วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่วนแบ่งส่งออกทรุด 3ปีเปิดเสรีอาเซียน ไทยถอยหลังเข้าคลอง

ม.หอการค้าไทย เผย 3 ปีเปิดเสรีอาเซียน ไทยถอยหลังเข้าคลอง ส่วนแบ่งส่งออกไปอาเซียนทรุด ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ถูกญวน-เขมรยึดตลาด ส่วนเอฟดีไอ มาไทยอันดับ 4 ตามสิงคโปร์ อินโดฯ มาเลย์...

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลประเมิน 3 ปี (ปี 53-55) การค้า และการลงทุนภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ว่า ตั้งแต่ปี 53 ที่มีการทยอยเปิดเสรีภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียนมา บทบาทการค้า การลงทุนไทยในอาเซียนยังคงไร้ทิศทาง และกำลังตกสู่สถานะตกต่ำ เพราะมูลค่าการส่งออกของไทยลดลง และสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อย่าง ยางพารา และข้าวสารกลายเป็นอุตสาหกรรมดาวร่วง ที่ถูกเวียดนาม และพม่าแย่งส่วนแบ่งตลาดไปมาก

นอกจากนี้ มันสำปะหลังยังถูกกัมพูชาแย่งขึ้นเป็นประเทศที่ส่งออกได้สูงสุดในอาเซียน แต่ไทยมีสินค้าภาคอุตสาหกรรมที่ส่งออกเติบโตดีและมีความโดดเด่น คือ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม, ถ่านหิน, ผักและผลไม้, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, น้ำตาล, เนื้อสัตว์, ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง, เหล็ก และผลิตภัณฑ์จากเหล็ก, เครื่องดื่มยาสูบ ดังนั้น ไทยจึงต้องปรับตัว และหาแนวทางเพิ่มการส่งออกสินค้าที่ไทยส่งออกได้น้อยให้กลับมาเพิ่มเหมือนเดิม โดยเฉพาะสินค้าภาคเกษตร

สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมที่เป็นดาวร่วง คือ ข้าว ส่วนแบ่งตลาดไทยในอาเซียนลดลง 10.41% ขณะที่เวียดนามเพิ่มขึ้น 6.68% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยลดลง 0.04% แต่กัมพูชาเพิ่มขึ้น 20.10% ยางพาราไทยลดลง 2.91% แต่เวียดนามเพิ่มขึ้น 10.73% อาหารทะเลแปรรูปไทยลดลง 0.19% อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 4.89% สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยลดลง 2.27% สิงคโปร์เพิ่มขึ้น 2.38% ผลิตภัณฑ์ไม้ไทยลดลง 0.29% แต่พม่าเพิ่มขึ้น 1.84% ผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งพิมพ์ ไทยลดลง 4.44% สิงคโปร์เพิ่มขึ้น 9.67% ผลิตภัณฑ์พลาสติก ไทยลดลง 0.70% สิงคโปร์เพิ่มขึ้น 1.01%

ส่วนการลงทุนช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ที่ไปลงทุนในสิงคโปร์ยังคงเป็นอันดับ 1 ด้วยมูลค่าการลงทุน 167,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย 51,900 ล้านเหรียญฯ ตามด้วยมาเลเซีย 31,100 ล้านเหรียญฯ ส่วนไทยอยู่ที่ 4 มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามา 27,400 ล้านเหรียญฯ ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น

"ไม่อยากให้มองว่าไทยต้องไปแข่งขันเพื่อให้เป็นที่ 1 ในอาเซียน แต่ควรมองในเรื่องของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจอาเซียนในระยะยาว ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 5% ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนแข็งค่าขึ้นประมาณ 1% นั้น ทำให้ความสามารถแข่งขันด้านการส่งออกของไทยลดลง เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1% จะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยลดลง 2.4%” นายอัทธ์ กล่าว