ข่าว
100 year

ให้ก้าวข้ามอดีต แบลร์แนะ 5ข้อสู่ปรองดอง

ไทยรัฐออนไลน์3 ก.ย. 2556 09:00 น.
SHARE

มันไม่ง่ายแต่ต้องไม่ยอมแพ้ ทุกฝ่ายร่วมแบ่งปันความสุข มาร์ตีก็ขอให้มองไปข้างหน้า

รัฐบาลเปิดเวทีสัมมนาคึกคัก “ผนึกกำลังสู่อนาคต” กรุยทางสมานฉันท์ “ยิ่งลักษณ์” อ้อนประเทศไทยถึงทางแยกประชาธิปไตย ถูกเตะตัดขาแก้ไฟขัดแย้งไม่ได้  หวังทุกฝ่ายใช้บทเรียนจากต่างชาติหาทางออกให้ประเทศ “โทนี แบลร์” ชี้ช่อง 5 แนวทางสานฝันปรองดอง รัฐบาลต้องให้คำมั่นชีวิตประชาชนจะดีขึ้น  ยึดหลักนิติธรรมวางโรดแม็ปประชาธิปไตยให้ชัดเจน  อาสาช่วยเกลี้ยกล่อม “มาร์ค” ร่วมวงปฏิรูป ด้าน “มาร์ตี” สำทับปรองดองไม่ใช่การลืมอดีต ย้ำรัฐต้องมุ่งมั่นผลักดัน “พริซิลลา” ค้านนิรโทษกรรมเหมาเข่ง  จี้วางกรอบให้ชัด “มาร์ค-กรณ์” กินข้าวเที่ยงร่วม “แบลร์” แจง  ปชป.ไม่เข้าร่วมปาหี่การเมือง พท.ถอยถอดสลักสภาผัวเมีย  วิปรัฐเล็งเจรจาแก้เกมฝ่ายค้านยื้อ รื้อมาตรา 5 แก้ที่มา ส.ว. กลับลำห้ามบุพการี-คู่สมรสนักการเมืองชิง ส.ว. “จุรินทร์”  ไม่หลงกลแก้ครึ่งเดียวแผนกินรวบยังคงอยู่

กรณีรัฐบาลเปิดเวทีเชิญบุคคลสำคัญระดับโลก มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การแก้ปัญหาความขัดแย้งในชาติ บนเวทีสัมมนา “ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์ ”โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและพัฒนาประชาธิปไตย ขณะที่นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร แนะ5 แนวทางสร้างความปรองดอง พร้อมให้คนไทยก้าวข้ามความเจ็บปวด เพื่อเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์

“ปู” ถก “แบลร์” ชี้ปรองดองไม่ง่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 2 ก.ย. ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม หารือนอกรอบกับนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ก่อนเข้าร่วมงานปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ Uniting for the Future : Learning from each other's experience “ผนึกกำลังสู่อนาคต: เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” ครั้งที่ 1 โดยนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯกล่าวขอบคุณนายโทนี แบลร์ที่มาร่วมแสดงปาฐกถาด้วยหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจช่วยให้ไทยหาทางออกจากความขัดแย้ง ขณะที่นายโทนี แบลร์ กล่าวว่า การสร้างความปรองดองไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความพยายามในการสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย เริ่มต้นที่รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายที่ได้ประโยชน์แก่ประชาชนทุกฝ่ายเพื่อสร้างความไว้วางใจ ไม่ทำประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในระยะยาวต้องพัฒนาการศึกษาให้ประชาชนเข้าใจถึงสิทธิหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนายกฯกล่าวว่าไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ หลังได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งต้องการปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นธรรมมากที่สุด

รับอาสาช่วยเกลี้ยกล่อม “มาร์ค”

นายธีรัตถ์กล่าวว่า นายโทนี แบลร์ ได้สอบถามถึงการดำเนินการตามผลการศึกษาของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายกฯได้บอกว่าอยู่ระหว่างรวบรวมผลการศึกษาวิจัยด้านการเมืองจากหลายหน่วยงาน เพื่อหาข้อสรุปว่าแนวทางใดสามารถจะเดินหน้านำไปสู่ความปรองดองได้ทันที ซึ่งยังมีนักโทษทางการเมืองอยู่ในเรือนจำ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯจะเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยเหลือนักโทษเหล่านั้น รวมถึงมีการจัดตั้งเวทีปฏิรูปประเทศที่ทุกภาคส่วนเข้าร่วมยกเว้นฝ่ายค้าน ซึ่งนายโทนี แบลร์ บอกว่าจะได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำฝ่ายค้าน จะนำความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างความปรองดองไปให้ฝ่ายค้านทราบ

นายกฯเปิดเวทีผนึกกำลังสู่อนาคต

ต่อเมื่อเวลา 08.45 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เป็นประธานเปิดงานการปาฐกถาพิเศษ “ผนึกกำลังสู่อนาคต: เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” โดยมีนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร นายมาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ นางพริซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และที่ปรึกษาอาวุโส Centrefor Humanitarian Dialogue (HDC) ร่วมเป็นองค์ปาฐก และมีบุคคลสำคัญและรัฐมนตรี อาทินายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนสถานทูต องค์การระหว่างประเทศ นักวิชาการ ภาคประชาชน 300 คน ร่วมรับฟัง

ขณะที่บริเวณหน้าโรงแรมพลาซ่า แอทธินี มีกลุ่มมวลชนคนไทยและชาวต่างชาติประมาณ 20 คน นำโดยนางซินเทีย เอี่ยมสะอาด อ้างเป็นกลุ่มคนไทยผู้ที่ตื่นตัวมาอ่านแถลงการณ์และยื่นหนังสือคัดค้านนายโทนี แบลร์ เข้าร่วมปาฐกถา ระบุทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณค่าจ้างผ่าน พ.ต.อ.ไชยาคงทรัพย์ ผกก.สน.ลุมพินี ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

บ่นทางแยก ปชต.ถูกขัดแข้งขัดขา

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเป็นทางแยก ซึ่งมีความพยายามที่จะทำให้ประชาธิปไตยเดินไปไม่ได้ในหลายส่วนของโลก ซึ่งความท้าทายของคนในรุ่นนี้ คือการสร้างอนาคตที่มั่นคงสำหรับลูกหลาน ซึ่งประชาธิปไตยไม่ได้เพียงหมายถึงระบบที่เสียงข้างมากเป็นรัฐบาล และเสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายค้าน แต่รวมถึงวัฒนธรรมที่ประชาชนทุกคนเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และเคารพต่อหลักนิติรัฐนิติธรรม  เราจำเป็นต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเชื่อว่าคนไทยทุกคนจะได้รับประโยชน์จากประสบการณ์จากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะเรียนรู้ว่าประเทศต่างๆได้แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร รวมทั้งการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายยกความขัดแย้งออกไปก่อน และร่วมกันทำงานเพื่อสร้างอนาคตของประชาธิปไตยที่มั่นคง เราต้องเรียนรู้จากความล้มเหลวและความแตกต่าง รวมถึงจะทำ อย่างไรเมื่อเราไม่สามารถมีเอกภาพได้ เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมือง และไม่สามารถจะปรองดองได้ หวังว่าบทเรียนจากกรณีศึกษาจากประเทศอื่นๆ จะสร้างแรงบันดาลใจให้สะท้อนมุมมองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกล่าวเปิดงานเสร็จแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่ร่วมกับแขกวีไอพีที่เป็นองค์ปาฐกและผู้ที่เข้าร่วมฟัง ก่อนเดินทางไปเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีมาเลเซียและสมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย ณ ท่าอากาศยานกองบัญชาการ กองทัพอากาศ ดอนเมือง

“แบลร์” ให้คนไทยก้าวข้ามความเจ็บปวด

จากนั้น เวลา 09.15 น. นายโทนี แบลร์ กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ตนมาที่นี่เพราะเชื่อในกระบวนการสมานฉันท์ปรองดอง และอยากมีส่วนร่วมกับงานที่ท้าทาย มาเพราะได้รับเชิญ แต่ไม่ได้รับเงิน ปัญหาของประเทศไทยเป็นเรื่องของคนไทยที่ต้องแก้ด้วยคนไทย ซึ่งการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรารู้สึกอยากแบ่งปันโอกาส มากกว่าความไม่พอใจต่อสิ่งที่ผ่านมาในอดีต กรณีของไอร์แลนด์เหนือ แม้การกระทำของกลุ่มกระบวนการก่อการร้าย สร้างความสูญเสียและโศกเศร้า แต่รัฐบาลของตนสมัยนั้น ได้ปล่อยตัวนักโทษกลุ่มไออาร์เอ และใช้วิธีการทำให้ประชาชนตระหนักว่าไอร์แลนด์เหนือและใต้ มีความสามารถ มีศักยภาพ ทำให้เขาต้องสมานฉันท์กันเพื่อให้ประเทศไปข้างหน้า

แนะ 5 แนวทางสานฝันปรองดอง

นายโทนี แบลร์ กล่าวว่า เรื่องในอดีตถูกนำไปวิเคราะห์ไตร่ตรองได้ แต่ไม่ควรถูกนำไปตัดสิน เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่ายได้  อีกทั้งความสมานฉันท์และความปรองดอง ไม่ใช่การลบล้างหรือไปเปลี่ยนความคิดในอดีต แต่ก้าวข้ามมันไปมุ่งไปสู่อนาคต เราต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อความสงบ โดยต้องสร้างกรอบการทำงานที่สร้างความยุติธรรมและเป็นทางที่เป็นไปได้ ทั้งนี้ ขอเสนอแนะ 5 แนวทางที่จะนำไปสู่ความปรองดอง คือ 1. ทุกฝ่ายในสังคมต้องร่วมกันแบ่งปันสุข มากกว่าแบ่งแยก 2. มีใจใฝ่ปรองดอง 3.วางกรอบแนวทางหรือโรดแมปสู่ประชาธิปไตยที่ชัดเจน 4.มุ่งดำเนินการตามหลักประชาธิปไตย และ 5.รัฐบาลต้องมีคำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่าจะทำให้มีชีวิตดีขึ้น

ปรองดองไม่ง่าย แต่ห้ามยอมแพ้

นายโทนี แบลร์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยต้อง ไม่ใช่เพียงการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไปมีอำนาจ แต่คนส่วนใหญ่ต้องมีความสัมพันธ์กับคนกลุ่มน้อย แบ่งปันพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนในประชาธิปไตย รวมทั้งต้องมีหลักนิติธรรม ตุลาการต้องเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงและอคติ ไม่มีความโน้มเอียง แต่ต้องตรวจสอบกันได้ ประชาธิปไตยจะทำงานได้ดี ถ้าสังคมมีหลักนิติธรรมชัดเจน นอกจากนี้ การปรองดองจะทำได้ง่ายขึ้น ถ้ารัฐบาลนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ดูแลช่องว่าง โปร่งใสในการทำงาน จัดการปัญหาทุจริตได้ ดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความปรองดองไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งสำคัญคือ อย่ายอมแพ้ แม้จะดูยากแค่ไหน แต่จำเป็นและคุ้มค่าที่ทุกคนต้องมาปรองดอง สมานฉันท์กัน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เขาต้องได้รับมอบ อำนาจ ส่วนผู้นำต้องนำ โดยมีประชาชนสนับสนุน และก้าวตามไปพร้อมๆกัน ทั้งนี้ การปรองดองต้องมี เจตจำนง ต้องกำจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรค และการปรองดองจะไม่เกิดขึ้นหากใช้ภาษาไม่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายหนึ่ง

ให้มองไปข้างหน้า ไม่ใช่ลืมอดีต

ด้านนายมาร์ตี อาห์ติชารี กล่าวว่า การสร้างความปรองดองได้หรือไม่อย่างไร อยู่ที่พฤติกรรมของประชาชน ทั้งนักการเมืองและคนทั่วไป ต้องหาวิธี การดูแลเรื่องความยุติธรรมและความเศร้าโศกในอดีต อีกทั้งต้องสานเสวนาเพื่อสร้างความปรองดอง ซึ่งการ ปรองดองนั้น ไม่ใช่การลืมอดีต แต่ต้องมองไปที่อนาคต นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลต้องมีความมุ่งมั่นใน การทำงานในการแก้ไขความขัดแย้งได้ในอดีต ตนเคยผ่านประสบการณ์ใน 3 แห่ง คือ ที่นามิเบีย อาเจะห์ และโคโซโว ที่แต่ละที่มีกระบวนการในการ ปรองดองที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ความไว้เนื้อเชื่อใจในการให้ เครื่องมือกับประชาชน ต้องเปิดกว้างให้ทุกคนมีส่วนร่วมที่แท้จริง ซึ่งต้องให้การศึกษาที่ดีกับประชาชน รัฐบาลต้องมุ่งมั่นทำงานการปรองดองก็จะสำเร็จ

นิรโทษกรรมได้แต่ต้องตีกรอบให้ชัด

ขณะที่นางพริซิลลา เฮย์เนอร์ กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนให้เกิดการปรองดอง แต่เห็นว่าไม่ใช่กระบวน การเร่งรีบ และต้องเอาใจใส่ในการรับฟังความเห็นต่าง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ทำเพื่อประโยชน์ของชาติ ซึ่งต้องหาทางออกร่วมกันและใช้ความพยายามมากกว่านี้ และปัญหาคือ ความหมายของคำว่า “ปรองดอง” ว่าเราแปลความหมายเดียวกันหรือไม่ หรือคนที่มีความคิดต่างจะใช้คำว่า “ปรองดอง” ในวัตถุประสงค์ที่ผิดไปได้ การทำปรองดองต้องดูถึงรากเหง้าปัญหา ไทยควรนำผลการศึกษาที่ได้ข้อยุติของคอป. และสถาบันพระปกเกล้ามาศึกษาด้วย ส่วนเรื่องการนิรโทษกรรมยังมีการตีความที่ผิดพลาดและแคบเกินไป เห็นว่าการนิรโทษกรรมยังต้องมีอยู่ แต่ต้องไม่เป็นทางการเมือง ต้องดูที่บริบทให้เหมาะสม ไม่ควร นิรโทษกรรมทุกเรื่อง และต้องค้นหาความจริงของ เหตุการณ์ต่อไป รวมทั้งควรเปิดพื้นที่ให้หารือกับฝ่ายเห็นต่าง เพื่อหาแนวทางการนิรโทษกรรมด้วย ส่วนตัวไม่เชื่อเรื่องการนำหลักการจากต่างประเทศมาใช้ในไทย และการออกกฎหมายนิรโทษกรรมควรกำหนดขอบเขตกลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์ให้ชัดเจน เช่นเดียวกับแอฟริกา ผู้ได้รับการนิรโทษกรรมต้องออกมา ยอมรับว่าเขาทำอะไรผิดไปบ้าง และควรกำหนดเงื่อนไขกับบุคคลดังกล่าวในอนาคต แต่ตนไม่เสนอให้นำมา ใช้ในไทยทั้งหมด โดยเฉพาะหลายประเทศจะไม่นิรโทษกรรมให้กับบุคคลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนบุคคลอื่น

“เมียร่มเกล้า” โผล่ทวงความเป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับฟังการปาฐกถาตั้งคำถาม  โดยนางนิชา  หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมือง เมื่อช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ลุกขึ้นถามนายแบลร์ และนางพริซิลลาว่า หากรัฐบาลไทยยืนยันเดินหน้าออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยไม่ฟังเสียงอีกกลุ่มหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น นายแบลร์กล่าวแสดงความเสียใจ พร้อมบอกว่า ทุกคนไม่สามารถลืมเหตุการณ์ดังกล่าวได้ การนิรโทษกรรมต้องรับฟังผู้ที่สูญเสียด้วยความเคารพ นักการเมืองจึงต้องสื่อสารกับประชาชน สร้างความไว้วางใจ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำ ส่วนนางพริซิลลาปฏิเสธที่จะตอบถึงผลที่จะตามมาของกฎหมาย เพราะขึ้นอยู่กับเนื้อหาและกระบวนการ ตนไม่สามารถตอบได้ ขอให้เป็นหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตัวแทนจากฝ่ายค้านที่มีความเห็นต่าง

“สุรินทร์” วัดใจ รบ.ถอนร่างนิรโทษ

ด้านนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ที่นายแบลร์และนางพริซิลลาพูดถึงการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นนั้น การเสนอให้ถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นการทดสอบความไว้วางใจที่ฝ่ายค้านกำลังเรียกร้องและเห็นว่าไม่ควรเร่งรีบ และยังได้ขอความเห็นจากนายแบลร์กรณีที่มีการเชื่อมอำนาจผ่านสไกป์จากนอกประเทศมาจนส่งผลกระทบต่อภายในประเทศ การสร้างความปรองดองจะแก้ปัญหานี้อย่างไร แต่นายแบลร์ ไม่ได้ตอบคำถามนี้ เพราะผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุปรวบรัดปิดสัมมนาช่วงเช้าไปในทันที

“ประเวศ” ติงอย่าให้ไฟขัดแย้งบังตา

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงานปาฐกถาพิเศษ “ผนึกกำลังสู่อนาคต เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” ว่าไม่ถือว่าซ้ำซ้อน กับ คอป.เคยสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่มาร่วมปาฐกถา เรื่องสันติภาพเป็นเรื่องสำคัญ  เราต้องระวังถ้าความขัดแย้งมันบังตาใคร จะมิคสัญญีเหมือนในอียิปต์และที่อื่นที่คนฆ่ากันตาย สังคมไทยต้องเรียนรู้และสนใจเรื่องการสร้างสันติภาพ เพราะจะป้องกันความขัดแย้ง เชื่อว่าไทยจะแก้ปัญหาได้ง่ายกว่าต่างประเทศ อย่าไปท้อใจ ส่วนที่ฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมสภาปฏิรูปนั้นใจต้องเปิดกว้างไว้ ทั้งหมดเป็นพวกเดียวกัน วันนี้อาจยังไม่เห็นด้วยวันหน้าอาจจะเห็นด้วย ซึ่งต้องเอาสังคมนำ รัฐบาลตามจะง่ายขึ้น

“มาร์ค–กรณ์” กินมื้อเที่ยง “แบลร์”

เมื่อเวลา 12.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่บ้านพักเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ หลังการหารือนายอภิสิทธิ์กล่าวเพียงว่า ในการพูดคุยกับนายโทนี แบลร์ พูดคล้ายกับที่ได้กล่าวบนเวทีปาฐกถาพิเศษ ส่วนรายละเอียดตนจะเล่าให้ฟังในวันที่ 3ก.ย.นี้ เนื่องจากติดภารกิจเดินทางไป จ.สุราษฎร์ธานี

แจงเหตุรัฐไม่จริงใจไม่ร่วมปฏิรูป

นายกรณ์กล่าวภายหลังเข้าพบนายโทนี แบลร์ ว่า ได้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปของรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่จริงใจ และยังเดินหน้าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งความจริงเวทีปฏิรูปประเทศไทย รัฐบาลไม่ควรเป็นเจ้าภาพ ควรให้องค์กรอื่นที่เป็นกลาง ซึ่งนายโทนี แบลร์ ก็เข้าใจและเน้นว่าหลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปรองดอง โดยไม่ได้มีการโน้มน้าวหรือเชิญชวนให้ฝ่ายค้านเข้าร่วมเวทีสภาปฏิรูปประเทศแต่อย่างใด

วันเดียวกัน นายกรณ์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “KornChatikavanij” ตอนหนึ่งว่านายแบลร์ทราบแต่แรกว่าเราไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการปาหี่ปฏิรูปของรัฐบาล จึงได้ขอนัดพบต่างหาก เราพร้อมเข้าร่วมเสมอต่อเมื่อรัฐบาลพร้อมยอมรับว่าการปฏิรูปประเทศ ประชาชนทุกภาคส่วนต้องมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน และเวทีนั้นไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อหาความชอบธรรมในการจัดผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองให้ลงตัว

กมธ.เอาด้วยถอย ม.5 ลดแรงต้าน

ด้านความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. ในวาระที่ 2 ซึ่งนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว.ระบุพร้อมทบทวนเนื้อหาในมาตรา 5 กลับไปใช้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของ ส.ว. คือบุพการี คู่สมรส ส.ส.และผู้ที่พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองยังไม่ถึง 5 ปีนั้น นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.และเลขานุการวิป 3 ฝ่าย กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. ในมาตรา 5 เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ว. ที่นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการฯระบุว่าพร้อมทบทวนเนื้อหากลับไปใช้ร่างเดิมเหมือนรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่ให้บุพการี คู่สมรส ส.ส. และผู้ที่พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองยังไม่ถึง 5 ปี ลงสมัคร ส.ว.นั้น ดูเหตุและผลแล้วพวกเราสามารถรับได้ ไม่มีปัญหาถ้าจะยึดสิ่งที่รัฐธรรมนูญปี 50 เขียนไว้ในประเด็นนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากพร้อมรับฟังและปรับปรุงข้อบกพร่อง ไม่ได้ใช้เสียงข้างมากลากไป เชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศการอภิปรายในสภาดีขึ้น เมื่อประเด็นนี้ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็เชื่อว่าจะสามารถลดการอภิปรายให้สั้นลง

ปลดพันธนาการข้อหาสภาผัวเมีย

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. กล่าวถึงกรณีกรรมาธิการฯจะทบทวนแก้ไขเนื้อหามาตรา 5 ไม่ให้บุพการี และคู่สมรสของผู้ดำรงทางการเมืองมาลงสมัคร ส.ว.ได้ว่า กรรมาธิการฯเคยหารือนอกรอบถึงเรื่องนี้ เพราะมีเสียงสะท้อนจากผลโพล และสมาชิกรัฐสภาหลายคนที่ไม่เห็นด้วยเรื่องสภาผัวเมีย เท่าที่รับฟังกรรมาธิการเสียงข้างมากมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยที่จะกลับไปใช้ร่างเดิม ฝ่ายที่อยากให้กลับไปใช้ร่างเดิมเพราะเห็นว่าถูกกระแสสังคมต่อต้านอย่างหนัก จึงอยากให้แก้ไขเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และป้องกันไม่ให้พรรคประชาธิปัตย์นำมาเป็นประเด็นตีรวน ยืดเยื้อการพิจารณา ดังนั้นคงต้องฟังเหตุผลการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในวันที่ 4 ก.ย.อีกครั้ง ซึ่งนายสามารถก็ระบุว่าถ้าที่ประชุมท้วงติงอย่างหนัก กรรมาธิการฯอาจจะขอหารือกันอีกรอบ เพื่อกลับไปใช้ร่างเดิมได้

วิปรัฐรอฟัง ปธ.กมธ.เคาะคว่ำ ม.5

ด้านนายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า การประชุมสภาฯสัปดาห์นี้ วันที่ 2-3 ก.ย.วุฒิสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ในวันที่ 4 ก.ย. จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว.ต่อในมาตรา 5 อยากเน้นย้ำให้อภิปรายกระชับ เพราะบางประเด็นมีผู้อภิปรายซ้ำกัน 20-30 คน สัปดาห์นี้จะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงวันเดียว เพราะในวันที่ 5 ก.ย.จะมีการพิจารณากระทู้ถามสด 3 เรื่อง และกระทู้ทั่วไป 5 เรื่อง ส่วนในวันที่ 6 ก.ย.ประชุมวุฒิสภา เบื้องต้นกำหนดวันที่จะอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อในวันที่ 10 และ 11 ก.ย. เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 5 วิปรัฐบาลจะเอาตามความเห็นของคณะกรรมาธิการฯเสียงข้างมากหรือยึดตามรัฐธรรมนูญปี 50 นายอำนวยตอบว่า คงต้องให้ผู้อภิปรายแสดงความเห็นก่อน และต้องฟังคำตอบของประธานคณะกรรมาธิการฯ แล้วจึงลงมติกัน ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นถอดถอน ส.ว.ที่ลงชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะผลประโยชน์ขัดกัน ถือเป็นสิทธิ์ไปจำกัดสิทธิ์เขาไม่ได้ แต่ไม่กังวลในเรื่องนี้ เป็นเรื่องธรรมชาติที่ฝ่ายค้านทำหน้าที่ ส่วนจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านได้เมื่อใดนั้นต้องรอดูอีกนิด

ดันเงินกู้ 2 ล้านล้านเข้าสภากลาง ก.ย.

นายไพจิต  ศรีวรขาน  รองประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ได้ประสานงานกับวิปฝ่ายค้านเบื้องต้นถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 4 ก.ย. ว่าในมาตรา 5 เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ว. ประเด็นใดที่จะเป็นข้อขัดแย้งจะมาคุยกันเพื่อให้การประชุมเดินหน้าได้ ไม่ยืดเยื้อ เท่าที่ดูมี 2 เรื่องที่มีปัญหาคือ การให้บุพการี และคู่สมรสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการให้ผู้พ้นตำแหน่งทางการเมืองไม่ถึง 5 ปี มาลงสมัคร ส.ว.ได้  คงต้องมาเจรจาให้จบแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ใช่ให้แต่ละฝ่ายไปแบบสุดๆ เพราะหัวใจสำคัญคือเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว. 200 คน ผ่านความเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว หากประเด็นประกอบอื่นๆจะไม่ได้ทั้งหมดต้องทำใจกันบ้าง  ถ้าตกลงกันได้การพิจารณามาตรา 5 น่าจะเสร็จภายในวันที่ 4 ก.ย. คาดว่าอย่างช้าภายในสัปดาห์หน้าจะลงมติวาระ 2 เสร็จทุกมาตรา จากนั้นประมาณกลางเดือน ก.ย. จะนำร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทเข้าพิจารณาได้

“นิคม” หนุนรอมชอมทบทวนใหม่

ที่รัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า จากการฟังเสียงประชาชนและสื่อมวลชน อาจมีการทบทวนแก้ไขเพราะไม่อยากถูกกล่าวหาว่าเป็นสภาผัวเมีย น่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นรอมชอม ปรองดอง น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งจะให้เป็นได้ติดต่อกันขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม  เมื่อถามว่าได้ตกลงหารือในกรรมาธิการฯแล้วหรือยัง นายนิคมตอบว่า ยังไม่ได้ตกลง แต่เท่าที่ฟังดูเมื่อมีเสียงคัดค้านเยอะ กระแสสังคมไม่ตอบรับก็ต้องหันกลับมาทบทวน หรือถอยมาปัญหาประเทศจะลดน้อยลง คงไม่มีใครหักกันหรือแข็งเกินไป เหมือนข้อบังคับการประชุม  ถ้าแข็งเกินไปก็มีปัญหา ต้องแข็งบ้างอ่อนบ้าง

“จุรินทร์” รู้ทันอย่าหลงกลแก้ครึ่งเดียว

เมื่อเวลา 10.00 น. นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda” ว่ากรณีที่มีข่าวว่าคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะกลับลำแก้มาตรา 5 เรื่องคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. จะขอแก้กลับไปเหมือนร่างเดิมตอนรับหลักการ ขอบอกว่าอย่าเพิ่งหลงกล หากแก้ให้กลับไปเหมือนร่างรับหลักการก็ยังไม่พอ  เพราะยังเปิดโอกาสให้ ส.ว.ปัจจุบันลงสมัครได้ ขณะที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้ต้องเว้นวรรคเพื่อป้องกันผูกโยงการเมือง และต้องการให้ ส.ว.ปฏิบัติหน้าที่เป็นกลาง ไม่ต้องพะวงการเลือกตั้งครั้งถัดไป  แต่การ กลับไปใช้ร่างเดิมเท่ากับแก้แค่ครึ่งเดียว เรื่องต่างตอบแทนแลกเปลี่ยนระหว่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้การเมืองกินรวบประเทศกับ ส.ว. ลงสมัครได้อีกรอบยังคงอยู่ สังคมต้องติดตามใกล้ชิดไม่ปล่อยปละละเลยให้เกิดการสมคบฮั้วกันทางการเมือง

“สาธิต” แฉ ส.ว.ล็อบบี้วุ่นยกเลิก

นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์  ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.กล่าวว่า ทราบว่ามี ส.ว.บางส่วนที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล ได้ขอร้องให้รัฐบาลยกเลิกการแก้ไขมาตรา 5 เพราะถ้าแก้ไขตามคณะกรรมาธิการฯ เกรงว่าจะทำให้คนของพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ได้ กลายเป็นคู่แข่งกันเองกับ ส.ว.ที่จะลงเลือกตั้งอีก จึงต้องดูว่าเป็นการถอยเพื่อหลักการที่มา ส.ว. เพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติ หรือถอยเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและฮั้วกับรัฐบาล หากฝ่ายรัฐบาลถอยทั้งหมด พวกตนเห็นด้วย แต่ขอสงวนสิทธิบางประเด็นที่อาจขัดรัฐธรรมนูญ  เนื่องจากต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาการดำเนินการดังกล่าว

กปท.รอดูท่าทีผสมโรงม็อบยาง

ที่สวนลุมพินี นายไทกร พลสุวรรณ เสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ มาทาบทามให้แกนนำ กปท.เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมืองขอยืนยันว่า กปท.จะไม่เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมืองแน่นอน ส่วนการเคลื่อนไหวของ กปท.หลังปักหลักชุมนุมที่สวนลุมพินีมา 28 วัน ยังรอท่าทีของกลุ่มผู้ชุมนุมชาวสวนยางทั้ง 3 ภาคว่าจะเป็นอย่างไร ก่อนมากำหนดแนวการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนอีกครั้งว่า กปท.จะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ เบื้องต้นกลุ่มผู้ชุมนุมชาวสวนยางของภาคตะวันออกจะเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ ขณะที่ภาคอีสานจะชุมนุมบริเวณ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

วุฒิฯตั้ง กมธ.สอบประวัติ “ทวีเกียรติ”

เมื่อเวลา 11.10 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระได้แจ้งที่ประชุมทราบกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนไต่สวนข้อเท็จจริงขอให้วุฒิสภาถอดถอนนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และนายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงไอซีที ออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 หลังจากป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ซึ่งวันที่ 6 ก.ย. จะเรียกประชุมวุฒิสภา เพื่อตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการถอดถอน โดยกำหนดวันแถลงของป.ป.ช.ในฐานะผู้กล่าวหา และนายสุรพงษ์กับนายไกรสร ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน หาก ส.ว.คนใดมีคำถามให้ส่งคณะกรรมการชุดนี้ จากนั้นที่ประชุมมีมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ) จำนวน 25 คน โดยต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 20 วัน

แบ่ง 5 กลุ่มสแกนงบฯปี 57

จากนั้นเป็นการพิจารณาร่าง  พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 วงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นำทีม  ครม. เข้าร่วมรับฟังการอภิปรายและให้ข้อเสนอแนะจาก ส.ว. อาทิ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรฯ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ หลังจากนายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 57 กล่าวรายงานผลการศึกษา โดยมีการตั้งข้อสังเกตเสนอแนะรัฐบาลรวม 23 ประเด็นจบ นายนิคมได้แจ้งถึงกรอบการพิจารณาว่า จะใช้เวลารวม 2 วัน คือวันที่ 2-3 ก.ย. แบ่งเป็น 5 กลุ่มภารกิจ วันแรกให้เวลาคณะกรรมาธิการสามัญ 22 คณะ คณะละ 30 นาที ส่วนวันที่ 2 ให้ผู้เข้าชื่อขออภิปรายคนละไม่เกิน 10 นาที ให้เวลาครม.ชี้แจง 2 ชม. และจะถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เป็นบางช่วง

ต่อมาเวลา 13.45 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เข้าฟังการอภิปรายประมาณ 30 นาที ก่อนนำคณะออกเดินทางไปปฏิบัติราชการที่สาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างความฮือฮาแก่บรรดา ส.ว.ที่พากันยกมือถือขึ้นมาถ่ายภาพนายกฯเอาไว้

เตือนรัฐบาลติดกับดักตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันการอภิปรายเป็นไปด้วยความราบรื่น ส.ว.ส่วนใหญ่เป็นห่วงเรื่องตัวเลขหนี้สาธารณะจากโครงการประชานิยมของรัฐบาล โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังติดกับดัก 3 ประการ ได้แก่ 1. กับดัก งบสมดุลจอมปลอม 2. กับดักเงินกู้นอกงบประมาณที่ขัดหลักวินัยการเงินการคลัง และ 3. กับดักนโยบายประชานิยมบางนโยบาย ดังนั้น กับดักนโยบายประชานิยมจึงเป็นหลุมดำที่ดูดกำลังซื้อประชาชนเพิ่มหนี้สาธารณะระดับแสนล้านบาท ตัวเลขหนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 70 ดังนั้น
ต่อให้รัฐบาลจัดทำงบสมดุลที่ไม่ต้องกู้เงินมาโปะได้ในปี 2560 แต่เป็นงบสมดุลจอมปลอม

ชง “ปู” ลงนามโผทหารหลังกลับจีน

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี 2557 ว่า อยู่ในชั้นเสมียนตราทำการตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางกลับจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 3 ก.ย. ปลัดกระทรวงกลาโหมจะนำรายชื่อส่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงนาม เพื่อนำบัญชีรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ

กกต.สั่งสอบเพิ่มยุบพรรค ภท.

วันเดียวกัน นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า ที่ประชุม กกต. มีมติตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอ ให้สอบสวนเพิ่มเติมคดีมีผู้ร้องให้ยุบพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากการสอบสวนของอนุกรรมการไต่สวน เห็นว่ามีข้อเท็จจริงหลายประการที่ไม่ชัดเจน เช่น กรณีนายธนชาติ แสงประดับธรรมโชติ ที่ให้การว่ามีผู้ใหญ่ของพรรคให้เงินนำไปทำสัญญากับการทางพิเศษฯ เพื่อแจกใบปลิวหน้าด่าน แต่ไม่พบว่าผู้ใหญ่ที่อ้างนั้นหมายถึงใคร และเงินนั้นเป็นของนายธนชาติหรือไม่ จึงให้ไต่สวนเพิ่มเติมคาดว่าจะใช้เวลา 15-30 วัน และที่ประชุมยังให้สำนักงานเลขาธิการ กกต. ตรวจสอบสำนวนคดีที่หลุดออกไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน เมื่อถามถึงกรณี กกต. มีมติดำเนินคดีอาญากับนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายภุชงค์ตอบว่า อยู่ระหว่างการยกร่างคำวินิจฉัย เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลอาญาดำเนินคดีต่อไป

“ปู” ยิ้มจีนยินดีซื้อข้าวไทยเพิ่มล้านตัน

สำหรับภารกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในการเข้าร่วมพิธีเปิดงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ 10 ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 2-3 ก.ย. นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 20.00 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ศูนย์การประชุมลี่หยวน นครหนานหนิง นายกฯเข้าหารือกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน โดยนายกฯทั้งสองได้หารือกันในการเพิ่มประสิทธิภาพการค้าขายสินค้าเกษตร การอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า รวมถึงไปถึงอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยนายหลี่ เค่อเฉียง ยินดีที่จะซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีก 1 ล้านตัน และสนใจซื้อยางพาราจากไทย โดยจะมีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสั่งซื้อข้าวไทยในการหารือโอกาสต่อไป พร้อมสนับสนุนให้เอกชนจีนเข้าร่วมลงทุนในโครงการแปรรูปยางพาราในประเทศไทยตามข้อเสนอให้เกิดเป็นเมืองแห่งยางพารา หรือ RUBBER CITY ในไทย และสนับสนุนแนวคิดการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้