ข่าว
100 year

กทค.ยัน ไม่ถอนฟ้อง"เดือนเด่น" -ขอทบทวน ไทยพีบีเอส

ไทยรัฐออนไลน์13 ก.ย. 2556 18:00 น.
SHARE

กทค.ยืนยัน ไม่ถอนฟ้อง"เดือนเด่น นิคมบริรักษ์" ทีดีอาร์ไอ แต่ขอทบทวน"ณัฏฐา โกมลวาทิน" ไทยพีบีเอส ด้าน4องค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศเรียกร้องให้ถอนฟ้องนักวิชาการ และสื่อ ระบุหากไม่ถอนฟ้อง ขอให้ระมัดระวังและหากไม่ทำหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ต่อไปจะร่วมมือกันฟ้องทั่วประเทศ...

คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค องค์กรผู้บริโภคจากทุกภูมิภาค  เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เอดส์ ผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่ นางสาวเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน และ นางสาวณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส รายการ "ที่นี่ Thai PBS" ถูก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เสียงข้างมาก 4 คน และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฟ้องคดีหมิ่นประมาท เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมาในการแสดงความเห็นทางวิชาการ และนำเสนอต่อสื่อสาธารณะ กรณีการหมดสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)  จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย. 2556


นางสาวจิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นทำลายระบอบประชาธิปไตยของสังคมไทย ในการแสดงความเห็นวิพากษ์ วิจารณ์ และตรวจสอบองค์การอิสระของนักวิชาการและการทำหน้าที่ของสื่อ ที่นำเสนอข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ถือเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 45ที่ให้บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น แต่การกระทำของ กทค. ทั้ง 4 ท่าน น่าจะเข้าข่ายการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อ เสรีภาพนักวิชาการ ซึ่งเป็นการทำที่ไม่เหมาะสมขององค์กรอิสระฯ เพราะ กสทช. และสำนักงาน กสทช. มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่งที่ควรจะต้องตรวจสอบได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 61 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ตรวจสอบการกระทำ หรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค และกรณีสัญญาสัมปทานคลื่น 1800 MHz  เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน

นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค และ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็น กทค. ทำมากกว่าการฟ้องคดีต่อผู้มีความเห็นต่าง คือการทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคให้ได้มากกว่าปัจจุบัน เช่น จนบัดนี้ยังไม่มีการออกประกาศตามมาตรา 31 ที่ว่าด้วยการเอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการส่ง SMS รบกวนและถูกคิดค่าบริการเสริมโดยที่ไม่ได้สมัครใช้บริการ ถือเป็นปัญหาสำคัญของการใช้บริการโทรคมนาคม  เนื่องจากบริการเสริม SMS เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและชัดเจน

ทั้งนี้ ทำให้ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้บริการที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการไม่ได้ใช้บริการ กทค.ทั้ง 4 ท่าน ควรเอาเวลามาคิดถึงมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าการฟ้องคดี หรือประเด็นอัตราขั้นสูงของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงไม่เกิน 99 สตางค์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังไม่มีการปฏิบัติตาม ยังมีผู้ให้บริการคิดค่าบริการแบบส่งเสริมการขายแบบเหมาจ่าย เช่น แพ็กเกจ 299 บาท โทรฟรี 299 นาที หรือ แพ็กเกจ 400 บาท โทรฟรี 400 นาที ซึ่งแพ็กเกจแบบนี้ถือได้ว่าเป็นการคิดค่าบริการที่มีส่วนเกินมา 1.50 บาท

นางสาวชลดา บุญเกษม คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ 3G เป็นจำนวนมาก แต่ยังพบปัญหาผู้บริโภคยังไม่ได้ส่วนลดราคา 15% ตามที่ กสทช. ได้กำหนดไว้ตามเงื่อนไขกับผู้รับใบอนุญาต และ ผู้ให้บริการยังไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ตามสิทธิของผู้บริโภค ถึงการแจ้งรายละเอียดสิทธิประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับส่วนลดในราคา 15% รวมถึง ปัญหาคุณภาพสัญญาณ การถูกล็อกความแรงของสัญญาณคลื่น เช่นการลดความเร็วอินเทอร์เน็ตเหลือ 64 Kbps ซึ่ง ต่ำกว่าความเร็วมาตรฐาน 3G  ซึ่งกำหนดไว้จะต้องไม่ต่ำกว่า 345 Kbps นี้เป็นสิ่งที่ กทค.ควรเร่งดำเนินการและสั่งปรับทางปกครองกับผู้ให้บริการหรืออยากเห็นการฟ้องคดีต่อผู้ที่ละเมิดและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ กสทช. มากกว่าการฟ้องผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ

นางมณี จิรโชติมงคลกุล อนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชนด้านสื่อและโทรคมนาคม กล่าวว่า ปัญหาการ SMS รบกวนและถูกคิดค่าบริการเสริมโดยที่ไม่ได้สมัครใช้บริการ ถือเป็นปัญหาคลาสสิก (ยืดเยื้อเรื้อรัง)ของการใช้บริการโทรคมนาคม เนื่องจากบริการเสริมข้อความสั้น SMS เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและชัดเจน ทำให้ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้บริการที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้บริการ กทค.ทั้ง 4 ท่าน ควรเอาเวลามาคิดถึงมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคมากว่าการฟ้องคดีกับผู้ที่ให้การสนับสนุนความเป็นธรรมของผู้บริโภค

นายนิมิตร์ เทียนอุดม กล่าวว่า ขอให้ กสทช. ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง การแก้ปัญหาไม่ใช่แก้ปัญหาทีละราย ควรดำเนินการเป็นการทั่วไปจากกรณีของตนเองที่ร้องเรียนเรื่อง 99 สตางค์ต่อนาที รวมทั้งคุณไกรวัลย์ คทวณิช ผู้ใช้บริการขอให้ กสทช.ในฐานะองค์กรกำกับดูแลทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ และต่อไปนี้ผู้บริโภคต้องร้องเรียนองค์กรกำกับดูแลให้มากเพื่อให้รับโทษตามกฎหมาย จะได้ดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน และตัวแทนองค์กรผู้บริโภค มีข้อเสนอต่อ กทค. ดังนี้

1. ขอให้เร่งรัดและออกหลักเกณฑ์ เรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมโดยด่วน เพื่อยุติการกระทำที่ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่

2. กทค. ควรเร่งปรับปรุงให้หน่วยรับเรื่องร้องเรียนเป็นอิสระ มีระบบที่ดี มีประสิทธิภาพในการพิทักษ์สิทธิ์ของผู้บริโภค ทั้งการแก้ปัญหาผู้บริโภค การป้องกันปัญหา และบังคับใช้กฎหมายและประกาศของตนเองอย่างเข้มงวด และเห็นว่าการที่ยังมีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนประกาศ กฎหมายระเบียบ คำสั่งของ กสทช. เป็นการดูถูก ดูแคลนและละเมิดศักดิ์ศรีในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล มากกว่า การฟ้องคดีกับบุคคลที่สนับสนุนการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีความเห็นที่แตกต่างจาก กทค.

3. ขอให้สนับสนุนการทำหน้าที่การให้ความเห็นและการติดตามตรวจสอบของคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน เพื่อให้ได้ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

4. ขอให้ กสทช. มีการบังคับทางปกครองอย่างเคร่งครัดและจริงจัง ในกรณีที่ผู้ให้บริการ มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกาศ คำสั่งของ กสทช. เพื่อไม่ให้ต้องเป็นภาระกับผู้บริโภคที่ต้องร้องเรียนเป็นกรณีไป เช่น กรณีการฝ่าฝืน ประกาศ กสทช.เรื่องอัตราขั้นสูงฯ ค่าบริการเสียงต้องไม่เกิน 99 สตางค์  การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขแนบท้ายการให้บริการ 3G เรื่องการลดค่าบริการร้อยละ 15 โดยเฉพาะกับผู้ใช้บริการรายเดิม

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธาน กทค. กล่าวว่า ขณะนี้ มีการพิจารณาทบทวนเรื่องการฟ้อง โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ ด้านของไทยพีบีเอส ซึ่งหากมีการแสดงความจริงใจว่าไม่เจตนาในการนำเสนอก็อาจจะมีการทบทวนเรื่องการถอนฟ้องในอนาคต และที่ผ่านมาต้องการให้เชิญนักวิชาการรายอื่นมาให้ข้อมูล เพื่อให้การนำเสนอข่าวรอบด้าน ส่วนกรณีนางสาวเดือนเด่นนั้น ยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ ระบุฟ้องร้องในเรื่องดังกล่าวทำไปเพืื่อปกป้องสิทธิขององค์กร ซึ่งไม่ได้มองว่าจะเสียภาพลักษณ์องค์กรแต่อย่างไร ตรงกันข้าม กลับมองว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม.

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้