ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    อิหร่านแก๊งบึม เจอคุกตลอดชีวิต

    ไทยรัฐออนไลน์23 ส.ค. 2556 09:00 น.
    SHARE

    ซ.สุขุมวิท71ปี55 อีกคน-โดน15ปี

    ศาลลงทัณฑ์ 2 ผู้ต้องหาแก๊งอิหร่านมือระเบิดซอยสุขุมวิท 71 สั่งจำคุกตลอดชีวิต 1 และจำคุก 15 ปีอีก 1 โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจเข้มรอบศาลขณะอ่านคำพิพากษา เพราะเอกอัครราชทูตอิสราเอลให้ความสนใจเดินทางมาฟังด้วยตัวเอง ทนายจำเลยเผย ลูกความพอใจคำตัดสิน ยังไม่แน่ใจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ ส่วนอัยการแจง เหตุไม่แจ้งข้อหาก่อการร้าย อ้างข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ขนาดนั้น

    ที่ห้องพิจารณาคดี 505 ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ส.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ด.1446/2555 พนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายซาอิด โมราดิ จำเลยที่ 1 อายุ 29 ปี ที่อยู่ในสภาพพิการตาขวาบอด ขาซ้ายขาดจากระเบิดของตัวเอง  และนายมูฮัมหมัด ฮาซาอิ จำเลยที่ 2 อายุ 43 ปี ทั้ง 2 เป็นชาวอิหร่าน ร่วมกันทำความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดระเบิด ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ พยายามฆ่าผู้อื่น ทำให้เสียทรัพย์ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490

    โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 19 ธ.ค.54-14 ก.พ. 55 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้ง 2 ร่วมกับนางไลลา โรฮานี นายซีดา การ์ด ซาเดด มะห์ซุส และนายนูโรซิ ซายัน อารี อัคบาร์ เป็นชาวอิหร่านทั้งหมด ร่วมกันมีวัตถุระเบิดซีโฟร์น้ำหนัก 1.5 กก. ทำเป็นระเบิดแสวงเครื่อง 5 ชุด รัศมีการทำลาย 10-15 เมตร ต่อมาวันที่ 14 ก.พ.55 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 2 และนายซีดา การ์ด ซาเดด มะห์ซุส ร่วมกันใช้ระเบิดแสวงเครื่อง 1 ชุด ทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บ้านเลขที่ 66 ซอยปรีดีพนมยงค์ 31 (เจริญใจ) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ของนายบัณฑิต พิฑูรมานิต ได้รับความเสียหายทั้งหลัง ค่าเสียหาย 5 ล้านบาท แรงระเบิดยังทำให้บ้านข้างเคียงเสียหายอีก 8 หลัง รถแท็กซี่ 1 คัน นอกจากนี้ ตำรวจ สน.คลองตันได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ผิวถนนกลางซอยปรีดีพนมยงค์ 31 เป็นหลุมกว้าง ชั้นพิจารณาจำเลยทั้ง 2 ให้การปฏิเสธ

    ศาลพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บ้านหลังดังกล่าว นางไลลาเป็นผู้เช่าจากนายบัณฑิต หลังจากนั้น นายอารี อัคบาร์ เข้าออกบ้านที่เกิดเหตุหลายครั้ง โดยจำเลยที่ 1 เดินทางเข้ามาประเทศไทยพร้อมนายอารี อัคบาร์ เชื่อว่าเป็นผู้นำวัตถุระเบิดเข้ามาที่บ้านเกิดเหตุให้จำเลยทั้ง 2 กับพวกนำไปใช้ มีการวางแผนโดยจำเลยที่ 2 เข้ามาประเทศไทยครั้งแรกแล้วไปเช่าโรงแรมนาซ่าเวกัส ห้อง 409 ย่านคลองตันทิ้งไว้ ต่อมานายมะห์ซุสเข้ามาพักอาศัย โดยโจทก์นำสืบถึงการยึดอุปกรณ์ขนย้ายสลักนิรภัยวัตถุระเบิด 5 ชุดในห้องดังกล่าว จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกไปซื้อรถจักรยานยนต์เตรียมไว้ 2 คันก่อนจะเดินทางกลับประเทศอิหร่าน

    ช่วงเกิดเหตุจำเลยทั้ง  2  เดินทางเข้ามาประเทศไทยพร้อมกัน โดยนายมะห์ซุสเข้าประเทศไทยก่อน 1 วัน ทั้งหมดไปเที่ยวพัทยาด้วยกัน แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมของจำเลย และการที่นายอารี อัคบาร์ เข้าออกบ้านที่เกิดเหตุได้น่าเชื่อว่า ได้รับกุญแจบ้านมาจากนางไลลา แสดงว่าจำเลยทั้ง 2 กับพวกวางแผนมาก่อน ประกอบกับวัตถุระเบิดที่พบในบ้านเป็นวัตถุระเบิดที่ประกอบขึ้นมีแม่เหล็กแรงสูงสำหรับติดเป้าหมาย โดยโจทก์นำสืบถึงเหตุวางระเบิดภรรยา นักการทูตประเทศอิสราเอลในอินเดียและจอร์เจียเมื่อวันที่ 13 ก.พ.55 ซึ่งเหตุเกิดก่อนคดีนี้เพียงวันเดียว โดยคนร้ายสัญชาติอิหร่านใช้วัตถุระเบิดผูกติดกับ จยย.ในการกระทำผิด ระเบิดเป็นชนิดเดียวกับพฤติการณ์คดีนี้

    ศาลเห็นว่า พยานโจทก์เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกัน รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และใช้วัตถุระเบิดทำให้เกิดระเบิดในบ้าน ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันทำวัตถุระเบิดโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาสืบให้เห็น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้ แต่ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่า หลังจากร่วมกันทำให้เกิดระเบิดที่บ้านนายบัณฑิตแล้ว จำเลยที่ 1 หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุและถือระเบิด 2 ลูกขู่เพื่อหลบหนี เมื่อชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ตามไปจึงวางระเบิดลงที่พื้นถนนจนรถแท็กซี่ที่ขับมาคร่อมทับไว้จนเกิดระเบิด จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลว่า ระเบิดอาจทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย เมื่อหลบหนีออกจากซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ถึงหน้าโรงเรียนเกษมพิทยา จำเลยยังขว้างระเบิดเข้าใส่ ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ สุขวัต รอง สวป.สน.คลองตันกับพวกบาดเจ็บสาหัส รวมทั้งทำให้ น.ส.ฝนหยก โพธิ์ไพงาม ได้รับอันตรายสาหัส พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำความผิดฐานใช้วัตถุระเบิดพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและเป็นเหตุให้บ้านเรือนทรัพย์สินสาธารณะเสียหาย

    พิพากษาว่า ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้วัตถุระเบิดกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานใช้วัตถุระเบิดกระทำผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพกพาอาวุธไปในทางสาธารณะโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควรปรับ 100 บาท นอกจากนี้ จำเลยที่ 1-2 ยังมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นอันตรายต่อทรัพย์สิน บุคคลอื่นและโรงเรือนที่คนอยู่อาศัยจำคุกคนละ 15 ปี รวมโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุกตลอดชีวิต ปรับ 100 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 15 ปี ให้จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้นายบัณฑิต 2,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้กักขังแทนค่าปรับ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 6,691 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ฐานทำให้ตู้โทรศัพท์สาธารณะของบริษัททรูคอร์ปอเรชั่น จำกัดเสียหายนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ และให้ริบอุปกรณ์ประกอบระเบิด

    หลังศาลพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยทั้ง 2 กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที โดยนายซาอิด โมราดิ อายุ 29 ปีนั่งอยู่บนรถเข็น แต่ไม่ได้มีท่าทีสลด กลับเบ่งกล้ามโบกมือให้สื่อมวลชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่นายมูฮัมหมัด ฮาซาอิ ดูสงบนิ่ง เดินตามหลังนายซาอิดไปขึ้นรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพกลับไป ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ที่เดินถือปืนลูกซองคอยตรวจตราโดยรอบศาลอาญากรุงเทพใต้ ขณะที่ด้านหน้าอาคารมีกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) บก.สปพ.กว่า 10 นาย พร้อมด้วยสุนัขตำรวจตรวจสอบวัตถุและสิ่งแปลกปลอมโดยรอบ รวมทั้งตรวจค้นตัวบุคคลและรถยนต์ที่จะเข้ามาในศาลอย่างเข้มงวด เนื่องจากนายซีม่อน โรเด็ด (Mr.Simon Roded) เอกอัคราชทูตอิสราเอล เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย

    ด้านนายกิตติพงษ์ เกียรติธนภูมิ ทนายจำเลยกล่าวว่า หลังจากนี้ต้องเข้าไปคุยกับจำเลยภายในเรือนจำ รวมทั้งปรึกษาครอบครัวจำเลยว่า ต้องการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ หากจะยื่นอุทธรณ์ต้องยื่นภายใน 30 วันหลังศาลมีคำพิพากษา ทั้งนี้นายมูฮัมหมัดจำเลยที่ 2 รู้สึกพอใจคำพิพากษา ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีท่าทีใดๆ จำเลยทั้ง 2 น้อมรับคำพิพากษา หากคำพิพากษาถึงที่สุดและถูกคุมขังในเรือนจำประเทศไทยครบสัดส่วนแล้ว จำเลยสามารถยื่นเรื่องขอให้ส่งกลับไปคุมขังยังเรือนจำประเทศอิหร่านได้ เนื่องจากไทยและอิหร่านมีสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนนักโทษกัน ต่อข้อถามว่ากรณีนี้เป็นการก่อการร้ายหรือไม่ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า คดีนี้อัยการไม่ได้สั่งฟ้องข้อหาก่อการร้าย เป็นเพียงข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    ส่วนนายวรวิทย์ สัมพัฒนวรชัย อัยการผู้เชี่ยวชาญฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 กล่าวว่า คำพิพากษาส่วนใหญ่เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยที่ศาลไม่สั่งเช่น ขอให้ริบทรัพย์และค่าปรับบางอย่าง แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ส่วนนายมะห์ซุสผู้ต้องหาที่ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ประเทศมาเลเซียมีการประสานขอส่งตัวกลับมาดำเนินคดี ทราบว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ว่าจะส่งตัวมาดำเนินคดีตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่ ส่วนนางไลลาและนายอารีผู้ต้องหาอีก 2 รายหลบหนีกลับประเทศอิหร่านไปแล้ว คาดว่าจะติดตามตัวกลับมาได้ยาก ส่วนที่อัยการไม่ฟ้องฐานก่อการร้ายเนื่องจากพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ถึงขนาดนั้น จากนี้จะรายงานผลคดีไปยังอัยการสูงสุดให้พิจารณาว่าจะมีความเห็นอย่างไร

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพุธที่ 23 กันยายน 2563 เวลา 10:20 น.