ข่าว
100 year

คดี"เขาพระวิหาร"เสี่ยงทำเมืองไทย ฉลอง'สงกรานต์'ร้อน

ไทยรัฐออนไลน์13 เม.ย. 2556 12:00 น.
SHARE

การเมืองร้อน แข่งกับภาวะอากาศ ในช่วงวันหยุดยาวฉลองเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2556 (ปีมะเส็ง) คงไม่มีเรื่องใดที่น่าสนใจและร้อนแรง และอยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนคนไทย เท่าการที่ประเทศไทย จะต้องไปขึ้นศาลโลก ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 15-19 เม.ย.นี้ เพื่อไปต่อสู้คดีเขาพระวิหาร กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา

ถึงแม้รัฐบาลยืนยันว่า ทีมต่อสู้คดีฝ่ายไทย ที่นำโดย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศธ. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมตรีและรมว.ต่างประเทศ รวมไปถึง นายวีรชัย พลาศรัย หัวหน้าทีมกฎหมาย จะมั่นใจในความพร้อม และถ้อยแถลงของฝั่งไทย ที่จะนำไปแถลงต่อศาลโลก มีเป้าหมาย ชี้ ให้ศาลโลก เห็นว่า ศาลไม่มีอำนาจตีความ ในคดีที่กัมพูชายื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา ปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 ก็ตาม แต่คงอดไม่ได้ที่คนทั้งชาติจะแสดงความเป็นห่วง เพราะเกรงกันว่าจะเป็นการนำไปสู่การเสียดินแดนของประเทศอีกครั้ง


ถึงแม้ ที่ผ่านมาจนถึงในขณะนี้ การเมืองหลายๆ เรื่อง จะมีความน่าสนใจ และต้องเฝ้าติดตามกันอย่าง ชนิดตาห้ามกะพริบก็ตาม ทั้งเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ที่ผ่านสภาในวาระ 1 ขั้นรับหลักการไปแล้ว หรือแม้แต่ การแก้ไข รธน.รายมาตรา ทั้งมาตราเจ้าปัญหา อย่าง ม.68 หรือ จะเป็น ม.190,237 ถึงแม้ทุกเรื่องมีความสำคัญ

แต่ต้องยอมรับว่า ถึงนาทีนี้คงไม่มีเรื่องใด น่าสนใจ และทำให้คนทั้งประเทศ มีความกังวลใจได้มากเท่า กรณีเขาพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. นั่นเพราะ เกี่ยวพันถึงอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน สุ่มเสี่ยงที่ไทยอาจต้องสูญเสียพื้นที่ เพิ่มมากขึ้น  ถึงขนาดที่รัฐบาลต้องสั่งให้มีการแปลคำแถลงกันแบบคำต่อคำ ให้ประชาชนได้รับฟัง เพราะเกรงกันว่า หากปล่อยให้แปลความกันเอาเอง สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้แล้วมันจะยุ่ง เปรียบกลายเป็นเหมือน น้ำผึ้งหยดเดียว 

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในส่วนที่รัฐบาล จะให้มีการแปลถ้อยแถลง การต่อสู้คดีเขาพระวิหาร แบบคำต่อคำ ผ่านการถ่ายทอดสดนั้น เห็นว่า อาจไม่ค่อยได้ประโยชน์มากนัก เพราะปกติแล้ว หากคนฟังไม่ได้มีพื้นความรู้ แล้วก็ไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ ก็น่าจะมีอีกคนที่จะสรุปประเด็นสำคัญ แล้วคงจะใช้เวลาพอสมควร เพราะส่วนใหญ่คงไม่ได้ฟังตลอด แปลคำต่อคำอย่างเดียวไม่มีการสรุปรวบประเด็น คนฟังอาจสับสนเล็กน้อย เพราะว่ามันจะยาว และอันที่ 2 คนที่เชี่ยวชาญแปลเรื่องนี้จริงๆ ในเมืองไทย มีไม่มากต้องใช้ความสามารถสูง คงต้องมีการสลับกันแปล ผมคิดว่า แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศแปลเอง กำลังเจ้าหน้าที่ก็มีไม่มาก ส่วนตัวเห็นว่า น่าจะตั้งศูนย์ข่าวให้สำนักข่าวโทรมาเช็กเองด้วยว่า มีความสงสัยตรงไหน  เพราะแม้กต.แปลไปแล้ว ส่งให้สำนักข่าวเอง ก็ยังมีโอกาสคลาดเคลื่อนอยู่ดี อย่าว่า แปลจากภาษาฝรั่งเศสมาเป็นไทยเลย ขนาดภาษาไทยเองยังมีการคลาดเคลื่อน ถ้าไม่มีสรุปแจกให้สำนักข่าว บางทีก็ยังคลาดเคลื่อนเลย



แต่การถ่ายทอดสดก็ดีนะ เพราะจะทำให้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคน ได้ฟังทั้งแบบ ภาษาฝรั่งเศส และฟังเป็นภาษาไทยด้วย แต่ถึงจะมีการแปลและสรุปความ ส่งให้นักข่าวผมว่า มันก็ยังคาดเคลื่อนอยู่ดี ควรมีสายด่วน ฮอตไลน์ โดยเฉพาะ คือ ก่อนที่จะกระจายข่าวออกไป ก็สอบถาม หรือ ส่งให้กับกระทรวงการต่างประเทศดูก่อน อันนี้น่าจะช่วยได้เยอะ เพราะบางอย่าง บางกรณี บางคำที่ศาลสั่งออกมา

ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า การชี้ให้เห็นว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจตีความคำตัดสินเมื่อปี 2505 เป็นแนวทางเดิม ที่ต้องชี้แจงให้ศาลโลกได้เห็นอยู่แล้ว แต่ต้องเพิ่มเติมในอีกบางประเด็น เช่น ศาลเองอาจยืนยันว่า ศาลมีอำนาจในการตีความ เราก็ต้องสู้ไป ถ้าเราไปสู้เรื่องนี้อย่างเดียว หากศาลยืนยันว่า มีอำนาจตีความได้ ทางเลือกเราก็จะน้อยลงว่าจะรับอำนาจของศาลหรือไม่ เข้าใจว่า จากที่ศาลโลกเคยตัดสินกรณีพิพาทลักษณะนี้ ที่มีคู่กรณีระหว่างกัน ถึง 200-300 คดีที่ผ่านมา ที่ศาลไม่รับอำนาจตีความ แค่ 20-30 คดีเท่านั้น

ในทางปฏิบัติในครั้งนี้ มันไม่ง่าย คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายจะมีเวลาแถลงถ้อยคดีไม่เกิน 4 วัน แต่ละฝั่ง ได้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่ง ผมก็ไม่แน่ใจว่า รัฐบาลเขาวางแผนถ่ายทอดสดทั้ง 6 ชม.ครึ่ง ซึ่งยาวมาก หรือไม่ ดังนั้น น่าจะมีการสรุปเป็นระยะๆ ไป แล้วถ้าฝั่งกัมพูชาแถลงอีก 6 ชม.ครึ่ง เราจะแปลด้วยหรือไม่ ถ้าแปลด้วยก็ยาวมาก ทั้งนี้ในรอบ 100 ปี ที่ผ่านมา ศาลโลก พิจารณาคดีมาแล้ว 112 คดี แล้วมีประมาณ 27 คดี ที่คู่กรณีไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ประเด็นของเรา คือ ถ้าไทยสู้ว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจตีความ แต่ศาลบอกมีอำนาจขึ้นมา สมมติว่า ถ้าศาลเดินหน้าที่จะตีความเลย แล้วไทยเราจะปฏิเสธหรือเปล่า  อีกประเด็นคือ หลายคนก็คิดว่า มันต้องสู้กันในคดีอื่นๆ ด้วย ที่กต.เขาเตรียมก็ต้องให้น้ำหนักมากขึ้น ที่จะชี้ให้ศาลโลกเห็นว่า หลักฐานกัมพูชามีอะไรบ้างที่คลาดเคลื่อน ความจริงเราน่า จะใช้โอกาสนี้ ร้องขอความเป็นธรรม เอาตั้งแต่คดีแรกเลย ซึ่งกต.ก็เตรียมไว้เหมือนกัน



อีกประเด็น พฤติกรรมกัมพูชานั้นผิดปกติมาก คือ มีการใช้กำลังเข้ามาตามแนวชายแดนของเรา เพื่อที่จะยกเรื่องนี้เข้าสู่ศาลโลก เรื่องนี้ศาลก็น่าจะเห็น เราก็ต้องใช้โอกาสนี้ ชี้แจง ให้ชาวโลกได้เห็นว่า ทางกัมพูชา ตั้งใจเตรียมการที่จะใช้ศาลโลกในการที่จะรุกรานดินแดน ทั้งทางกฎหมาย และใช้กำลัง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเขาเล็งเห็นแล้วว่า ภายในเราอ่อนแอ และไม่เป็นเอกภาพ ทั้ง 3 เรื่องนี้ ผมเห็นว่า น่าจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน ให้ชาวโลกเห็นว่า จริงๆ เป็นเช่นไร

 

1. เราชี้ว่า ศาลไม่มีอำนาจตีความ อันนี้เป็นข้อกฎหมายจริงๆ 2.คือ มันมีเอกสารความเท็จอย่างไรที่ศาลโลกเคยถูกกัมพูชาหลอกมาแล้ว แล้วปัจจุบันเขาก็ทำอย่างนั้นอีก ดังนั้นศาลก็ไม่ควรไปหลงกลกัมพูชา ประเด็นที่ 3. ตรงไปที่กัมพูชาเลยว่า ทางกัมพูชาวางแผน และต้องการยึดครองพื้นที่นี้มานานแล้ว พูดง่ายๆ ว่า ไม่ชอบมาพากล ในการใช้ทั้งทางการเมือง การทูต ทางกฎหมายระหว่างประเทศ สร้างเรื่องเท็จขึ้นมา แล้วรัฐบาลไทยในอดีต ก็ได้ประท้วงแล้วว่า กัมพูชาได้เตรียมการบางอย่าง แล้วส่งกำลังเข้ามา แล้วมาอ้างว่า เรารุกรานเขาแล้ว ร้องให้สหประชาชาติมาดูแล

"ที่เราเสียเปรียบที่สุด คือบรรดาสมาชิกศาลนั้น ส่วนใหญ่เป็นมหาอำนาจและเคยเป็นมหาอำนาจ เพราะฉะนั้น หลักฐานก็เอนเอียงไปทางฝรั่งเศสอยู่มาก อันนี้เป็นข้อที่เราเสียเปรียบที่ทำให้หลายคนไม่อยากให้ไปศาล ก็ต้องให้คนไทยได้รับทราบ ว่าโอกาสที่มันจะพลิกผันได้ ซึ่งไทยเราก็มีสิทธิ์ที่จะไม่รับอำนาจนั้น หากศาลตัดสินให้ฝั่งเราเสียเปรียบ แต่พอไม่รับอำนาจ ทางกัมพูชาก็จะเดินหน้า ร้องให้สหประชาชาติบังคับ ซึ่งการบังคับนั้น ก็ต้องไปที่ คณะมนตรีความมั่นคง เพราะลำพังศาลเองไม่มีกำลัง แล้วพอไปที่คณะมนตรีความมั่นคง เราก็ต้องใช้เสียงวีโต้ของ 1 ใน 5 ชาติมหาอำนาจให้คดีตกไป แม้เชื่อว่า อาจทำได้ไม่ยากนัก เพราะ 5 เสียงในคณะมนตรีหากมีเสียงไม่เห็นด้วย หรืออาจแม้งดออกเสียง เรื่องมันก็ตก แต่ที่ตามมานั้นคือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ยิ่งร้าวฉาน  ขณะเดียวกันชาวโลกอาจมองว่า เราเกเร เป็น "ขี้แพ้ชวนตี" ประเด็นนี้ถ้าประเทศเป็นมหาอำนาจ ไม่เท่าไหร่ เพราะทำอะไรได้เยอะ แต่สำหรับไทย เชื่อว่าน่า จะเจอแรงกดดัน จากหลายประเทศมาต่อรอง พูดง่ายๆ คือ ก่อนที่จะมีการวีโต้ จะมีการประณาม มีการต่อรองกัน เพื่อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ถ้าเราเป็นฝ่ายแพ้" ดร.ปณิธาน กล่าว...

แต่หลายคนก็คิดว่า ศาลน่าจะออกตรงกลางๆ คือไม่ตัดสินเรื่องนี้ แต่อาจมีเงื่อนไขให้ทั้ง 2 ประเทศไปจับมือเพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง เพราะเชื่อว่าศาลเองก็ไม่อยากจะรับ  และถ้าให้ทาย ศาลเองก็คงไม่ชอบรับฟังเท่าไหร่ที่จะไปบอกว่าศาลไม่มีอำนาจ ไม่เช่นนั้นจะมีศาลโลกไว้ทำไม เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้คู่กรณียอมรับอำนาจศาลทั้ง 2 ฝ่ายเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะถ้าคู่กรณีไม่ยอมรับ ศาลเองก็ไม่รู้ทำอย่างไร อาจทำให้หมดความเชื่อถือไปเยอะ

ในรอบ 100 ปี คดีที่ศาลโลกตัดสินไปแล้ว มีคู่กรณี ไม่ยอมรับอำนาจศาลถึง 27 คู่ ศาลเองก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างดีไทยเราก็อาจถูกประณามเท่านั้น แต่อีกฝั่งก็จะไปบอกโลกว่า เราเกเร อันนี้เป็นปัญหามาก เพราะเราจะไม่ยอมเสียพื้นที่ข้างปราสาทไปอีก เราเสียปราสาทไปแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ เชื่อว่าจะคิดอย่างนั้นแน่  นอกจากศาลจะต้องไปบังคับตรงกลางๆ คือให้ไปเจรจาตกลงกัน บังคับให้ถอยไปทั้งคู่ แล้วไปเปิดพื้นที่ให้มีการพัฒนา ในลักษณะไม่มีการยึดครองพื้นที่ ก็ต้องรอดูคำตัดสิน ปลายปีนี้ ราวเดือน พ.ย.  ผมว่า ศาลคงจะดูท่าทีเราชี้แจงในช่วง 15-19 เม.ย.นี้ว่า เราเข้มข้นขนาดไหน

ส่วนกรณีทั้ง 2 ฝ่าย อาจมีการล็อบบี้ให้เสียงตัดสิน โน้มเอียงเข้าข้างตัวเอง จะเป็นไปได้ไหม ไทยเองก็ต้องระวังด้วยหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ปกติการเมืองระหว่างประเทศก็มีการล็อบบี้กันอยู่แล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีการโน้มน้าวให้ศาลเห็นข้อมูลฝ่ายเราให้มากที่สุด แต่ว่าไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติระหว่างประเทศ แต่ถ้าคิดกันถึงขั้นไปให้ผลประโยชน์อะไรองค์คณะศาลโลก มันคงไม่ง่าย


ส่วนตัวเห็นว่า ทางกัมพูชาเอง ก็เสียเปรียบในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะใครๆ ก็รู้ว่า แผนที่ฝรั่งเศส มันไม่เป็นธรรม คือไม่ต้องอธิบายขึ้นศาลหรอก ชาวบ้านก็รู้ มันเกิดขึ้นในยุคล่าอาณานิคม มันยอมรับยาก เพราะตอนนี้หมดยุคล่าอาณานิคมแล้ว จะมายึดอีกทำไม นี่ก็น่าเป็นเหตุผล ที่ทางกัมพูชาเอง ก็ทราบ และไม่ได้เคลื่อนไหวอีกตั้งแต่หลังปี 2505 เขาคิดว่าเขาได้ไปเฉพาะตัวปราสาทไปก็คุ้มแล้ว แต่มาช่วงหลังๆ มันมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ อย่างวิวัฒนาการมรดกโลก อีกเรื่องคือการขึ้นมามีอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ การที่เกิดมีคณะกรรมการมรดกโลก เปิดช่องให้เข้ามายึดครองพื้นที่ได้ก่อนที่จะมีการเจรจา เป็นช่องโหว่ที่แม้แต่ทุกวันนี้ คณะกรรมการมรดกโลกบางคนเอง ก็ยังไม่เชื่อว่า ตัวเองถูกใช้ประโยชน์จากตรงนี้

อีกอัน กัมพูชาเขาเห็นว่า การที่จะโน้มน้าว คุณทักษิณ สมัยคุณนพดลเป็น รมว.กต. สามารถทำได้ ทั้งที่ก่อนหน้า กต.ยืนกระต่ายขาเดียวไม่เอามาตลอดเรื่องขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่พอมีการเปลี่ยนตัวรมว.ต่างประเทศ ก็เข้าทางกัมพูชาทั้ง 2 ช่อง ทั้งที่ คุณทักษิณเองก็เคยทะเลาะกับกัมพูชา ถึงขั้นที่เรียกว่า เกิดการเผชิญหน้ากัน ตอนที่มีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ

 

ส่วนตัวเชื่อว่า กัมพูชาเอง เขาไม่มีทางเลือก อันนี้นับว่า เป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว หลังจาก 50 ปีผ่านไป เขาจะมีโอกาสได้ดินแดนกลับคืนมาบ้าง เขาก็เดินหน้า แต่ไทยเรา ช่วงที่ผ่านมา กำลังปั่นป่วน ตั้งหลักไม่ติด รัฐบาลโดย คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา หัวหน้าต่อสู้คดี เขาพระวิหาร เองก็เสียงไม่ดี เพราะตอนนี้ คงรู้แล้วละว่า พื้นที่มันทับซ้อนขนาดไหน ความเชี่ยวชาญ รธน.ภายใน คุณสมบัตินี้ มันก็ไม่ค่อยตรงซักเท่าไหร แล้วการที่เราไม่ได้ไปล็อบบี้ต่างประเทศมานาน ผมคิดว่ามันน่าจะมีปัญหาเยอะ อยู่เหมือนกัน ซึ่งเราคงต้องรอดู

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้