ข่าว
100 year

โห่-ป่วนประชุม สภาอัปยศ ส.ส.ปชป.ตีรวน

ไทยรัฐออนไลน์21 ส.ค. 2556 09:00 น.
SHARE

สถานการณ์ถ่อยเถื่อน ตะโกนกดดันประธาน ใช้ตร.สภาล้อมบัลลังก์

แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 ป่วนหนัก ส.ส.ปชป.รวมพลเล่นเกมยื้อ ประท้วงโห่ฮาลั่นห้องประชุม “ขุนค้อน” ทุบค้อน 3 ครั้งก็ยังไม่ยอมหยุด ตำรวจรัฐสภาเข้ามาเตรียมพร้อม ควบคุมสถานการณ์กลับถูก “กุลเดช พัวพัฒนกุล” ค้ำคอและฟาดมือใส่ขมับ ยื้อยุดกันชุลมุนวุ่นวาย แถมตวาด “มึงกล้าทำผู้แทนฯเหรอ” ประธานต้องสั่งพักการประชุมหลายรอบ แต่พอกลับมาประชุมใหม่ก็โดนประท้วงนอกประเด็น ผ่านไปร่วมสิบชั่วโมงยังไม่ได้อภิปรายเนื้อหาสาระ รัฐบาลออกหนังสือเชิญ 69 คน ร่วมประชุมเวทีปฏิรูปการเมืองนัดแรกวันที่ 25 ส.ค. ทอดสะพานถึง “ชวน-มาร์ค-สนธิ” ด้วย

พรรคประชาธิปัตย์เพิ่มระดับความร้อนแรงในการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ประกาศจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความหากผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ล่าสุดในขณะที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 2 พรรคประชาธิปัตย์ก็เล่นเกมยื้อจนบรรยากาศการประชุมปั่นป่วน กระทั่งตำรวจรัฐสภาต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์ แต่กลับถูก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ผลักหน้าและค้ำคอจนชุลมุนวุ่นวาย

ปชป.ย้ำยื่นศาลเบรกแก้ รธน.

วันที่ 20 ส.ค. ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว.ว่า เรื่องนี้มีประเด็นปัญหาในชั้นกรรมาธิการที่พิจารณาวาระ 2 และการปฏิบัติหน้าที่ของประธานรัฐสภาเมื่อครั้งที่พิจารณาในวาระ 1 ที่สมาชิกไม่ครบองค์ประชุม แต่ประธานกลับวินิจฉัยว่าการแปรญัตติและกำหนดให้มีการประชุมในวาระ 2 ทั้งที่วาระ 1 ยังไม่เสร็จสิ้น จึงหมิ่นเหม่ส่อขัดข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ  อีกทั้งในชั้นกรรมาธิการมีการวินิจฉัยหลายมาตรฐาน โดยเฉพาะการแก้ไขประเด็นที่มาของ ส.ว. อาทิแปรญัตติในประเด็นเดียวกัน แต่กลับวินิจฉัยแตกต่างกัน ดังนั้นอาจจะส่งผลให้ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งขั้นตอนของประธานรัฐสภา และขั้นตอนของกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดโอกาสให้รัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 เพราะหลังจากนั้นจะมีกรอบระยะเวลาให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ยกร่างล่า 70 รายชื่อส่งตีความ

นายนิพิฐฏ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายราเมศ รัตนะเชวง คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ยกร่างคำร้องเพื่อรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 10 หรือ 70 คน ยื่นให้ประธานรัฐสภาส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 (7), 150, 151 และ 154 ว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว.ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยการส่งคำร้องจะมีขึ้นภายหลังจากรัฐสภาลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 แล้ว ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 291 กำหนดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราให้ดำเนินการเป็น 3 วาระคือ 1.ขั้นรับหลักการ 2.ขั้นลงมติเป็นรายมาตรา รวมถึงการแปรญัตติ 3.ขั้นลงมติให้ความเห็นชอบ แต่การพิจารณาของรัฐสภาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่มาของ ส.ว.ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน เพราะขั้นตอนการลงมติวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบในช่วงที่กำลังกำหนดวันแปรญัตติ แต่คณะกรรมาธิการกลับให้นับวันแปรญัตติ ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. จึงถือว่าขั้นตอนในวาระที่ 1 ไม่สมบูรณ์ แต่กลับข้ามขั้นตอนไปดำเนินการต่อในวาระที่ 2 จึงต้องตีความว่าที่ดำเนินการมาผิดหรือไม่

นปช.ยื่นศาล รธน. ยก 5 คำร้องแก้ ม.68

อีกด้านหนึ่งที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายอาคม รัตนพจนารถ ทนายความกลุ่ม นปช. พร้อมด้วยนายกณิตพัฒน์ สมุทรรังสี ทนายความอิสระ เข้ายื่นเอกสารถึงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านนางอรรถพร เลาหสุระโยธิน ผอ.กลุ่มงานบริหารทั่วไป โดยนายอาคมกล่าวว่า มายื่นเอกสารในฐานะประชาชนที่ต้องการให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาทบทวนยกคำร้อง 5 คำร้องของกลุ่ม ส.ส. ส.ว.และกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของ ส.ส. และ ส.ว. 312 คน ที่เสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยแก้ไขมาตรา 68 และมาตรา 237 เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากทั้ง 5 คำร้องไม่ได้เขียนระบุไว้ว่า การดำเนินการแก้ไขของรัฐสภาในมาตราดังกล่าว สมาชิกรัฐสภาทั้ง 312 คน ที่ร่วมลงชื่อนั้น ได้บอกแล้วว่าจะไม่แตะหมวด 1 หมวดทั่วไป และหมวด 2 ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ถือว่าคำร้องที่ยื่นมาให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณานั้นเป็นการร้องที่หมกเม็ด

รัฐสภาถกแก้ รธน.ประเด็นที่มา ส.ว.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เมื่อเวลา 09.45 น. มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 111, 112, 115, 116 วรรคสอง, 117, 118, 120, 241 วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา 113, 114 ประเด็นที่มาของ ส.ว. ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยทันทีที่เปิดประชุมบรรยากาศเริ่มวุ่นวายทันที เมื่อ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคน อาทิ นายวัชระ เพชรทอง นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. และกลุ่ม 40 ส.ว. อาทิ นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา ประท้วงการทำหน้าที่ของนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยระบุว่าการที่นายนิคมร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขประเด็นดังกล่าว หากปล่อยให้ยังทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ก็ไม่มั่นใจในความเป็นกลาง และไม่มีความสง่างาม มารยาทและจริยธรรมควรอยู่เหนือกว่ากฎหมายและข้อบังคับ ขอให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ขึ้นมาทำหน้าที่ตลอดการประชุม แต่นายนิคมยืนยันว่าการร่วมเข้าชื่อกับการทำหน้าที่ประธานเพื่อควบคุมการประชุมต้องแยกกัน ตนจะไม่ร่วมอภิปรายหรือลงมติ

“จุรินทร์” ผวาสอดไส้ 2 ร่าง

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และประธานวิปฝ่ายค้าน ยังคงตอกย้ำถึงความไม่มั่นใจว่าจะมีการสอดไส้เอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 2 ร่างเข้ามาพิจารณาด้วยหรือไม่ และการทำหน้าที่ของนายนิคมอาจส่อเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ได้ แต่นายนิคมยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ตนไม่ได้ ร่วมเข้าชื่อด้วย ดังนั้นสามารถทำหน้าที่ประธานได้ ส่วนอีก 2 ร่างที่เหลือหากมีการพิจารณาในอนาคตตนก็ยังทำหน้าที่ประธานได้ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

กมธ. ตัดสิทธิ 57 คนแปรญัตติ

หลังจากเสียเวลาไปกว่า 1.45 ชั่วโมง จึงเริ่มเข้าสู่การพิจารณา โดยนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงานผลการพิจารณาว่า มีผู้เสนอคำแปรญัตติ 202 คน แต่แปรญัตติขัดหลักการของร่าง 57 คน อาทิ เสนอให้ตัดชื่อร่างออกไปทั้งหมด หรือตัดวันที่จะบังคับใช้กฎหมายออกไป ซึ่งกระทบกับโครงร่างกฎหมาย แต่ ส.ส.ฝ่ายค้านโต้แย้งข้อวินิจฉัยว่ามีสมาชิกแปรญัตติขัดกับหลักการร่าง 57 คน เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของประธานคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่ความเห็นของกรรมาธิการทั้งคณะ จึงไม่มีอำนาจมาตัดสินว่าคำแปรญัตติใดขัดกับหลักการกฎหมาย ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ทักท้วงว่าคณะกรรมาธิการไม่รับคำแปรญัตติของตน อ้างว่าส่งเกินเวลา 7 วัน แต่ในวันประชุมวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ช่วงที่เสนอกำหนดวันแปรญัตติองค์ประชุมไม่ครบ ถือว่ากระบวน การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ชอบมาตั้งแต่แรก

โห่ “ขุนค้อน” รวบรัดขอมติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมเกิดการถกเถียงกันไปมาในเรื่องนี้จนเสียเวลาไปอีกกว่า 2 ชั่วโมง ทำให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมช่วงนี้ กล่าวตัดบทว่า ที่ผ่านมาให้เกียรติสมาชิกหารือกันพอสมควรแล้ว ถ้าปล่อยให้พูดกันทุกคนก็ไม่ต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้ว จึงขอมติจากที่ประชุมเลยว่าคำแปรญัตติของทั้ง 57 คนที่ขัดกับหลักการของร่างและข้อบังคับการประชุม จะเอาอย่างไร ระหว่างนั้นนายอำนวย คลังผา ประธานวิปรัฐบาล เดินเข้าไปหารือกับนายจุรินทร์ แต่นายสมศักดิ์ประกาศว่าถ้ายังไม่อภิปรายก็จะขอมติเป็นยังไงก็เป็นกัน ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ตะโกนโห่ใส่ดังลั่นห้องประชุม แต่นายสมศักดิ์ยืนยันว่าตามข้อบังคับการประชุมข้อที่ 56 กำหนดให้เป็นอำนาจประธานที่จะวินิจฉัยกำหนดวันแปรญัตติ ขณะที่คำแปรญัตติใดขัดกับหลักการและข้อบังคับการประชุม จะต้องขอมติจากที่ประชุม ในที่สุดที่ประชุมมีมติว่าคำแปรญัตติของทั้ง 57 คนขัดกับหลักการร่าง ด้วยคะแนน 339 ต่อ 15 ไม่ลงคะแนน 16 งดออกเสียง 8

ชุลมุน ปชป.ผลักหน้าค้ำคอตำรวจสภา

อย่างไรก็ตาม ส.ส.ประชาธิปัตย์ยังคงโวยวายไม่ยอมรับผลการลงคะแนน และพากันลุกจากที่นั่งตะโกนโห่ฮารบกวนไม่ให้นายสามารถกล่าวรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการได้ นายสมศักดิ์จึงกล่าวเตือนว่าขอให้สมาชิกอยู่ในความสงบ ประชาชนทั้งประเทศดูอยู่ ขณะที่ตำรวจรัฐสภา 4-5 นายต้องเข้ามายืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังบัลลังก์ แต่ถึงจะกล่าวตักเตือนอย่างไร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ยอมหยุด จนนายสมศักดิ์ต้องนำค้อนขึ้นมาชู พร้อมกล่าวว่าช่วงหลังมานี้ไม่เคยใช้เลย วันนี้ขอใช้หน่อย แล้วทุบค้อนลงที่แป้น 3 ครั้ง ทำให้ตำรวจรัฐสภากว่า 10 คนเดินเรียงแถวเข้ามากลางห้องประชุมเพื่อควบคุมเหตุการณ์ ท่ามกลางความไม่พอใจของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โดยมี ส.ส.จำนวนหนึ่งเดินกรูเข้าไปต่อว่าตำรวจรัฐสภา โดยเฉพาะนายกุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปผลักที่หน้าและใช้มือค้ำคอจนเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ตำรวจรัฐสภาพยายามล็อกแขนนายกุลเดช เพื่อพาตัวออกจากห้องประชุม สร้างความไม่พอใจแก่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามกรูเข้ามาช่วยนายกุลเดช ระหว่างที่ชุลมุนอยู่นั้นนายกุลเดชใช้มือค้ำคอพร้อมกับฟาดมือเข้าไปที่บริเวณขมับซ้ายของตำรวจรัฐสภานายหนึ่ง

ตวาด “มึงกล้าทำผู้แทนฯ เหรอ”

นายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วิ่งเข้ามาผลักตำรวจรัฐสภาที่ล็อกตัวนายกุลเดช ทำให้ตำรวจรัฐสภาเข้ารวบตัวนายธานีเพื่อลากออกจากห้องประชุมไปด้วย แต่นายธานีขัดขืนต่อสู้ด้วยการใช้มือกดหัว ก่อนจะสะบัดตัวออกมายืนอยู่ในวงของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่พากันต่อว่าเจ้าหน้าที่ว่า “มึง...กล้าทำผู้แทนฯเหรอ” ตำรวจรัฐสภาจึงหยุดปฏิบัติการ ขณะที่ ส.ส.หญิงพรรคประชาธิปัตย์พากันกรีดร้อง แต่นายสมศักดิ์สั่งเสียงเข้มว่าถ้าทำไม่ได้ตนจะตั้งคณะกรรมการสอบฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยทำได้เพียงยืนดูและวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย เดินถ่ายคลิปเหตุการณ์และบรรยากาศอย่างละเอียด เมื่อบรรยากาศเริ่มบานปลายนายสมศักดิ์จึงกล่าวว่า ถ้ายังวุ่นวายนักขอให้ไปพักสงบสติอารมณ์ แล้วสั่งพักการประชุม 10 นาที ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์เริ่มคลี่คลายตำรวจรัฐสภาได้เข้าไปยกมือไหว้พร้อมขอโทษ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ด้วยความเกรงใจ

ตำรวจสภาบาดเจ็บโร่แจ้งความ

ต่อมานายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประจำตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร นำตัวนายจิราพันธ์ พรหมศิลา เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาที่ถูกทำร้าย ลงมาให้แพทย์ที่อยู่ประจำรัฐสภาตรวจอาการ พบว่ามีรอยแดงช้ำที่บริเวณขมับด้านซ้าย จากนั้นเดินทางไปแจ้งความไว้ที่ สน.ดุสิต ไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ นายวัฒนาเปิด เผยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา สั่งการให้นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวบรวมหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องประชุมรัฐสภา ที่เกิดเหตุความวุ่นวายระหว่างการประชุม จนเป็นเหตุให้ตำรวจรัฐสภา 1 นาย ถูกทำร้ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เพื่อนำไปประกอบการแจ้งความดำเนินคดี

ปชป.รุมสับ “ขุนค้อน” ลุอำนาจ

ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 4 คน ได้แก่ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส. ระยอง และนายกุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.อุทัยธานี ลงมาแถลงที่ห้องผู้สื่อข่าวชั้นล่าง ถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายในห้องประชุมรัฐสภา โดยตำหนิการทำหน้าที่ ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ว่าลุแก่อำนาจ ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม แต่ส่งสัญญาณให้ที่ประชุมลงมติ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะลงมติเรื่องอะไร รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกทราบข้อมูล ที่ถูกต้อง พร้อมใช้คำพูดท้าทายว่า “เป็นไงเป็นกัน” นำไปสู่การออกคำสั่งให้ตำรวจรัฐสภาทั้งหมดเข้ามาภายในห้องประชุม เพื่อเชิญตัว ส.ส.ออกภายนอก ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเข้าใจการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาที่ต้องทำตาม คำสั่งผู้บังคับบัญชา หากเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาคนดังกล่าวจะแจ้งความนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ทางพรรคจะไม่แจ้งความ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของประธานรัฐสภา

“กุลเดช” ยันไม่ได้ชกตำรวจสภา

ด้านนายกุลเดชกล่าวว่า ในระหว่างความวุ่นวาย ตนเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาจะเข้ามาลากตัว ส.ส.ของพรรค จึงเข้าไปพูดคุยว่าเป็นเรื่องภายใน แต่กลับถูกล็อกโดยไม่รู้ตัว จนเจ็บไหล่ และได้สะบัดแขน จึงหงายมือ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ อาจจะไปถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ยืนยันว่าไม่ได้ชก ขณะที่ตนก็มีรอยฟกช้ำบริเวณไหล่ หลังจากนี้จะให้แพทย์ตรวจ เพื่อลงบันทึกไว้ด้วย แต่คงจะไม่แจ้งความเอาผิด

พท.ได้ทีประณาม ปชป.ป่าเถื่อน

ต่อมานายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พฤติกรรมของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้เหมือนเป็นการประณามตัวเอง เมื่อเสียงส่วนใหญ่โหวตว่าการแปรญัตติของ ส.ส. 57 คนผิดหลักการข้อบังคับ แทนที่จะยอมรับ กลับแสดงพฤติกรรมเสพติดความป่าเถื่อน โห่ฮา หนักถึงขั้นทำร้ายเจ้าหน้าที่สภา เป็นการตีรวนซ้ำซากต่อเนื่องจากการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 จึงขอประณาม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ทำให้ภาพรวมของฝ่ายนิติบัญญัติและระบบรัฐสภาเสื่อมเสีย ตนจะรวบรวมหลักฐานยื่นประธานรัฐสภาตรวจสอบจริยธรรม และถ้าเข้าข่ายกฎหมายอื่นใดจะดำเนินการทั้งหมด “ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพจริยธรรม ไม่เห็นหัวประชาชน เป็นเผด็จการเสียงข้างน้อย กระทำสิ่งที่น่าละอาย ส.ส.พวกนี้ควรลาออกไปเสีย และขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทบทวนพฤติกรรมตัวเอง ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไปเถอะ ไปนำม็อบอย่างที่ท่านบอก วันนี้ปลาเน่ากลุ่ม ส.ส.ฝ่ายค้าน แต่ทำให้ ส.ส.รัฐบาลและ ส.ว.เหม็นกันไปหมด”

บช.น.ส่งตำรวจ 1 กองร้อยคุมเชิง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเกิดเหตุวุ่นวายในที่ประชุมรัฐสภา กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อยมาควบคุมสถานการณ์บริเวณหน้ารัฐสภา โดย พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า มาดูแลความปลอดภัย เพราะเกรงอาจมีปัญหาจากภายนอกเข้าไปผสมโรงกับปัญหาในสภา บช.น.มีศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว ไม่ได้มีคำสั่งพิเศษใด

“ชวน” เพลียขอวัดความดัน

มีรายงานข่าวว่า ระหว่างที่พักการประชุม ภายหลังเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในห้องประชุมนั้น นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประธานสภา ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เดินลงมาจากห้องประชุมไปที่ห้องพยาบาลประจำรัฐสภา พร้อมแจ้งกับเจ้าหน้าที่ ว่ารู้สึกเพลีย ต้องการขอวัดความดัน เมื่อเจ้าหน้าที่พยาบาลวัดความดันแล้ว ไม่มีอะไรผิดปกติ จึงให้ยาพาราเซตามอลแก่นายชวนไป 1 ชุด

ปชป.ป่วนจนต้องพักประชุมรอบ 2

ต่อมาเวลา 14.30 น. เปิดการประชุมรัฐสภาอีกครั้ง นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ขึ้นทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแทนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา แต่บรรยากาศในห้องประชุมยังไม่ดีขึ้น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขณะนี้ประธานรัฐสภาประสาน บช.น.ให้นำตำรวจปราบจลาจล 1 กองร้อย มาอยู่ที่หน้ารัฐสภาเพื่อควบคุมเหตุการณ์ จึงขอให้ประธานสั่งพักการประชุม เพื่อให้ตำรวจปราบจลาจลออกจากสภาไปก่อน มิเช่นนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ร่วมประชุมด้วย พร้อมกันนี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พากันรุมโห่และตะโกนต่อว่าประธานรัฐสภาใช้อำนาจข่มขู่สมาชิกรัฐสภา ซึ่งนายนิคมพยายามขอร้องให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในความสงบ โดยจะขอสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อน แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมหยุดโห่ และมี ส.ส.บางส่วน เช่น นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.กทม. นายจุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เดินไปยืนประท้วงหน้าบัลลังก์ บางคนก็เป่านกหวีดเสียงดังลั่นห้องประชุม บางคนก็ตะโกนว่า “เอาตำรวจข้างนอกมาขู่หรือ ถ้าตำรวจไม่พอ ก็เอาทหารออกมา” เมื่อนายนิคมเห็นว่าสถานการณ์จะบานปลายออกไป จึงสั่งพักประชุม 10 นาที เป็นครั้งที่ 2

โวยนำ ตร.ปราบจลาจลขู่ ส.ส.

หลังเปิดประชุมอีกครั้ง นายนิคมแจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้ไปตรวจสอบไม่มีตำรวจปราบจลาจลยืนเกะกะหน้าสภาแล้ว การที่ตำรวจปราบจลาจลมาที่รัฐสภา เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวตำรวจรัฐสภาเข้ามาภายในห้องประชุม จึงไม่มีใครดูแลความปลอดภัยหน้ารัฐสภา แต่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่พอใจบอกว่า แม้ตำรวจย้ายออกจากหน้ารัฐสภาไปแล้ว แต่เข้าไปอยู่ในเขาดินแทน ซึ่งนายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ช่วยชี้แจงว่า ไปคุยกับตำรวจปราบจลาจลแล้วทราบว่า มีคนแจ้งประสานให้มาดูแลความปลอดภัย เพราะในสภาควบคุมไม่อยู่ แต่ตนได้แจ้งให้ตำรวจกลับไปหมดแล้ว ตอนนี้มีตำรวจอยู่ในเขาดิน 50 คน ไม่ได้มาอยู่ในสภาแล้ว ขณะที่นายธีรชาติ ปางวิรุฬรักษ์ ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอย่างฉุนเฉียวว่า ต้องหาคนสั่งการมารับผิดชอบให้ได้ จะมาข่มขู่ ส.ส.ไม่ได้ ถ้ารู้ว่าใครเป็นคนสั่งการต้องถอดถอน

“เดียร์-กุ๊ก” เปิดศึกเชือดเฉือนคารม

จากนั้น น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ตำรวจมาดูแลความปลอดภัยที่รัฐสภาถือว่าถูกต้องแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนไม่มั่นใจในความปลอดภัย เพราะมีเสียงโหยหวนคล้ายเสียงชะนี ไม่รู้ว่าอยู่ในสภาหรือว่าอยู่สวนสัตว์ดุสิต จนมีเสียงฮือฮาในห้องประชุม ทำให้นายนิคมพูดทีเล่นทีจริงว่าขอให้ ส.ส.คนสวยนั่งลง แต่นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า ความสวยไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทุกเรื่อง สวยต้องมีสมองด้วย น.ส.ขัตติยาจึงลุกขึ้นแล้วมองไปทางนางนาถยาพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “เรื่องความสวยคงช่วยกันไม่ได้” เรียกเสียงหัวเราะลั่นห้องประชุม พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ว่าใครเป็นชะนี แต่มีเสียงโหยหวนจริงๆ นางนาถยาก็โต้กลับว่า “ความสวยของดิฉันถอยลงมาเยอะ แต่ที่นี่ไม่ใช่สภาโจ๊ก ไม่ใช่ละครเวที เราใช้สติปัญญาในการทำงาน ไม่ได้ใช้ความสวยทำงาน”

ขุนค้อนโร่ขึ้นบัลลังก์แจงปมร้อน

กระทั่งเวลา 16.00 น. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ขึ้นบัลลังก์มานั่งคู่กับนายนิคม เพื่อขอชี้แจงกรณีนำตำรวจปราบจลาจลมารักษาความปลอดภัยที่หน้ารัฐสภาว่า ได้เชิญตำรวจรัฐสภามาที่ห้องประชุมช่วงเกิดความวุ่นวาย ทำให้ไม่มีตำรวจรัฐสภาไปดูความเรียบร้อยรอบรัฐสภา ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัยรัฐสภาจึงตัดสินใจโดยใช้ดุลยพินิจเอง ประสานตำรวจ บช.น.มาดูแลความปลอดภัยรอบนอกสภาแทน เพื่อไม่ให้มีมือที่สามมาก่อความวุ่นวาย แต่ตำรวจไม่ได้เข้ามาในสภาเลย เมื่อชี้แจงเสร็จนายสมศักดิ์เดินลงจากบัลลังก์ไป

ส.ส.ปชป.ไม่พอใจฮือยืนประท้วง

อย่างไรก็ตามบรรยากาศในห้องประชุมก็ยังเป็นไปด้วยความวุ่นวายเหมือนเดิม เนื่องจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยืนประท้วงเกือบทั้งพรรค ขอให้หาตัวผู้สั่งการนำตำรวจปราบจลาจลมาดูแลความปลอดภัย ซึ่งนายนิคมพยายามไกล่เกลี่ยว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ และตัดบทเพื่อให้เข้าสู่การอภิปราย เพราะผ่านมา 7 ชั่วโมงยังไม่สามารถเริ่มอภิปรายในเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ยังคาใจ โดยระบุว่าหากยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องนี้ก็ไม่สามารถเริ่มประชุมได้ และยังคงประท้วงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดนายนิคมต้องสั่งพักการประชุมเป็นรอบที่สามในเวลา 16.45 น.

สองพรรคใหญ่เปิดคลิปบลัฟกัน

ต่อมาเวลา 17.20 น. ภายหลังเปิดการประชุมรอบสี่ นายสมศักดิ์ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยยืนยันว่าไม่ได้นำตำรวจมาจับ ส.ส. แต่เพื่อความ สบายใจของทุกฝ่าย จะมอบให้คณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎรไปตรวจสอบข้อเท็จจริง จากนั้นนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นำคลิปตำรวจ บช.น. เคลื่อนกำลังจากเขาดินข้ามมายังรัฐสภา มาเปิดในห้องประชุม โดยระบุว่า  มีการ เตรียมกำลังตำรวจไว้ก่อนแล้ว ไม่ได้เพิ่งประสานมา เป็นการลำเลียงกำลังเข้ามาช่วงที่มีปัญหาในสภาพอดี ขณะที่ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ตอบโต้ด้วยการเปิดคลิปที่ตำรวจรัฐสภา เข้ามาควบคุมเหตุการณ์ความวุ่นวายในห้องประชุม แล้วมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาค้ำคอตำรวจรัฐสภา หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายเปิดฉากตอบโต้กันไปมา แม้นายสมศักดิ์พยายามตัดบทให้เริ่มอภิปรายมาตรา 1 โดยเรียกให้นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นอภิปราย แต่ก็ถูก ส.ส.ประชาธิปัตย์ประท้วงทุกครั้ง ทำให้ยัง เริ่มต้นการอภิปรายไม่ได้

“บุญยอด” ปูดมีวงไฮโลข้างตึกวุฒิฯ

จนกระทั่งเวลา 19.15 น. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมา โวยวายว่า ขณะนี้มีการเล่นไฮโลอยู่ที่ข้างตึกวุฒิสภา ทราบมาว่า เป็นคนขับรถและคนติดตามของ ส.ส. เป็นชายฉกรรจ์จับกลุ่มประมาณ 20 คน ขอให้ไปตรวจสอบด้วย หลังจากนั้นยังมีการโต้เถียงกันไปมา ทำให้นายสมศักดิ์สั่งพักการประชุมเป็นรอบที่สี่ในเวลา 19.20 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายบุญยอดแจ้งเรื่อง การเล่นไฮโลต่อที่ประชุม ทำให้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาคนที่สอง ที่รับผิดชอบเรื่องการรักษา ความปลอดภัย เดินไปตรวจสอบบริเวณศาลาข้างตึก วุฒิสภา ซึ่งเป็นจุดที่ถูกระบุว่ามีการเล่นไฮโลกัน จากนั้นนายวิสุทธิ์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ไปตรวจสอบจุดที่ถูกอ้างถึงแล้ว พบมีแต่คนขับรถ 4 คน นั่งเล่นหมากรุกอยู่ เมื่อผู้สื่อข่าวยืนยันว่ามีการเล่นไฮโลและถือเงินกันอยู่จริง นายวิสุทธิ์ตอบว่า ถ้าเห็นอีกให้โทรศัพท์มาแจ้งตนทันที

บุกหน้าบัลลังก์ชี้หน้าด่า “ขี้ข้าทักษิณ”

หลังจากเปิดการประชุมอีกครั้ง บรรยากาศยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พยายามประท้วงไม่ให้เริ่มต้นอภิปรายมาตรา 1 แม้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานที่ประชุม ให้นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ใช้สิทธิอภิปรายต่อ แต่นายเทพไทกลับขอใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงเรื่องอื่น ทำให้นายสมศักดิ์ตัดสิทธิการอภิปราย แล้วให้นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายแทน แต่ระหว่างการอภิปราย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประท้วงตลอด จนนายวัชระกล่าวว่าไม่มีสมาธิอภิปราย เพราะมี ส.ส.หลายคนประท้วงอยู่รอบๆ ทำให้นายสมศักดิ์ตัดบทว่าไม่มีใครติดใจมาตรา 1 ถือว่าผ่าน และให้เริ่มอภิปรายมาตรา 2 นายเทพไทจึงประท้วงว่าทำเช่นนี้ไม่ได้ ผิดข้อบังคับการประชุม เพราะตนยังติดใจมาตรา 1 และหากประธานจะเป็น “ขี้ข้าทักษิณ” ก็เป็นคนเดียว ตนไม่ยอมเป็นขี้ข้าทักษิณด้วย ระหว่างนั้น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ราว 10 คน เดินไปหน้าบัลลังก์ ชี้หน้าต่อว่านายสมศักดิ์เป็นขี้ข้าทักษิณ ทำให้ตำรวจรัฐสภากว่า 20  คน รีบออกมายืนคุมเชิงรอบบัลลังก์ และทำให้นายสมศักดิ์สั่งพักประชุมเป็นครั้งที่ 5

ป่วนหนักเลื่อนไปประชุมวันรุ่งขึ้น

กระทั่งเวลา 20.15 น. เปิดการประชุมอีกครั้งหนึ่ง นายนิคมทำหน้าที่ประธานการประชุมแทนนายสมศักดิ์ และมีตำรวจรัฐสภายืนล้อมรอบบัลลังก์ ประธาน โดยนายนิคมตัดบทให้สมาชิกรัฐสภาลงมติ มาตรา 1 ขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยังประท้วงหน้าบัลลังก์ พร้อมตะโกนว่า “ขี้ข้า” แต่นายนิคมไม่สนใจและให้สมาชิกรัฐสภาลงมติทันที ผลการลง มติเห็นชอบตามกรรมาธิการด้วยคะแนนเสียง 330 ต่อ 6 ไม่ลงคะแนน 9 เสียง งดออกออกเสียง 6 เสียง ซึ่ง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้โหวตมาตราดังกล่าว และประท้วงอย่างต่อเนื่อง โดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.สรรหาต้องการให้หยุดการประชุม ขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ ส.ว.เลือกตั้งบางส่วนพยายามจะให้ดำเนินการประชุมต่อ ทำให้เกิดการโต้เถียงกัน ร่วมชั่วโมง กระทั่งนายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ปรึกษากับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมหารือกับนายสมศักดิ์แล้ว ซึ่งไม่ขัดข้องจะให้เลื่อนประชุม และให้วิป 3 ฝ่าย หารือกันในเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ส.ค. จากนั้นนายนิคมสั่งเลื่อนการ ประชุมในเวลา 21.40 น. พร้อมแจ้งว่าให้มาประชุมกันต่อในวันที่ 21 ส.ค. เวลา 09.30 น.

รัฐบาลเทียบเชิญ 69 คนร่วมวงปฏิรูป

ด้านความคืบหน้าการจัดเวทีปฏิรูปการเมืองที่นัดประชุมนัดแรกวันที่ 25 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ออกหนังสือเชิญผู้เข้าร่วมเวทีปฏิรูป 69 คน เป็นตัวแทนจากรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ นักวิชาการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชน เชื่อว่าจะมีผู้ตอบรับไม่ต่ำกว่า 40 ราย ในวันดังกล่าวมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะเจ้าภาพ จะเข้าร่วมเปิดเวที และอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าเก็บบรรยากาศในช่วงเริ่มการประชุมเท่านั้น เพราะต้องการให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ หากผู้สื่อข่าวอยู่ด้วย ผู้เข้าร่วมประชุมอาจรู้สึกเกร็งได้

ทอดสะพานถึง “อภิสิทธิ์-ชวน-สนธิ”

ต่อข้อถามว่าเชิญนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมหรือไม่ นายพงศ์เทพตอบว่า อยู่ระหว่างการประสานงาน หากนายอานันท์ในฐานะผู้มีประสบการณ์เข้าร่วมเวทีนี้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือเชิญผู้เข้าร่วมเวทีปฏิรูป 69 คนมีการเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน นายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช.

กปท.เดินสายชวนคนโค่นรัฐบาล

เมื่อเวลา 11.50 น. กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) นำโดย พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่ปรึกษาคณะเสนาธิการร่วม กปท. พร้อมมวลชนกว่า 100 คน เดินรณรงค์ในย่านสีลมเพื่อชักชวนคนให้ออกมาชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร่วมกับ กปท. มีการแจกใบปลิวชี้แจงเหตุผลการเคลื่อนไหว พร้อมโจมตีการบริหารงานของรัฐบาล โดย น.ต.ประสงค์กล่าวว่า ระบอบทักษิณมีอยู่จริง ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ขณะที่การเคลื่อนไหวนอกสภาของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นสิ่งดี และถูกต้องที่นักการเมืองออกมาต่อสู้กับประชาชน อย่าไปคิดว่าอะไรก็ต้องอยู่แต่ในสภา พรรคประชาธิปัตย์ควรออกมาต่อสู้กับประชาชน เพราะไม่มีกฎหมายฉบับไหนห้ามนักการเมืองมาเคลื่อนไหวร่วมกับมวลชน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คุณอาจสนใจข่าวนี้