ข่าว
100 year

กระแส 'พระวิหาร'...ฟีเวอร์ ศึกใหญ่'ไทย-เขมร'ลงท้าย ใครสมหวัง?

ไทยรัฐออนไลน์22 เม.ย. 2556 05:30 น.
SHARE

กลายเป็นกระแส…ฟีเวอร์ มาแรงสุดๆ ในช่วงนี้จนเป็นที่กล่าวขานกันในสังคม กับกรณีทีมทนายความไทย 5 คน นำโดย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมทีมทนายต่างชาติ เข้าชี้แจงต่อศาลโลกและหักล้างข้อกล่าวหาของกัมพูชา ในคดีประวัติศาสตร์ กัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาขอบเขตปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 แล้วสถานการณ์ก็สร้างวีรบุรุษ-วีรสตรี เมื่อปรากฏชื่อทนายความหญิงคนดัง กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศไปในชั่วข้ามคืน น.ส.อลินา มิรอง ผู้เชียวชาญด้านแผนที่ ลูกครึ่ง โรมาเนีย-ฝรั่งเศส ขึ้นให้การต่อศาลโลกประเด็นแผนที่ร่วมกับนายวีรชัยและทนายความคนอื่นอย่างยอดเยี่ยม จนทำให้คนไทยทั้งประเทศมั่นใจ และมีความหวังว่าเราไม่น่าจะแพ้คดีอีกเหมือนเมื่อ 51 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ทีมทนายความของไทยได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในการขึ้นชี้แจงและหักล้างข้อต่อสู้ของฝ่ายตรงกันข้ามต่อศาลโลกเสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา และวันนี้เตรียมเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรายงานผลการสู้คดีแล้ว ก็จะได้เร่งดำเนินการกำหนดขอบเขตปราสาทพระวิหารของฝ่ายไทยเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อส่งให้กับผู้พิพากษาศาลโลก ภายในวันที่ 26 เม.ย.นี้ต่อไป


สำหรับคำตัดสินของศาลโลกที่จะออกมา คาดกันว่าน่าจะอยู่ในช่วงปลายปีนี้ ระหว่างเดือน ต.ค.-พ.ย. หรืออาจเร็วกว่านั้น มี 4 แนวทางคร่าวๆ  คือ 1. ศาลโลกยกคำร้อง เนื่องจากศาลโลกไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดี 2. ศาลโลกพิพากษาให้ใช้แนวเขตเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไทย ได้คืนพื้นที่ให้กัมพูชาตั้งแต่ปี 2505 3. ศาลโลกให้ขยายเขตพื้นที่รอบตัว “ปราสาทพระวิหาร” ให้แก่กัมพูชา 4. ศาลโลกให้ใช้เส้นเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนตารางกิโลเมตร ที่ประเทศฝรั่งเศสได้กำหนดขึ้นเอง

ขณะที่การต่อสู้กันระหว่างการให้ถ้อยแถลงทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ตลอด 5 วัน ระหว่าง 15-19 เม.ย.ที่ผ่านมา ดุ เด็ด เผ็ด มัน! แค่ไหน เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศคงได้รับชม และรับฟังจากการถ่ายทอดสดทั้งทางโทรทัศน์-วิทยุ กันไปแล้ว และสิ่งที่เป็นคำถามตามมาที่ยังติดอยู่ในใจพร้อมทั้งเป็นที่กังวลของคนไทยทุกคน คือ สุดท้ายแล้วใครจะเป็นฝ่ายชนะ ไทยจะเสียดินแดน 4.6 ตร.กม.หรือไม่? แล้วถ้าถึงขั้นเลวร้ายที่สุดเกิดต้องเสียขึ้นมาจริงๆ ไทยจะทำอะไรได้บ้าง

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาไขข้อข้องใจนี้ เราไปดูกันเลยดีกว่า...



-หากไทยหรือกัมพูชาชนะคดี ในความเห็นของอาจารย์ จะเกิดผลได้-ผลเสีย หรือว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศไทยหรือไม่?

คิดว่าถ้าปัจจุบัน ถือว่ายังไม่ใกล้สักทีเดียว โดยหลักการคงใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งคือว่า คำชี้ขาดในการตีความ คงจะออกจากศาลโลกก่อนสิ้นปีนี้ อย่างน้อยก็น่าจะออกก่อนเทศกาลคริสต์มาส  ทีนี้ โอกาสที่ฝ่ายไทยคาดหวังว่า ศาลฯจะไม่รับตีความ โดยบอกว่าศาลไม่มีอำนาจ ผมคิดว่า น่าจะเลยแล้ว เราเองก็เคยสู้ประเด็นนี้ ในปี 2505 แต่ศาลก็ยืนว่า ศาลมีอำนาจ สิ่งที่น่ากังวล คือ ถ้าเราดูการสู้คดี เรื่องเส้นเขตแดนในศาลโลก ส่วนใหญ่จะตกด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ โอกาสที่จะตัดสินเป็นกลางๆ ไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้น คำตอบก็จะเป็นปัญหา คือ ใครได้ ถ้าสมมติคิดตามตัวแบบที่เราเคยเห็นมาก่อน

คิดว่า ไม่ว่าไทยได้หรือกัมพูชาได้ ก็มีปัญหาทั้งขึ้นทั้งล่อง วันนี้ประเด็นเขาพระวิหารไม่ใช่เรื่องตัวปราสาทฯ แต่มันกลายเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี เรื่องความรู้สึกรักชาติ คือ มันถูกผนวกกับเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องของตัวปราสาท เพราะที่จริงปัญหาเรื่องตัวปราสาทจบไปตั้งแต่ปี 2505 แล้ว แต่คงต้องยอมรับว่า สำหรับคนส่วนหนึ่ง ที่อาจจะคลาดเคลื่อนเรื่องเวลา ไม่เชื่อว่า ปี 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา คนอีกส่วนหนึ่ง อาจจะเชื่อโดยอะไรก็แล้วแต่ ว่าเราเพิ่งเสียปราสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชาเมื่อไม่นานนี้เอง อะไรทำนองนั้น



- ส่วนตัวปราสาท ฟังจากคำถ้อยแถลงของฝั่งกัมพูชา หรือฝั่งของไทยเอง ก็ยอมรับว่า ตัวปราสาทเองเป็นของกัมพูชา แต่ว่าที่เป็นปัญหาคือพื้นที่ทับซ้อน ตรง 4.6 ตร.กม.?

อย่างที่พูด สำหรับคนส่วนหนึ่งยังไม่ไปถึง 4.6 ตร.กม. คือ ยังเป็นทั้งพื้นที่ 4.6 บวกตัวปราสาทอีก เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นตัวปัญหา ซึ่งทำให้เห็นชัดอย่างหนึ่งก็คือเรื่องนี้ มีปัญหาความรับรู้และเรื่องข้อเท็จจริงซ่อนอยู่ เรายอมรับประเด็นเก่าๆ มากน้อยเพียงใด ปัจจุบันเราอาจจะมองจากฝ่ายไทยว่า พื้นที่ 4.6 เป็นพื้นที่ทับซ้อน แต่ฝั่งกัมพูชาเขาไม่ยอมรับว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากแผนที่ภาคผนวก 1 ที่กัมพูชาเคยใช้ในศาลโลกตอนปี 2505 ตัวเส้นเขตแดนมันอยู่คนละแนว กับสิ่งที่ฝ่ายไทยเชื่อว่า แนวเส้นเขตแดนอยู่ที่ "สันปันน้ำ"

ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาที่ยึดถือแผนที่ภาคผนวก 1 นั้น เชื่อว่าเส้นเขตแดนมันล้ำเข้ามา ไม่ใช่อยู่ที่สันปันน้ำ แต่ล้ำเข้ามาในส่วนที่เป็นพื้นที่ของไทย ถ้าพูดอีกอย่างก็คือ ล้ำเข้ามาเป็นเวิ้งใหญ่พอสมควร ถ้าดูพื้นที่ก็คือพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ฉะนั้นวันนี้กัมพูชายื่นศาลโลกให้ตีความว่าในปี 2505 ที่มีการตัดสินว่า ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชาว่า มีพื้นที่ข้างเคียงมากน้อยเพียงไร คำตอบพื้นที่ข้างเคียงกินความเท่ากับพื้นที่ 4.6 ตามแผนที่ภาคผนวก 1 หรือจะกินความเพียงแค่พื้นที่ที่ไทยเคยลากเส้นตอนปี 2505 ให้แก่กัมพูชา อันนี้คือปัญหาใหญ่ ณ ปัจจุบัน



-ข้อต่อสู้ของไทยบอกว่า ศาลโลกเองในปี 2505 ก็ไม่ได้บอกว่า ให้ยึดตามแผนที่ภาคผนวก 1 ทั้งหมด เพราะไม่งั้นเราอาจเสียดินแดนเป็นล้านไร่?

จริงอยู่ว่า ศาลโลก ไม่ได้ชี้แนวเส้นเขตแดนในปี 2505 แต่สิ่งที่ต้องคิดเหมือนกันก็คือ ศาลโลกในปี 2505 ถือเอาแผนที่ภาคผนวก 1 เป็นเอกสารหลักในการตัดสิน ซึ่งอันนี้คำถามก็คือว่า มีนัยของเรื่องเส้นพรมแดน ระหว่างไทยกับกัมพูชาหรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นที่ต้องตามดูกัน ถ้าเกิดยึดพื้นที่ตามภาคผนวก 1 แล้วไทยจะต้องเสียดินแดนเป็นล้านไร่จริง แน่นอนว่าประเทศไทยไม่ยอมแน่นอน มันก็คงต้องรบกันและจะเกิดปัญหา? หรือถ้าฝั่งกัมพูชาไม่ได้ แล้วพื้นที่ตรงนี้เป็นของไทยหมด แบบนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ผมเองก็ยังนึกไม่ออกว่า โอกาสที่ศาลโลกจะตัดสินออกมาแนวกลางๆ เป็นไปได้มากน้อยเพียงไร

-เป็นไปได้หรือไม่ว่า ศาลอาจตัดสินให้ไปตกลงกันเอง ในเมื่อมี MOU43 เป็นกลไก ในการที่จะไปคุยกันอยู่แล้ว แล้วที่ผ่านมา บางส่วนของเส้นเขตแดนก็ยึดตามสันปันน้ำ พอมาเจอปราสาทพระวิหารก็เลยเป็นปัญหา?

ยังเป็นข้อถกเถียงที่ไม่จบ แล้วที่สำคัญ เราไม่เคยเห็นศาลโลกตัดสินอย่างนั้น อย่างที่ผมเสนอ คือ เป็นคำตัดสินที่ 2 ฝ่ายได้ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้หมด ฝ่ายหนึ่งเสียหมด ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจะกลายเป็นปัญหาในตัวของมันเอง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องตามดู แถลงเสร็จแล้วจะคิดตีความเอาเองว่า เราชนะ เขาแพ้ หรือเราแพ้ เขาชนะ ที่จริงก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เพราะต้องคิดอีกอย่างหนึ่งว่า ศาลโลกไม่ใช่ศาลภายใน เพราะฉะนั้น กระบวนการบางอย่างอาจไม่ตรงกับที่เราคิด ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ นั่งมองเรื่องนี้ด้วยความมีสติ ใช้ภาษาง่ายๆ คือ ใจเย็น แล้วค่อยรอดูกันไป


-ถ้าอาจารย์ติดตามดู จากที่ทั้งไทยและกัมพูชาที่สู้กันด้วยเหตุและผล ต่างฝ่ายต่างยกข้อมูลต่างๆ มาสู้กัน มองดูแล้วใครน่าจะมีน้ำหนักมากกว่า หรือว่าพอๆ กัน?

ตอบยาก เพราะว่ามันไม่ใช่ปัญหาน้ำหนัก ปัญหาอยู่ที่การหักล้างสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างเสนอ วันนี้ถ้าเราดูสิ่งที่รัฐบาลไทยพยายามทำก็คือ รู้ว่าของกัมพูชาตัดสินใจเอาแผนที่และใช้ภาคผนวก 1 ขึ้นมาเป็นประเด็น เราก็ต้องสู้พยายามหักล้างน้ำหนักของหลักฐาน ซึ่งต้องดูกันต่อไป เพราะเป็นคำถามที่ตอบยาก หรือเป็นสิ่งที่ตอบยากว่าแนวโน้มใครได้เปรียบกว่ากัน คิดว่ามันไม่ง่าย

-ถ้าอนาคตข้างหน้า ศาลโลกตัดสินให้ฝ่ายเราแพ้หรือเสียเปรียบ อย่างที่มีนักวิชาการออกมาพูดๆ กัน เรื่องอาจถึงที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ UN เพราะถ้าไทยไม่ยอม แล้วเกิดรบกันขึ้นมา ทางกัมพูชาไปร้องเรื่องก็ต้องถึง UN ?

ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ปัญหาอาจจะต้องถูกยกระดับเกิดจากพื้นที่ข้อพิพาท เมื่อมีข้อพิพาทมากๆ ก็อย่างที่เราเห็นในหลายพื้นที่ของโลก ก็จะกลายเป็นประเด็น ที่มีการนำเอาเรื่องนี้เข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ถ้าคณะมนตรีฯ มีความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องดูกันต่อ ก็หวังว่าจะไม่ถึงจุดนั้น เพราะจะกลายเป็นชนวนบาดหมาง ไม่ใช่ของคนรุ่นเราเท่านั้นนะ แต่คิดว่าจะเป็นชนวนบาดหมางใจของคนรุ่นลูก รุ่นหลานต่อไปอีกนาน แล้วที่สำคัญ จะทำให้การเป็นประชาคมอาเซียนของเราที่กำลังเดินไปในปี 2558 กลายเป็นปัญหา คือจะเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว ยังทะเลาะกันไม่จบ


-อาจารย์คงเคยได้ยินว่า ถ้าเกิดเรื่องถึง UN แล้ว อย่างที่ทราบกัน การเมืองระหว่างประเทศ ต้องมีการล็อบบี้กันอยู่แล้ว ถ้าเราโน้มน้าวให้ 5 ชาติมหาอำนาจ หรือชาติใดชาติหนึ่ง ให้เขา Veto ให้เรื่องมันตกกลับไปที่เดิม เป็นไปได้มั้ย?

เรื่องอาจจะตกกลับไปที่เดิม แต่จะเกิดปัญหา คือ กลายเป็นข้อพิพาท ผมคิดว่าต้องคิดอย่างหนึ่งว่าการที่มหาอำนาจเขาจะ veto ให้ จะเป็นเรื่องที่เขามีส่วนได้ส่วนเสียใหญ่หรือไม่? อันนี้ก็ต้องถามต่อว่า ถ้าเกิดกรณีพิพาท ถึงขั้นใช้กำลังรบกัน พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นจุดที่เป็นผลประโยชน์ใหญ่ ของ 5 มหาอำนาจไหม มันก็คิดได้ แต่ก็ยังคาดหวังว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันก็ยังไม่มีมหาอำนาจชาติใดอยากเห็นสงครามระหว่าง ไทย กับ กัมพูชาเกิดขึ้น เพราะอย่างน้อยต่างก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาคมอาเซียน

-อย่างที่อาจารย์พูดไว้ ถ้าไปยึดตามเส้นเขตแดน ตามแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งอนาคตเห็นชัดเจนเลยว่า ไทยอาจจะเสียดินแดน เป็นล้านๆ ไร่หรือไม่? ซึ่งคงไม่มีใครยอม

ก็เป็นปัญหาอย่างที่บอกว่า สุดท้ายมันหาจุดลงไม่ง่าย แต่ถ้าคิดอีกทีแนวเส้นเขตแดน ผมคิดว่ามันสู้กันเป็นเรื่องๆ ไม่ได้หมายความว่าตรงนี้เสร็จแล้ว จะเอาผลตรงนี้ไปตัดสินแนวเขตทั้งแนวได้ คิดว่าไม่ใช่อย่างนั้น เราคิดว่าถ้าตรงนี้พื้นที่บนบก แนวของตัวปราสาทพระวิหารลากไปมีผลจนถึงแนวเส้นเขตแดนในทะเลก็คงไม่ใช่ หรือจะกระทบกับแนวเส้นเขตแดนบนบกส่วนอื่น ก็ไม่ใช่  ต้องขึ้นอยู่กับว่า ตัวแผนที่กับข้อตกลงในแต่ละส่วน

 

จริงๆ คงต้องรื้อมาดูกันทั้งแนว อันนี้เป็นปัญหาระยะยาว ต้องยอมรับว่า ในกรณีพื้นที่ส่วนอื่นใช้สันปันน้ำ เนื่องจากแผนที่กับข้อตกลงตรงกัน แต่กรณีพื้นที่ระหว่างพนมดงรัก เฉพาะส่วนตรงนี้ (เขาพระวิหาร) เส้นระบุแผนที่กับคำในสนธิสัญญาไม่ตรงกันก็ต้องแยกเพราะคนละเรื่อง ส่วนอื่นถ้าตรงกันก็ยุติกันไป จะเอามาเป็นเรื่องเดียวกันไม่ได้...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้