วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กุมารวิถี...บาหลีนิยม (ตอนจบ)

กุมารวิถี...บาหลีนิยม (ตอนจบ)

  • Share:

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเล่าเรื่องราวที่ได้ไปเที่ยวกับเอไอเอส เซเรเนด ค้างเอาไว้ เกี่ยวกับชาวบาหลีที่มีความเชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องผูกพันกับเด็กทุกคน เริ่มตั้งแต่เป็นเด็กทารก จนกระทั่งเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาว เนื่องจากลัทธิความเชื่ิอที่ผสมผสานกันระหว่างศาสนาฮินดูกับการถือผีดั้งเดิม ทำให้เกิดเป็นประเพณีที่แปลกกว่าในท้องถิ่นอื่นๆ

เรื่องที่เล่าค้างเอาไว้เมื่อครั้งที่แล้ว... ถึงตอนที่สตรีบาหลีที่ตั้งท้อง จะต้องย้ายออกไปอยู่แถบชานๆ หมู่บ้าน ไม่ให้อยู่ร่วมปะปนกับผู้คนอื่นๆ ทั่วไป เนื่องจากกลัวว่าวิญญาณของ ปิศาจร้าย หรือพ่อมดมนต์ดำที่แอบแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน และคอยจ้องจะกินเลือดของ ผู้หญิงท้อง จะมาทำอันตรายตนและครอบครัวไปด้วย ...มาวันนี้ผมจะขอเล่าต่อไปอีกนะ ครับว่า คนบาหลีจะเป็นคนที่มีความเชื่อถือในเรื่องของโชคลางมาก สำหรับหญิงที่มีท้องแล้ว จะถูกห้ามรับประทานปลาหมึกอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นความเชื่อที่สั่งสอนกันมาแต่ โบร่ำโบราณว่า การกินปลาหมึกขณะตั้งครรภ์ จะทำให้คลอดยาก เพราะหนวดปลาหมึก จะไปเกี่ยวไปพันทารกในครรภ์ทำให้เกิดค้างคาติดอยู่ในท้อง เบ่งไม่ออก นอกจากนั้นยังต้องรักษาความบริสุทธิ์แห่งกายและใจ ด้วยการไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิตทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น การฆ่าสัตว์ ฆ่าแมลง หรือแม้กระทั่งการตัดหรือหักกิ่งไม้ ดอกไม้นานา

เมื่อเวลาใกล้คลอด จะต้องมีการเชิญสมาชิกในบ้านมาอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อช่วยกันสวดมนต์ โดยนั่งกันล้อมรอบคนท้อง จากนั้นหมอตำแยจะเป็นผู้ทำคลอดตาม วิธีดั้งเดิม เมื่อคลอดเรียบร้อยแล้ว บิดาของทารกนั้นจะเป็นผู้ตัดสายสะดือลูกของตนเอง จากนั้นหมอตำแยจะนำรกของเด็กที่เพิ่งคลอดใส่ในกะลามะพร้าว แล้วนำไปฝังหน้าประตู ทางเข้าบ้าน ถ้าเป็นเด็กชายให้ฝังทางขวา และถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะฝังทางซ้าย ส่วนสายสะดือที่ผู้เป็นพ่อตัดแล้วนั้น จะถูกนำไปตากแดดจนแห้งสนิท ห่อด้วยผ้าขาวอย่างดี และนำขึ้นเก็บไว้บนหิ้งบูชา เวลาที่เด็กนั้นเจ็บไข้ไม่สบายก็จะนำสายสะดือนั้นมาเพียงเล็กน้อย  บดให้เป็นผง เจือกับน้ำกระสายยาให้ทารกรับประทาน ว่ากันว่าจะรักษาโรคต่างๆ ให้ หายชะงัดนักแล  หรือมิฉะนั้นก็จะนำเพียงบางส่วน มาทำเป็นเครื่องรางของขลัง ติดตัวเด็ก นั้นจนโต ในวันที่เด็กเกิดมาจะนิมนต์นักบวชในศาสนาฮินดูมาสวดมนต์ให้พร และในพิธีนี้จะมีการว่าจ้างหนังตะลุงทั้งโรง มาเล่นเฉลิมฉลองอีกด้วย

คนบาหลีเชื่อว่าเด็กที่เกิดมานั้น มีที่มาจากดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่เข้ามาจุติในครรภ์ ของลูกหลานว่านเครือของตน ดังนั้นเมื่อคลอดออกมาแล้ว จะต้องเลี้ยงทารกแบบไม่ให้เท้าสัมผัสกับพื้นดินเลย และเมื่อเด็กเข้าสู่ระยะเริ่มพลิกตัว กำลังจะหัดคลานและตั้งไข่ ก็จะไม่ยอมให้เด็กนั้นคลาน หากแต่จะต้องรีบอุ้มเข้าสะเอวไว้ หรือจับอุ้มพยุงให้ยืนยงโย่ยงหยก หรือจนกว่าจะยืนเองได้ เพราะถือว่ากิริยาการคลานของเด็กนั้น เป็นกิริยาของสัตว์ป่า หากปล่อยให้เด็กคลาน จะทำให้วิญญาณของสัตว์ร้ายต่างๆ เข้ามาสิงในตัวเด็กนั้น ทุกวันนี้หากเราไปพิจารณาช่วงขาของคนบาหลีแล้ว จะพบว่าขาโก่งกันเกือบทุกคน เพราะถูกอุ้มเข้าสะเอวมาตลอดตั้งแต่เป็นเด็กทารกจนโต

หลังจากที่เด็กคลอดออกมาแล้ว ผู้เป็นพ่อและแม่จะต้องคอยนับวันนับเวลา ครั้นเมื่อเด็กมี อายุครบ 212 วันแล้ว จะต้องทำพิธีเฉลิมฉลองใหญ่ เรียกว่าพิธีรับขวัญเด็ก ในฐานะที่ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษได้ลงมาจุติในโลกมนุษย์เป็นเด็กคนนี้ และมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนถ้วน 212 วัน หัวใจของพิธีนี้คือการนำฝ่าเท้าทั้งสองข้างของเด็กนั้นลงแตะสัมผัสกับพื้นดิน เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของดวงวิญญาณของบรรพบุรุษบนพื้นพิภพแห่งนี้อีกด้วย จากนั้นจะเป็นพิธีต่อเนื่องกันไปรวดเดียวเลย คือพิธีตัดผมไฟ โดยการตัดเล็มเหมือนไถรอบๆ หัว เหลือไว้แต่กระจุกผมด้านหน้ากระหย่อมเดียว โดยนักบวชจะเป็นผู้ดำเนินการ ในขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้เองทั้งสิ้น 

ต่อจากนั้น ก็จะเป็นพิธีตั้งชื่อเด็กน้อยนั้น โดยการเรียงลำดับพี่-น้อง โดยลูกคนบาหลีจะมีชื่อเสียงเรียงนามซ้ำๆ กันทุกบ้าน ลูกคนแรกจะชื่อ"วาหยัน"เสมอ คนที่ 2 ชื่อ"เม" คนที่ 3 ชื่อ "นีโอมัน" หรือ "เนียวมัน" ส่วนคนที่ 4 จะชื่อ "กะตุส" ถ้ามีลูกคนที่ 5,6,7,8,9 ....ต่อไป ก็จะวนมาใช้ชื่อที่ 1 เรียกลูกคนที่ 5 ใหม่อีกครั้ง และจะเรียงไปจนครบ 4 ชื่อ ถ้ามีลูกคนที่ 9 ก็จะใช้ชื่อ "วาหยัน" อีกที และเนื่องจากไม่มีการใช้นามสกุลมาจนทุกวันนี้ ดังนั้นเวลาเรียก ชื่อคนบาหลี ก็อาจจะต้องมีสรรพคุณสำทับ เช่น...สูง , ...เตี้ย , ...ดำ ,...หล่อ ,...ใหญ่ ,...เล็ก เป็นต้น ฟังแล้วก็น่าสับสนนะครับ ถ้าผมต้องเป็นบุรุษไปรษณีย์คงเวียนหัวตายแน่ๆ แต่ทุกวันนี้ชาวบาหลีแก้ปัญหานี้ด้วยการตั้งชื่อเล่นภาษาฝรั่งกันถ้วนหน้า บางทีผมเจอไกด์หน้าใหม่โผล่มาแนะนำตัวขณะทานข้าว "...ไอ แอม วิลเลี่ยม..." ผมแทบสำลัก เพราะตัวดำ ผมดำ หยิกหยักศก แบบคนพื้นเมืองจริงๆ

สำหรับเด็กผู้ชายชาวบาหลีนั้น เมื่อผ่านพิธีการตั้งชื่อแล้ว จะถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนพิธีการ วัยเด็ก  จะปลอดจากพิธีกรรมต่างๆ ไปเลย จากนี้ไปก็เลี้ยงดูจนเติบโตกันไปตามขั้นตอน แต่สำหรับเด็กหญิงชาวบาหลีที่ถือว่าเป็นเพศแม่ที่สำคัญยิ่งแล้ว จะถูกประคบประหงมต่อไปจนใกล้เป็นสาว ก่อนที่จะมีประจำเดือน จะต้องมีพิธีที่สำคัญที่สุดของชีวิตอีกครั้ง คือ "พิธีตะไบฟัน" เพราะชาวบาหลีเชื่อว่าฟันเขี้ยวบน 2 ซี่นั้น เป็นสัญลักษณ์ของวิญญาณของสัตว์ป่าที่ยังสิงสถิตอยู่ในร่างกายมนุษย์ เป็นเครื่องหมายแทนความชั่วร้าย ความเลว ความไม่เป็นสิริมงคลนานาประการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตะไบขัดฝนเอาฟันเขี้ยวที่ขนาบฟันหน้าบนออกให้เสมอกันทั้ง 6 ซี่

วัตถุประสงค์ของการตะไบฟันหน้าบนออก 6 ซี่ ให้สั้นเสมอกัน เหลือประมาณแค่ครึ่งเดียวของฟันปกตินั้น ก็เพราะมีความเชื่อว่า ฟันทั้ง 6 ซี่ คือเครื่องหมายแห่งความชั่วร้าย 6 ประการ คือ ความเกียจคร้าน ความเฉื่อยชา ความโลเลไม่แน่นอน  ความโลภ กิเลสตันหา และโทสะ 

สิ่งที่น่ากลัวและทรมานที่สุดของพิธีตะไบฟันนี้ คือ การตะไบกันแบบสดๆ ไม่มีการวางยาสลบ หรือใช้ยาชาชนิดใดๆ เลย พระหรือนักบวชจะเป็นผู้กระทำการตะบี้ตะบันตะไบฟันให้กับเด็กหญิงแรกสาว เริ่มต้นจากการเก็บตัวเด็กสาวเหล่านี้  จัดให้ขัดสีฉวีวรรณอาบน้ำแต่งตัวผัดแป้งแต่งหน้าจนผ่องใสสวยงาม จากนั้นจะจัดให้แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าอย่างเต็มยศงดงามที่สุดในชีวิต จัดข้าวปลาอาหารของกินที่ถูกปากถูกใจบำรุงบำเรอให้อิ่มหมีพีมัน ครั้นได้เวลาจะจัดขบวนแห่ใหญ่โต นำเด็กสาวนั้นไปยังสถานที่ประกอบพิธี  พระหรือนักบวชจะสวดมนต์ร่ายเวทย์  ใช้กำยานที่เชื่อกันว่ามีส่วนผสมของสมุนไพรพิเศษที่ช่วยให้มึนเมา โดยจะจุดรมควันโขมง พร้อมๆ กันกับการประพรมน้ำเทพมนต์ กับเสียงพร่ำบ่นมนตราสาธยายเป็นเครื่องสะกดจิตเด็กสาวนั้น วงดนตรีที่เตรียมพร้อมจะเริ่มประโคมกันอย่างกึกก้องกัมปนาท โดยเครื่องดนตรีคือ ฉิ่ง ฉาบ ระนาด ฆ้อง กลอง โดยจะบรรเลงเพลงศักดิ์สิทธิ์ถวายเทพเจ้าเป็นพลี

เมื่อคิดว่าสะกดเด็กสาวนั้นให้นิ่งลงได้ พระหรือนักบวชก็จะลงนั่งกับพื้น หันหลังผิงผนังที่มั่นคงแข็งแรงรับแรงถีบได้อย่างเต็มที่ เหยียดขาไปข้างหน้าทั้งสองข้าง แล้วเอาเด็กสาวนั้นลงนอนหงายหว่างขา ให้ศีรษะเด็กสาวหนุนที่หน้าท้องน้อย เอาขาทั้งสองข้างทั้งหนีบและกดร่างเด็กสาวนั้นไว้ จากนั้นญาติพี่น้องจะเข้ามาช่วยจับ ช่วยกด และช่วยกันแหกปากให้อ้ากว้างๆ ตลอดเวลา เมื่อขยับกันจนเข้าที่เข้าทางแล้ว พระหรือนักบวชจะลงมือ โดยใช้อุปกรณ์โบราณคือ ค้อนเหล็ก สิ่วเหล็กหน้าต่างๆ ตะไบเหล็ก คีมเหล็ก เครื่องถ่างปาก.....อู๊ยยยย.....น่ากลัวมากครับ ในขั้นตอนนี้ไม่ต้องบรรยายนะครับ ว่าจะเป็นการปลุกปล้ำ ดิ้นรน กรีดร้อง ออกแรงกด สารพัดที่จะสุดฤทธิ์สุดเดชปานใด

ด้วยความชำนาญอย่างสูง เพียงไม่นาน ฟันบนด้านหน้าทั้ง 6 ซี่ก็จะถูกกำจัด ขัดฝน และปรับระดับ จนหายไปเหลือแค่ครึ่งเดียว พร้อมใบหน้าที่บวมอลึ่งฉึ่ง เลือดสดๆ กบปาก จนต้องใช้สมุนไพรห้ามเลือดและป้องกันการอักเสบและบาดทะยัก เด็กสาวนั้นก็จะถือว่าเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แล้วครับ เหลืออีกเพียงพิธีเดียวเท่านั้น เธอก็จะพ้นบ่วงเวรบ่วงกรรมของประเพณีที่เกี่ยวกับผู้หญิงบาหลี โดยหลังจากพิธีตะไบฟันแล้วไม่นาน พวกเธอก็จะเริ่มมีประจำเดือน เพราะพิธีตะไบฟันต้องกระทำก่อนเด็กสาวนั้นมีประจำเดือน การมีประจำเดือนครั้งแรกเป็นเรื่องใหญ่มากในชีวิตของหญิงชาวบาหลี

เธอที่มีประจำเดือนเหล่านั้นจะถูกจับให้แยกตัวออกจากครอบครัว พ่อแม่อาจให้เธอแยกไปอยู่อีกเรือนหนึ่งต่างหาก แยกอาหารและสำรับกับข้าวกันอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าเธอกำลังอยู่ในภาวะที่ร่างกายสกปรก จะไม่มีการพูดคุย สุงสิง หรือเล่นหัวใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าจะหมดรอบเดือนและเข้าสู่ภาวะปกติ พ่อแม่จะรีบเชิญนักบวชมาทำประกอบพิธีสวดมนต์ และเลี้ยงฉลองรับขวัญกันอย่างใหญ่โต เหมือนกับการประกาศว่า...ลูกของชั้นเป็นสาวแล้วนะ และสามารถเป็นแม่คนได้แล้วเช่นกัน รีบๆ มาสู่ขอได้แล้ว...อะไรทำนองนี้แหละครับ

สำหรับเรื่องประจำเดือนของสตรีบาหลีนี้ ดูมันเป็นเวรเป็นกรรมมากมายเหลือเกิน เพราะแม้แต่เมื่อแต่งการแต่งงานไปแล้วก็ตาม หากมีประจำเดือนขึ้นมาเมื่อไหร่ ต้องรีบบอกสามีให้รับรู้ทันที เพื่อให้สามีแยกตัวไปนอนบ้านอื่น ส่วนจะบ้านไหนนั้นผม ก็ลืมสอบถามมาครับ เอาเป็นว่านอนร่วมบ้านด้วยกันไม่ได้ เพราะเชื่อว่าหากฝ่ายชายโดนเลือดประจำเดือนของฝ่ายหญิง จะเปรียบเสมือน "โดนของ" จะเจอแต่ความซวย ทำมาค้าไม่ขึ้น ยิ่งถ้าหากไปมีเพศสัมพันธ์กันในช่วงเวลานั้นเข้าด้วยแล้ว ก็จะทำให้อวัยวะของฝ่ายชายเป็นขี้เรื้อนกุฏฐังขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว

แค่นั้นยังไม่พอนะครับ สตรีบาหลีที่มีประจำเดือนจะถูกห้ามไปวัด ห้ามสวดมนต์ถวายของเทพเจ้า ห้ามไปแตะต้องยุ้งข้าวและข้าวในยุ้ง ห้ามเข้าครัว ห้ามทำกับข้าวกับปลา ห้ามตักน้ำจากบ่อ  ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมทางพิธีความเชื้อของในชุมชุนนั้นๆ เรียกว่าห้ามยุ่งกับชาวบ้านชาวช่องทุกประการ อันนี้คิดๆ ไปก็ดีนะครับ จะได้พักผ่อนมันซะทุกเดือนเลย

เฮ้อ...เล่ามายืดยาวมากแล้วครับ เท่าที่สืบค้นมาได้เกี่ยวกับกุมารวิถี...บาหลีนิยมก็มีแค่นี้แหละครับ ผิดถูกอย่างไรผมก็ขอรับไว้ผู้เดียว ไม่โทษไกด์และคุณยายคุณตาชาวบาหลีที่มาร่วม "ให้การ" เล่าเรื่องแต่หนหลังให้ผมฟังครับ ก่อนจบและจากกัน ต้องขอขอบคุณเอไอเอส เซเรเนด อีกครั้งนะครับ ที่กรุณาเชิญผมไปร่วมทริปกับผู้โชคดีที่เข้าไปเล่นเกม จนได้รับคัดเลือกไปเที่ยวบาหลีและบุโรพุทโธด้วยกันกว่า 50-60 ชีวิตครับ

เผ่าทอง ทองเจือ

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้