ข่าว
100 year

ไม่ต้องกู้เงิน ปชป.โอ่ ไทยเข้มแข็ง

ไทยรัฐออนไลน์23 ก.ย. 2556 09:00 น.
SHARE

พท.ย้อน-ชี้ของเก่ายังโฉ่ 40ส.ว.ลั่นขวาง2ล้านล้าน

ปชป.ตีปี๊บแผนลงทุนไทยเข้มแข็ง 2020 เกทับรัฐบาลไม่ต้องกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ใช้แค่งบปกติ 5 ปี ทำได้ครบวงจร แถมมีรายละเอียดชัดเจน ขณะที่เพื่อไทยแขวะ “มาร์ค” ดีแต่พูด เก่งแต่วาดฝันในอากาศ ขย่มแผลเก่าโครงการไทยเข้มแข็งสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล ทั้งโรงพักทดแทน แฟลตตำรวจ และครุภัณฑ์อาชีวะ เปรียบเป็นแผนปิศาจหลอกหลอนประชาชน กลุ่ม 40 ส.ว.ประกาศขวางสุดลิ่มร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน เย้ยรัฐบาลเจอของร้อนหลายเรื่อง ทำนายเร็วๆนี้วิกฤติการเมืองเกิดแน่ “ชวนนท์” ซัดรัฐบาลกุข่าวมีคนจ้องล้ม ทั้งที่สุดท้ายจะสะดุดขาตัวเอง

กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะแถลงเปิดตัว “แผนการลงทุนเพื่อ สร้างอนาคตไทยเข้มแข็ง 2020” ซึ่งจะใช้เงินตาม งบประมาณปกติ เพื่อเปรียบเทียบกับโครงการลงทุนพัฒนาพื้นฐานด้านคมนาคมที่รัฐบาลต้องกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น ล่าสุดพรรคเพื่อไทยออกมาขุดแผลเก่าโครงการไทยเข้มแข็งในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์สร้างความเสียหายมูลค่านับหมื่นล้านบาท เปรียบเหมือนปีศาจที่ตามหลอกหลอนประชาชน

ปชป.ตีปี๊บโชว์ “ไทยเข้มแข็ง 2020”

วันที่ 22 ก.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัว “แผนการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตไทยเข้มแข็ง 2020” ในวันที่ 23 ก.ย. ว่า จะแสดง ให้เห็นว่าการมีโอกาสใช้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะมี การใช้จ่ายอย่างไร และนำเงินมาจากไหน มั่นใจว่าแผนการใช้เงินดังกล่าวจะตอบโจทย์ประเทศไทยได้มากกว่าการดำเนินการของรัฐบาลที่กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพราะแผนงานของพรรคประชาธิปัตย์แตกต่างทางด้านการเงินและตัวโครงการ โดยเงินจะนำมาจากงบประมาณปกติ 5 ปี จะทำโครงการต่างๆ แล้วเสร็จ ส่วนโครงการจะครอบคลุมทุกด้าน เช่น ด้านสาธารณูปโภค ด้านคมนาคม ด้านการศึกษา และด้านสาธารณสุข ซึ่งจะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทำให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการที่มีการพูดกันมาตลอดว่าประเทศต้องมีการลงทุนและต้องลงมือทำทันทีนั้น แต่รัฐบาลนี้ผ่านมากว่า 2 ปีแล้วกลับไม่ดำเนินการโครงการรถไฟรางคู่ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ริเริ่มไว้แล้วก่อนหน้านี้ ทำให้โครงการนี้ขาดตอนความต่อเนื่อง

เกทับไม่ต้องกู้เงิน 2 ล้านล้าน

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แผนการลงทุนเพื่อสร้างอนาคต ไทยเข้มแข็ง 2020 เป็นโครงการแผนแม่แบบพัฒนาประเทศ และจะเทียบเคียงกับโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ของพรรคเพื่อไทยที่มีจุดอ่อนหลายโครงการ รวมทั้งแสดงให้เห็นว่าการใช้เงินให้คุ้มค่าเป็นอย่างไร ไม่ต้องกู้เงินนอกระบบ แต่ใช้เงินงบประมาณปกติ ขณะนี้รัฐบาลมอมเมาประชาชน สร้างภาระหนี้สินตลอดชีวิต ขอฟ้องประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยพูดอะไรในขณะนี้ก็โกหก เพราะโครงการต่างๆ ที่ รัฐบาลประกาศไม่ได้ผูกพันกับร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ในบัญชีแนบท้ายก็ไม่มีรายละเอียดโครงการ เป็นการตีเช็คเปล่าให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่จะนำไปใช้เมื่อไหร่ก็ได้ อาจถูกนำไปใช้ในโครงการที่ไม่มีความพร้อม ไม่มีการให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น รัฐบาลไม่ยอมชี้แจงรายละเอียดของโครงการ จึงขอแจ้งให้ทราบว่าบ้านพวกเราไม่มีความปลอดภัยแล้ว เพราะอาจจะกลายเป็นทางด่วนหรือทางรถไฟเมื่อไหร่ก็ได้

แฉนักการเมือง “ด.” เรียก 40%

น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ว่าพื้นที่ที่จะก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงยังไม่มีการทำประพิจารณ์ ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าบ้านตัวเองจะถูกเวนคืนหรือไม่ แต่รัฐบาลกลับผลักดันเรื่องนี้โดยไม่เห็นหัวประชาชน ทั้งนี้ มีข้อมูลว่าขณะนี้นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อย่อ “ส.” ได้กว้านซื้อที่ดินบริเวณที่อาจจะมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง เรื่องดังกล่าวทำให้มองได้ว่าอาจจะเกิดการทุจริต ถือว่าเป็นการรู้ข้อมูลวงในของรัฐบาล รวมทั้งทราบว่านักการเมือง “ด.” เรียกรับผลประโยชน์ 40% ของแต่ละโครงการในร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จะถูกองค์กรอิสระและพรรคประชาธิปัตย์ตรวจสอบอย่างแน่นอน

พท.ฉะยับแผนปีศาจหลอกชาวบ้าน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะแถลงเปิดตัวโครงการไทยเข้มแข็ง 2020 เพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบกับโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้กลับไปดูโครงการเก่าในโครงการไทยเข้มแข็งสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งโครงการโรงพักทดแทน 396 สถานี งบประมาณ 5,848 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปีกว่าเหลือแต่เสากับคาน ส่วนโครงการแฟลตตำรวจงบประมาณ 3,100 ล้าน ทราบว่าในส่วนของภูธร ภาค 8 ผู้รับเหมาทิ้งงานไปหมดแล้ว รวมถึงโครงการจัดซื้อ ครุภัณฑ์อาชีวะ 5,300 ล้านบาท ส่อไปทางทุจริต ตนมองว่าโครงการไทยเข้มแข็ง 2020 เป็นแผนปีศาจที่จะตามหลอกหลอนประชาชน ของเก่ายังไม่พออีกหรือ เสียหายร่วม 2 หมื่นล้านบาท จากการกู้เงินมา 4 แสนล้านบาท มาวันนี้จะเป็นพูดแต่เรื่องดีๆ แต่ที่ผ่านมาเกิดความเสียหายกลับไม่รับผิดชอบ ดังนั้น ก่อนจะไปประชาสัมพันธ์โครงการอื่น ขอให้ออกมาขอโทษประชาชนเจ้าของภาษีก่อน และอยากถามว่าคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนคดีไปถึงไหนแล้ว

เย้ย “มาร์ค” ดีแต่พูด

นายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ย้อนไปดูโครงการไทยเข้มแข็งที่เคยตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเอาไว้ หลายสิ่ง หลายอย่างพังย่อยยับไปหมดแล้ว วันนี้ยังมากล้าเอ่ย ถึงโครงการไทยเข้มแข็งอีก หากเปรียบเทียบสิ่งที่รัฐบาลนี้ทำล้วนต่างกัน รัฐบาลกำลังทำโครงสร้างขนาดใหญ่ในด้านของการคมนาคมขนส่ง  การสร้างงาน  สร้างการท่องเที่ยวและเม็ดเงินมหาศาล เหมือนสร้างบ้านที่แข็งแรง  ต่างจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่สร้างบ้านหลังคามุงใบจาก และวันนี้เสียหายไปหมดแล้ว นายอภิสิทธิ์จะแถลงข่าวอะไรก็ทำได้ แต่การพูดกับทำจริงมันต่างกัน วันนี้รัฐบาลทำแล้วแต่พรรคประชาธิปัตย์ได้แต่ทำบนอากาศ จะเขียนตัวเลขสวยหรูดูดีอย่างไรก็ได้ สุดท้ายก็ดีแต่พูด ทำไม่เป็น

40 ส.ว.ลั่นต้านสุดลิ่มกฎหมายกู้เงิน

นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หากเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา กลุ่ม 40 ส.ว. จะเดินหน้าคัดค้านต่อต้านเต็มลูกสูบ เพราะเห็นภัยในอนาคต และมันไปไม่ได้ ผิดเต็มประตู ไม่คุ้มค่า การลงทุน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่สามารถดำเนินการตามวิธีงบประมาณปกติได้ ไม่ต้องไปกู้นอกงบประมาณ บรรดานักกฎหมายชี้ตรงกันหมดว่าผิด มีแค่กรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 12 ที่ตีความเอื้อให้รัฐบาลเอาเงินมาใช้ได้ งานนี้บอกได้เลยว่าถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่ เราจะไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ ขณะนี้รัฐบาลมี 2-3 เรื่องร้อนๆซ้อนกัน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท คาดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมาคงไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย

ทำนายวิกฤติการเมืองเกิดแน่

นายประสารกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ต้องไปอาศัยหมอดูที่ไหน เชื่อว่าในระยะใกล้จะเกิดวิกฤติการเมืองแน่ ถึงแม้จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะยุติความขัดแย้งได้ เพราะช่วงนี้ กกต.หมดวาระแล้ว เป็นช่วงที่อยู่รักษาการจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่เข้ามา หากมี กกต. 3 คน ถอดใจจากวิกฤติลาออก จะทำให้จัดการเลือกตั้งไม่ได้ จะเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติแบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะตีบตัน ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่

ปชป.ซัดรัฐบาลกุข่าวมีคนจ้องล้ม

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขณะนี้รัฐบาลก้นร้อนและร้อนตัว พยายามกุข่าวมีคนล้มรัฐบาล ยืนยันว่าไม่มีใครอยากล้มรัฐบาลชุดนี้ แต่อยากให้อยู่ครบสมัย ให้ประชาชนเห็นความพินาศของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตนเชื่อว่าการกุข่าวเกิดจากสาเหตุความล้มเหลวการบริหารประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ตระบัดสัตย์ต่อประชาชนหลายเรื่องคือ 1.ล้มเหลวจากการขึ้นค่าครองชีพของประชาชน ไม่ตอบสนองการเรียกร้องที่ต้องการใช้ของราคาถูก ปล่อยให้กระทรวงพลังงานขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม 2.ละเลยปัญหาสินค้าการเกษตรตกต่ำ น.ส.ยิ่งลักษณ์สอบตกในการดูแลปัญหาประชาชน จึงเป็นสาเหตุที่รัฐบาลจะอยู่ ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น นอก จากนี้ ยังปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันจำนวนมาก เช่น โครงการรับจำนำข้าว

เย้ยสุดท้ายจะสะดุดขาตัวเอง

นายชวนนท์กล่าวว่า การที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุมีคนจ้องล้มรัฐบาลนั้น ในเมื่อ รมว.มหาดไทยรู้ว่ามีเรื่องดังกล่าว ก็ขอให้ใช้อำนาจดำเนินการได้ทันที ไม่ใช่ออกมาพูดเช่นนี้ รวมทั้งการที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่าองค์กรอิสระจ้องล้มรัฐบาลด้วยนั้น เห็นว่าการพูดเช่นนี้ทำให้สงสัยว่าเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงของชาติ หรือความมั่นคงของพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลบริหารงานแบบนี้คงไม่มีใครคิดล้ม แต่รัฐบาลจะล้มด้วยตัวเอง

พท.เข้มรับมืออภิปรายผลงานรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคเพื่อไทยเรียกประชุม ส.ส.วันที่ 23 ก.ย. เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีการแถลงผลงาน ของรัฐบาลระหว่างวันที่ 24-25 ก.ย. ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เตรียมผู้อภิปรายมากถึง 60 คน คาดว่าจะใช้เวทีนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบซ้อมย่อย ดังนั้น ขอให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยวางกรอบการอภิปรายและวางตัวบุคคลให้พร้อม แต่จะไม่มีการตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯและรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าทั้งนายกฯและรัฐมนตรีทุกคนสามารถชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้านได้ แต่หากฝ่ายค้านอภิปรายพาดพิงบุคคลอื่นก็อาจจะประท้วงบ้าง ทั้งนี้ ขอให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย มาเป็นองค์ประชุมโดยพร้อมเพรียง ให้งดภารกิจตั้งแต่วันที่ 24-28 ก.ย.นี้ นอกจากนี้ จะหารือเรื่อง การลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.ซึ่งอาจจะมีการนัดลงมติในวันที่ 28 ก.ย.

เด็ก ปชป.บี้แก้ปัญหาโรคระบาดกุ้ง

นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ช่วงนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมใน จ.สงขลา ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากเกิดโรคระบาดตายด่วน หรืออีเอ็มเอส แต่หน่วยงานภาครัฐยังไม่มีแนวทางช่วยเหลือที่ชัดเจน เพียงแต่แจ้งให้ชะลอการเลี้ยงกุ้งไว้ก่อน ทั้งที่พื้นที่ จ.สงขลา เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมเป็นอันดับสองของภาคใต้ รองจาก จ.สุราษฎร์ธานี ปัญหาที่เกิดขึ้นส่ง ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบกว่า 70% โรงงานบางแห่งต้องหยุดงาน เลิกจ้างแรงงาน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาประมงชายฝั่งใน อ.สิงหนคร และอ.สทิงพระ ชาวประมงไม่สามารถออกทำการประมงได้ เพราะมีคราบน้ำมันลอยเข้าชายฝั่ง คาดว่าเกิด จากแท่นขุดเจาะน้ำมันที่อยู่อ่าวไทย เรื่องนี้ก็ไม่ได้รับคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเกิดจากอะไร ดังนั้น ในช่วงที่รัฐบาลแถลงผลงานต่อสภา ตนจะนำปัญหาเหล่านี้ไปอภิปรายเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไข

“เรืองไกร” เล็งยื่นคำร้องยุบ ปชป.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า วันที่ 23 ก.ย. จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ประกอบมาตรา 62 ร้องศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อเท็จจริงและคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังนี้ นายวิรัตน์อ้างการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสอง ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. และมีพรรคประชาธิปัตย์โดยนายอภิสิทธิ์ร่วมสนับสนุนการกระทำ ทั้งนี้ นายวิรัตน์ระบุเหตุผลว่า  อยากให้มี ส.ว.สรรหาต่อไป ถ้าจะมาจากการเลือกตั้งก็ต้อง มาจากสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ ทนายความ เอ็นจีโอ จากความเห็นของนายวิรัตน์ถือเป็นความ อยากให้ได้มาโดยจะอาศัยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล้มล้างกระบวนการทางนิติบัญญัติ ทั้งที่การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราดำเนินการโดยกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติ ทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าทำได้ ดังนั้นตนจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยกเลิกการกระทำของนายวิรัตน์และพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเพิกถอนสิทธิหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคด้วย

สปท.เปิดประชุมนัดแรก

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) นำโดยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประธานสปท. ได้ประชุมคณะทำงานและสมาชิก สปท. เพื่อกำหนดวาระการรับฟังความคิดเห็นประชาชน 77 จังหวัด และการจัดเวทีสมัชชา สปท.ในเดือน ต.ค.นี้ โดยการประชุมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นนายสมเกียรติพร้อมคณะทำงาน สปท.ร่วมแถลงว่า ที่ประชุมมีมติให้ติดตามสถานการณ์การเมืองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ การผลักดันปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศ ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท รวมถึงติดตามเรื่องที่อาจจะเกิดความร้อนแรงในอนาคต อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประเด็นทั้งหมดจะมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศและทุกกลุ่มอาชีพ ก่อนวางพิมพ์เขียวกำหนดทิศทางการปฏิรูปประเทศต่อไป ทั้งนี้ สปท.จะเปิดเวทีสมัชชา สปท. ครั้งแรกในวันที่ 12 ต.ค. ที่มหาวิทยาลัยรังสิต หลังจากนั้นจะเดินสายเปิดเวทีสมัชชา สปท.รับฟังความคิดเห็นจนครบ 77 จังหวัด และเร็วๆนี้ สปท.จะยื่น เรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญและวินัยทางการเงินการคลังหรือไม่

เชียร์องค์กรอิสระทำงานเพื่อชาติ

นายสุริยะใส กตะศิลา กรรมการ สปท. กล่าวว่า ได้รับประสานงานจากสมาชิก สปท.เพื่อให้มีการลงไปรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งที่ประชุม สปท.ได้หารือเบื้องต้นเห็นว่า จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อนำมาเสนอให้สังคมรับรู้ต่อไป อย่างไรก็ตาม สปท.คงต้องหารือเรื่องนี้อีกครั้งในเวทีสมัชชา สปท.วันที่ 12 ต.ค.ก่อน ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าวันที่ 8 ต.ค. จะมีการโค่นล้มรัฐบาลนั้น เป็นการกดดันองค์กรอิสระและศาลในการทำหน้าที่ ซึ่ง สปท. เชื่อมั่นในจุดยืนขององค์กรเหล่านั้นว่าจะทำงานเพื่อประเทศ

โพลชี้ “ทักษิณ” ผู้นำตัวจริง

วันเดียวกัน เอแบคโพลเปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง “ใครคือผู้นำตัวจริง และต้นเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคมไทย” กรณีศึกษาประชาชน 2,103 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 16-21 ก.ย. พบว่ากลุ่ม ตัวอย่างร้อยละ 85.7 ได้รับผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันจากปัญหาความวุ่นวายและปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่วนต้นเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคมไทย ร้อยละ 80.3 ระบุนักการเมือง ร้อยละ 54.0 ระบุกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 51.2 ระบุสื่อสาธารณะ ร้อยละ 35.8 ระบุเจ้าหน้าที่รัฐ และร้อยละ 29.7 ระบุประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 67.9 คิดว่ามีกลุ่มจ้องล้มรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 32.1 คิดว่าไม่มี สำหรับความเชื่อมั่นศรัทธาต่อฝ่ายการเมืองว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ พบว่าร้อยละ 54.1 ไม่ค่อยเชื่อมั่นถึงไม่เชื่อมั่นเลย ส่วนความเป็นไปได้ที่จะทำให้การปรองดองเกิดขึ้น ร้อยละ 62.0 คิดว่าเป็นไปได้ ขณะที่ร้อยละ 38.0 ไม่คิดว่าเป็นไปได้ นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 62.4 คิดว่าผู้นำรัฐบาลตัวจริง ในการตัดสินใจคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่ร้อยละ 37.6 ระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลใช้เงินกู้โปร่งใส

นอกจากนี้ เอแบคโพลยังได้สำรวจความเห็นเรื่อง “พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ใครได้ประโยชน์ในสายตาประชาชน กับสิ่งที่รัฐบาลน่าลงทุนให้ประชาชนมากที่สุด” พบว่าร้อยละ 59.4 ไม่กังวลว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะนำไปสู่ปัญหาวุ่นวายในประเทศ ร้อยละ 79.2 ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.บ.เงินกู้อย่างโปร่งใส ยิ่งไปกว่านั้นร้อยละ 72.8 ยังคิดว่ากลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.เงินกู้ได้แก่ กลุ่มนายทุน ร้อยละ 70.9 ระบุนัก การเมือง รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี บุคคลใกล้ชิดรัฐมนตรี จะได้ประโยชน์ ร้อยละ 54.3 ระบุเจ้าหน้าที่รัฐ มีเพียงร้อยละ 30.1 คิดว่าประชาชนทั่วไปจะได้ประโยชน์ นอกจากนี้ ร้อยละ 87.1 ระบุ จำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ลดความเคลือบแคลงสงสัย เมื่อถามว่า รัฐบาลควรลงทุนให้กับประชาชนด้านใดมากที่สุด ร้อยละ 43.1 ระบุพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ร้อยละ 19.8 ระบุ การศึกษา ร้อยละ 19.4 ระบุด้านสุขภาพประชาชน ร้อยละ 6.3 ระบุด้านสาธารณูปโภค บริการความสะดวกต่างๆ  และร้อยละ 4.9 ระบุด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หนักใจการเมืองทะเลาะเบาะแว้ง

ขณะเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ความหนักใจของคนไทยวันนี้” กรณีศึกษากลุ่มตัวอย่าง 1,344 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 16-21 ก.ย. พบว่าด้านการเมือง ร้อยละ 57.25 หนักใจเรื่องการทะเลาะเบาะแว้ง ความขัดแย้งแตกแยกทางการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 50.69 ระบุหนักใจ ข้าวของแพง สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น และด้าน สังคม ร้อยละ 43.21 ระบุคนไทยขาดความสามัคคี ทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เมื่อถามถึงสิ่งใดที่ประชาชนหนักใจฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ 41.81 ระบุการบริหารประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณลงไปช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องต่างๆ ยังไม่เป็นรูปธรรมพอ ร้อยละ 35.38 ระบุการกู้เงินโครงการต่างๆอาจมีการทุจริตคอร์รัปชัน เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง และร้อยละ 22.81 ระบุการทะเลาะเบาะแว้งของนักการเมือง โดย เฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเล่นเกมการ เมืองกันไปมา ส่วนความหนักใจต่อฝ่ายค้าน ร้อยละ 37.91 ระบุมีแนวทางการทำงานและความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล ค้านทุกเรื่อง ร้อยละ 35.17 ระบุการ แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การทะเลาะเบาะแว้ง ความขัดแย้งในสภา และร้อยละ 26.92 ระบุมีเสียงข้างน้อย ขาดแนวร่วม จนทำให้มีการเคลื่อนไหวนอกสภา

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้