วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คนไทยผู้ถ่ายทอดหัวใจฝรั่ง

คนไทยผู้ถ่ายทอดหัวใจฝรั่ง

  • Share:

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ทิ้งท้ายไว้เป็นกลอนบทหนึ่งว่า

....“เมื่อล้มกลิ้ง ใครหนอวิ่ง เข้ามาช่วย
และปลอบด้วย นิทาน กล่อมขวัญให้
หรือจูบที่ เจ็บชะมัด ปัดเป่าไป
ผู้นั้นไซร้ ที่แท้ แม่ฉันเอง”......


มาสัปดาห์นี้ผมขอเฉลยนะครับ ว่ากลอนนี้มีความสำคัญและเกี่ยวข้องอย่างไรกับบทกวีที่มีชื่อเสียงก้องโลก รวมทั้งถูกนำไปใส่ทำนอง และกลายเป็นเพลงกล่อมเด็กของอังกฤษที่ โด่งดังที่สุด คือ Twinkle, Twinkle, Little Star ความจริงแล้วกลอนข้างต้น เป็นกลอนที่คนไทยส่วนใหญ่จะเคยผ่านหูผ่านตากันไปบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่คงมีน้อยคนมากเหลือเกินที่ทราบว่ากลอนนี้ประพันธ์โดยคนไทยแท้ๆ คือ พระราชธรรมนิเทศ ท่านมียศเป็น "คุณพระ" ซึ่งเป็นราชทินนามที่ได้รับพระราชทานในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นามเดิมของท่าน คือ นายเพียร ไตติลานนท์ ผมต้องขอเรียนว่าท่าน เป็นสามัญชนคนธรรมดา และเป็นฆราวาส มิได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และท่านยังเป็นคนละคนกับพระราชธรรมนิเทศ ที่เป็นพระภิกษุ ที่คนไทยแทบทุกคนรู้จักท่านดีในนามของ.. ...พระพยอม กัลยาโณ อีกด้วย

กลอนข้างต้นนี้พระราชธรรมนิเทศ (เพียร) เป็นผู้ประพันธ์  โดยแปลจากบทกวีภาษาอังกฤษชื่อ " My Mother " ของแอน เทเลอร์ (Ann Taylor) ที่ผมเคยเอ่ยชื่อของเธอ มาตลอด 2 สัปดาห์แล้ว เพราะเธอผู้นี้คือคนเดียวกันกับที่ประพันธ์ Twinkle, Twinkle,  Little Star ที่แสนจะโด่งดังนั่นเอง การแต่งกลอนด้วยการแปลจากกลอนภาษาอังกฤษนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับ เพราะนอกจากจะต้องเก็บความให้ตรงตามบทประพันธ์ต้นฉบับแล้ว ยังมีเรื่องของสัมผัสคำทางฉันทลักษณ์ที่ต้องระมัดระวังอย่างมากอีกด้วยอีกด้วย ลองดูต้นฉบับภาษาอังกฤษของกลอนข้างต้นนะครับ

".....Who ran to help me when I fell,
And would some pretty story tell,
Or kiss the place to make it well ?
My Mother....."

“.....เมื่อล้มกลิ้ง ใครหนอวิ่ง เข้ามาช่วย
และปลอบด้วย นิทาน กล่อมขวัญให้
หรือจูบที่ เจ็บชะมัด ปัดเป่าไป
ผู้นั้นไซร้ ที่แท้ แม่ฉันเอง.....”


เห็นหรือยังครับว่ากลอนภาษาไทยข้างต้นแปลมาอย่างสละสลวยจริงๆ....อย่าแปลกใจนะครับว่า ทำไมท่านจึงมีความสามารถสูงมากในเรื่องของภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะในวัยเด็กท่านเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดทรงธรรม อันเป็นโรงเรียนที่สอน ทั้งพระเณรและฆราวาส โดยพระเณรเรียนภาษาบาลี ส่วนฆราวาสเรียนภาษาไทย แต่เด็กชายเพียรท่านตั้งใจเรียนพากเพียรมาก เมื่อเรียนจบปรากฏว่าท่านแตกฉานทั้งบาลีและไทย จากนั้น ท่านเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนฝึกหัดครู บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เมื่อจบแล้ว ท่านสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษจนจบหลักสูตร เมื่อกลับมาก็ได้เข้ารับ ราชการเป็นผู้บังคับการ โรงเรียนราชวิทยาลัย และเป็นเลขานุการประจำพระองค์ ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในสมัยรัชกาลที่ 7  

ท่านเป็นคน 5 แผ่นดินจริงๆ ครับ เพราะท่านเกิดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2434 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5  จากนั้นก็เริ่มเรียนหนังสือจนจบในสมัยรัชกาลที่ 6 เข้ารับราชการในสมัยรัชกาลที่ 7 และเมื่อเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร

และรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติแล้ว ท่านยังคงรับราชการต่อไปอย่างสงบ จนเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม เริ่มมีอำนาจและมีบทบาทในทางการเมือง การปกครอง และศิลปวัฒนธรรมไทย  ท่านจึงเริ่มปรากฏชื่อเสียงในฐานะ "คนสนิท" ของท่านผู้นำในทางวิชาการ งานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ท่านเป็นอย่างยิ่งคือการปรับปรุงแก้ไขภาษาไทย ที่แต่เดิมเคยมีตัวอักษรมากถึง 44 ตัว ให้เหลือเพียง 31 ตัว ในปี พ.ศ.2485 ตอนนั้นท่านมีอายุได้ 51 ปีบริบูรณ์ ท่านเคยเป็นถึงรองอธิบดีกรมโฆษณาการ และอธิบดีกรมธรรมการอีกด้วย

ท่านเปลี่ยนสถานภาพของตนเอง จากนักวิชาการมาสู่นักการเมืองอย่างเต็มตัว ในปี พ.ศ. 2490 หลังการปฏิวัติโดย “คณะผู้บริหารประเทศชั่วคราว” ซึ่งมีพลโทผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้นำได้กระทำการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ที่เริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2489 ท่านกลายเป็นบุคคลอันดับต้นๆ ของวงการการเมืองไทยในขณะนั้น จนถึงปีพ.ศ. 2491 ท่านได้เป็น 1 ใน  9 ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถือว่ามีเกียรติสูงสุด และในปีต่อมาท่านได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย

ในช่วงที่ท่านเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ประจวบกับเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยอย่างยิ่ง คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกาศการทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ท่านได้มีโทรเลขไปถวายพระพรในนามสภาผู้แทนราษฎร ความว่า...

“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท สภาผู้แทนได้รับทราบเรื่องพิธีหมั้นของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท กับหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ด้วยความชื่นชมยินดีโดยพร้อมเพรียงกัน ในนามของสภาผู้แทน ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานตั้งสัตยาธิษฐาน ขอให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท อีกทั้งคู่หมั้นของพระองค์จงทรงประสบแต่ความสุขสำราญและเจริญด้วยพระชนมายุยิ่งยืนนาน เทอญ ”...

หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 เดือนเศษ ก็ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ในขั้นตอนของพระราชพิธีนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรงมุรธาภิเษกแล้ว ก็ได้ทรงฉลองพระองค์พระเครื่องต้น จากนั้นจึงได้เสด็จออกประทับเหนือ พระที่นั่งอัฐทิศราชอาสน์ ทรง 8 เหลี่ยม อันหมายถึงทิศสำคัญทั้ง 8 ทิศ ภายใต้ศตปฎลเศวตฉัตร 7 ชั้น ณ ที่นั้นพราหมณ์ได้ประกอบพิธีถวายน้ำเทพมนต์เวียนขวา จนครบทั้ง 8 ทิศ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเพิ่มเติมขั้นตอนของพระราชพิธีนี้เข้าไปอีก เนื่องจากทรงมีพระราชดำริว่า ประเทศไทยได้เป็นประชาธิปไตยแล้ว และสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ดังนั้นการขึ้นครองสิริราชสมบัติของพระองค์ จึงสมควรให้เป็นความยินยอมพร้อมใจของอาณาประชาราษฎรด้วย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ประธานวุฒิสภา ถวายพระพรเป็นภาษามคธ และพระราชธรรมนิเทศ ในฐานะประธานสภาผู้แทน ถวายพระพรเป็นภาษาไทยเพิ่มขึ้นจากธรรมเนียมเดิม จากนั้นพระราชครูวามเทพมุนี จึงถวายนพปฎลมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น ถวายพระสุพรรณบัฏ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธ อันแสดงถึงการเข้าสู่พระราชสถานะพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ตามลำดับต่อไป

ความเป็นปราชญ์แห่งภาษาของท่านนั้น ถือว่าดีเลิศที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย จากการที่มีรากฐานทางภาษาไทยและภาษาบาลีที่เข้มแข็งและแน่นหนา ทำให้ท่านสามารถถ่ายทอดข้อความภาษาอังกฤษ ที่ตัวท่านเองก็แตกฉานเป็นอย่างยิ่งไม่แพ้ทั้ง 2 ภาษา

ท่านจึงมีผลงานเป็นบทกลอนภาษาไทยต่างๆ มากมาย ที่แปลมาจากบทกวีในภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะจากกันในสัปดาห์นี้ ผมขอนำผลงานของท่านอีกชิ้นหนึ่งที่ผมประทับใจและมีความรู้สึกสะเทือนใจร่วมไปด้วยทุกครั้งที่ได้อ่านหรือได้ยิน เป็นบทกลอนที่ท่านแปลและประพันธ์จากกวีนิพนธ์ชื่อ... Somebody’ Mother ของ แอน เทเลอร์ อีกเช่นกัน....

"....She ‘s somebody’ mother, boy, you know,
For all She ‘s aged and poor and slow...."

"....เด็กเอ๋ยเด็ก รู้ไหม ยายคนนั้น      
ถึงงกงัน งุ่มง่าม ตามประสา
ถึงยากจน เข็ญใจ วัยชรา      
แกก็เป็น มารดา ของบางคน...."


ขอกราบท่านพระราชธรรมนิเทศ (เพียร ไตติลานนท์) ครับ


เผ่าทอง ทองเจือ

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้