฐได้

“ชวน” กรีด “เด็จพี่” เพ้อแผนล้มรัฐ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบถึงแผนการที่ผู้ชุมนุมจะยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบิน และช่อง 11 ตามที่นายพร้อมพงศ์ระบุ จึงไม่รู้ว่าใครจะล้มรัฐบาล แต่คิดว่าคำว่าล้มรัฐบาลก็มาจากฝ่ายรัฐบาลเอง ส่วนจะมีการนำผู้ชุมนุมมาจากภาคใต้ร่วมกับ กปท. หรือไม่ ยืนยันว่าไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่รู้ว่าใครจะมาชุมนุมบ้าง

40 ส.ว.จี้ทบทวนขู่ดื้อเจอสอย

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว.กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรีชุดเล็ก ที่มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ขอให้ทบทวนมติการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่ม กปท. บริเวณทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากการชุมนุมดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เมื่อ ครม.ชุดเล็กมีมติใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญทันที ซึ่งตนและคณะเตรียมยื่นเอาผิด ครม.ชุดดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ

“จ้อน” โวโดนจีบตั้งพรรคทางเลือกใหม่

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า  ขณะนี้มีการทาบทามจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ต้องการสร้างพรรคการเมืองทางเลือกที่ 3 หากเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์ไม่สำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชน ภาควิชาการ และจะให้ตนเป็นแกนจัดตั้ง แต่ได้ตอบชัดเจนว่ายังอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคยังมีปัญหา เหมือนเรือกำลังรั่วต้องซ่อมแซม จึงต้องอยู่เพื่อสร้างพรรคให้ชนะการเลือกตั้ง หลังแพ้มากว่า 21 ปี หากย้ายพรรคขณะที่บ้านมีปัญหาประชาชนจะเชื่อถือตนได้อย่างไร คนแบบนี้คงคบไม่ได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่พรรคทางเลือกที่ 3 จะเกิดขึ้น เพราะกลุ่มที่ติดต่อมาค่อนข้างสิ้นหวังกับการเมืองปัจจุบัน แต่การตั้งพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย อาจได้ ส.ส. 30-40 เสียง แต่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ นำแนวนโยบายมาสู่ทางปฏิบัติไม่ได้

เวทีปฏิรูปคึกคักบิ๊กตบเท้าพรึ่บ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุม “เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย พัฒนาประชาธิปไตยและประเทศร่วมกัน” ในส่วนคณะทำงานด้านการเมือง โดยมีนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีนายพิชัย รัตตกุล นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึงตัวแทนอดีตนักการเมือง อดีตตุลาการ นักวิชาการ และภาคประชาชน เข้าร่วมกว่า 50 คน โดยนายบรรหารกล่าวตอนหนึ่งว่า เวทีปฏิรูปการเมืองอาจทำในลักษณะคู่ขนาน ส่วนอื่นอาจจะดำเนินการไปอีกทางหนึ่ง แต่คณะกรรมการชุดนี้จะมุ่งไปสู่ความมั่นคงถาวรทางการเมือง อย่างที่ตนเคยพูดไว้ ว่าความสำเร็จหากจะเกิดขึ้นในรุ่นเราคงยาก แต่เราจำเป็นต้องวางมาตรฐานการดำเนินการให้คนรุ่นต่อไปในทางที่ถูกต้อง

ศาล รธน.ไม่รับคำร้องที่มา ส.ว.ขัด 154

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า สำนักงานได้เผยแพร่เอกสารการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ว่าที่ประชุมมีคำสั่งไม่รับคำร้องที่ประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน กับคณะ และของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กับคณะ อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 มายังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. มีความขัดแย้งต่อหลักการและเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 50 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้เป็นหมวด 15 มาตรา 291 โดยบัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการตาม (1) ถึง (7) ว่าต้องทำเป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มิใช่ทำเป็นร่าง พ.ร.บ. และมาตรา 291 (7) ได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการตรา พ.ร.บ. เฉพาะมาตรา 150 และ 151 มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 154 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการตรา พ.ร.บ.มิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ตามคำร้องนี้จึงไม่เข้าด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ที่ศาลจะรับไว้วินิจฉัยได้

ม.68 และ ม.237 ยังค้างเติ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 ต.ค. ไม่มีวาระการพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ทั้ง4คำร้องรวมเป็น 1 สำนวน เนื่องจากยังอยู่ระหว่างรอให้ผู้ถูกร้องทั้ง 312 คน ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาส่งกลับมายังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน เพื่อจะได้รวม เข้าสำนวนเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป รวมทั้งคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 ว่าอาจเป็นการล้มล้างการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตย ทั้ง 6 คำร้องรวมเป็น 1 สำนวน ก็ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและรายงานที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 68 และมาตรา 237 ส่งมาให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเพื่อนำมาประกอบสำนวนก่อนหน้านี้

ปชป.คาใจเรื่องกดบัตร-ตัดสิทธิ์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นห่วงว่า ถ้าหากมีกรณีที่มิชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก เช่น การกดบัตรแทนกัน การตัดสิทธิ์ ผู้แปรญัตติในการอภิปราย จะมีช่องทางใดที่ระงับได้หรือไม่ หากปล่อยไว้จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับทุจริต เรื่องนี้ต้องหาคำตอบต่อไป แม้ว่าศาลจะยกคำร้องในมาตรา 154 แต่ก็มีการยื่นคำร้องให้ตีความการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว.ว่าขัดต่อมาตรา 68 หรือไม่ ที่ศาลรับไว้พิจารณาเพื่อวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า การกระทำทุจริตในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบตามวิถีของรัฐธรรมนูญมาตรา 68

“เหวง” อวด 116 ส.ส.หนุนแก้ 309

นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้รวบรวมรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกมาตรา 309 แล้ว 116 คน แต่ยังไม่ยื่นเข้าสภาให้พิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย เสนอความเห็นว่าให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกมาตรา 309 เข้าสู่ที่ประชุมทั้ง 2 คณะก่อน คาดว่าจะมีการประชุมเรื่องดังกล่าวในสัปดาห์หน้าและคงได้ข้อสรุป โดยจะมีการประเมินถึงเนื้อหาและกระแสของกลุ่มต่างๆ ด้วย และขอถามไปยังฝ่ายค้านว่า เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารหรือไม่ ตนเชื่อว่าทั้งฝ่ายค้านและ ส.ว.สรรหาคงไม่เห็นด้วย แต่การที่ตนต้องเสนอให้ยกเลิกมาตรา 309 ถือว่าเป็นการไม่ยอมรับการรัฐประหาร

ศาลฎีกายังเฟ้น กกต.ที่เหลือไม่ได้

นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อพิจารณาสรรหาบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เหลืออีก 1 คน หลังจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกนายศุภชัย สมเจริญ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โดยวันนี้มีชื่อผู้ร่วมสรรหาทั้งสิ้น 5 ราย ประกอบด้วยสายตุลาการ 4 คน ได้แก่ นางเปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาล อุทธรณ์ นายพิชิต คำแฝง อดีตรองประธานศาลฎีกา ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล อดีตรองประธานศาลฎีกา และนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาล อุทธรณ์ บุคคลภายนอก คือนายพิมล พูพิพิธ อดีต คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ม.รามคำแหง ใช้วิธีการลงคะแนนลับ ปรากฏว่าผู้ที่มีคะแนนสูงสุด 4 คน ได้แก่ นางเปรมใจ นายพิชิต ม.ล.ฤทธิเทพ และนายธีรวัฒน์ และพิจารณาเลือกรอบที่ 2 เพื่อคัดจาก 4 คนเลือกให้ได้ 1 คน ที่ยึดเกณฑ์ว่าบุคคลนั้นต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาที่เข้าประชุมนั้น ปรากฏว่า ไม่มีใครได้รับคะแนนตามเกณฑ์ ทำให้ยังไม่สามารถคัดเลือกบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อเป็น กกต.ได้ ทั้งนี้จะมีการกำหนดนัดประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสรรหาบุคคลเสนอเป็น กกต.อีกครั้ง

“มาร์ค” ชมบลูมเบิร์กวิจารณ์ “ปู” เป๊ะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คอลัมนิสต์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก วิจารณ์สะท้อนภาพลักษณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย (ว่าเปรียบเป็นไม้แขวนป้ายโฆษณาของพี่ชาย) ว่า ส่วนตัวว่าก็สะท้อนภาพได้กระชับ ในแง่ที่ว่าปัญหาที่เป็นปัญหาพื้นฐานที่ต้องเผชิญที่จะต้องแก้ไข เช่น ข้าว หรือสินค้าเกษตรไม่มีความชัดเจน แต่กลับไปหมกมุ่นกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การหาทางกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จนถูกตั้งคำถามว่า สามารถที่จะอยู่ในภาวะที่จะสามารถเป็นผู้นำได้มากน้อยแค่ไหน โดยที่มีปัญหาถูกครอบงำอะไรต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะยุทธศาสตร์ความคิดเดิมๆ ที่มีมาตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร คือ เป็นหนี้ก่อนแล้วถึงจะรวย กู้มาทำเพื่อให้เงินหมุน แล้วเศรษฐกิจจะดีเอง แต่ตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่า ไปไม่ได้ คือนอกจากไม่กระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้ข้าวของแพงประชาชนเดือดร้อนอีก

“โอ๊คโพล” เผยประโยคทองอดีตนายกฯ

วันเดียวกัน นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พานทองแท้โพลสำรวจความคิดเห็นประชาชน หัวข้อ “ประชาชนมีภาพจำในนโยบายและคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนบ้าง” ได้ผลออกมาน่าสนใจ 1. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้แก่นโยบาย เงินผัน และคำพูด “กูไม่กลัวมึง” 2. พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้แก่นโยบายเปลี่ยน สนามรบ เป็นสนามการค้า และคำพูด “No Problem” 3. นายชวน หลีกภัย ได้แก่ นโยบาย สปก.4-01 และคำพูด “เสียใจแต่ไม่ขอโทษ” 4. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แก่นโยบายประชานิยม และคำพูด “ผมจะเป็นนายกฯ ที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและขอประกาศสงคราม ยาเสพติด ความยากจน และคอร์รัปชัน” 5. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แก่นโยบายโรงพักเข้มแข็ง ไข่ชั่งกิโล นมโรงเรียน (บูด) และปลากระป๋อง (เน่า) และคำพูด “เหี้ย กะหรี่ อีโง่” ความเห็นของคนส่วนใหญ่ยังมองภาพ สปก. 4-01 เป็นภาพลบ นำที่ดินของเกษตรกรไปแจกพรรคพวกตัวเอง ส่วนเรื่องคำพูดหยาบคายมองว่า คนเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีควรเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน ดันใช้คำพูดหยาบๆแบบนี้ใช้ไม่ได้มุมมองแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องง่ายๆเรื่องเดียว คนยังมองตรงข้ามกัน ระบอบประชาธิปไตยในประเทศที่เจริญแล้วต้องฟังเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อยต้องรู้แพ้รู้ชนะไม่ตีรวน เมืองไทยไม่ทราบว่าต้องเรียนรู้ไปอีกนานเท่าไร จึงจะหันมารักษากฎกติการะบอบรัฐสภากันอย่างจริงจังเสียที

นายกฯเจอ “อาเบะ” คุยสุดยอดผู้นำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเร็ว) ที่ห้อง Muzakarah ศูนย์การประชุม International Convention Centre กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 23 และการประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ระหว่างวันที่ 9-10 ต.ค. โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า อาเซียนต้องรักษาความเป็นเอกภาพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งไว้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องปรับปรุงกลไกการทำงานประสานงาน ทั้งปัญหาการย้ายถิ่นฐาน ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ รวมทั้งด้านกายภาพและระบบการเชื่อมโยงต่างๆ เช่น สร้างชายแดนที่ปลอดภัย โดยการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจร่วมเชื่อมประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน ตลอดจนให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน นิติธรรม ธรรมาภิบาล ประชาธิปไตย

จากนั้นเวลา 12.45 น. นายกฯได้ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลี ครั้งที่ 16 ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯครั้งที่ 1 เวลา 18.00 น. หารือทวิภาคีกับนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำกับผู้นำอาเซียน โดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน เป็นเจ้าภาพ

ศาลฎีกาฯสั่งฟัน “พล.อ.เสถียร”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ภายหลังจากพ้นตำแหน่งกรรมการองค์การคลังสินค้า แม้ว่า พล.อ.เสถียรมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ป.ป.ช.ก็มีมติว่า พล.อ.เสถียรจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ป.ป.ช.ผู้ร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งว่า พล.อ.เสถียร เป็นผู้ต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี และให้ลงโทษอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จตามกฎหมาย ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ศาลไต่สวนและมีคำพิพากษาไป เมื่อวันที่ 29 ส.ค.56 พยานฟังได้ว่า พล.อ.เสถียรผู้คัดค้านยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ผู้คัดค้านตระหนักดีว่า ตนมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินฯ เมื่อ ป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่า ผู้คัดค้านไม่แสดงรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน และมีหนังสือแจ้งแต่ยังแสดงบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินไม่ครบถ้วน จึงพิพากษาว่า พล.อ.เสถียรผู้คัดค้าน จงใจยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จึงห้ามผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 15 ก.พ.51 และให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 แต่ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้