ไลฟ์สไตล์
100 year

ย้อนยุค คาวบอย

โดย "คนเหนือ" ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน10 มี.ค. 2556 00:03 น.
SHARE


จากผลรางวัลออสการ์ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆนี้ มีผลรางวัลที่น่าสนใจรางวัลหนึ่งคือรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม จากเรื่อง Django Unchained หรือชื่อไทยว่า “จังโก้ โคตรคนแดนเถื่อน” โดย เควนติน ทารานติโน  ผู้ที่ได้ชื่อว่าสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครอยู่เสมอ ซึ่งคนไทยเราคงจะคุ้นกันดีกับเรื่อง Kill Bill ทั้ง 2 ภาค และจังโก้ อันเชนด์ ยังมีอีกหนึ่งรางวัลออสการ์จาก คริสทอฟ วอลซ์ ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม เรื่องนี้จัดเป็นหนังที่ทำเงิน สูงสุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับเควนติน ทารานติโนด้วย

ที่ว่าน่าสนใจ ก็เพราะในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาแค่จะหาดูหนังคาวบอยที่สร้างใหม่สักเรื่องยังนึกไม่ค่อยออกเลย เพราะไม่ค่อยสร้างกันออก
มานัก ต่างจากเมื่อ 30-40 ปีก่อนที่หนังคาวบอยมีมาให้ดูกันเป็นประจำ การนำเรื่องคาวบอยมาสร้างหนังในยุคที่กระแสซุปเปอร์ฮีโร่ พ่อมด
แวมไพร์และมนุษย์หมาป่ากำลังแรงนั้นนับว่ากล้ามากและคงต้องมีดีอะไรสักอย่างแน่ครับ

และไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนย่อมไม่พลาดที่จะเปิดกรุเอาตำนานคาวบอยมาเล่าสู่กันฟัง


หลังจากเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในสหรัฐอเมริกา ระหว่างกองทัพของรัฐบาลฝ่ายเหนือกับกองทัพฝ่ายใต้ระหว่าง ค.ศ.1861-1865 เป็นยุคของการบุกเบิกจากดินแดนทางเหนือและฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกของประเทศ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ซึ่งชาวยุโรปไม่กล้าไปอยู่ เพราะมีแต่ความแห้งแล้งและเป็นถิ่นของคนพื้นเมืองที่ไม่คุ้นเคยกับผู้อพยพชาวยุโรป จนกระทั่ง เมริเวเธอร์ ลิวอิส และ วิลเลียม คล๊าก 2 นักสำรวจประสบความสำเร็จในการออกเดินทางจากฝั่งตะวันออกไปจนถึงชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ (การสำรวจครั้งนี้เป็นไปตามความประสงค์ของประธานาธิบดี โธมัส เจฟเฟอร์สัน) ในยุคนั้น คนที่มุ่งหน้าไปทางตะวันตกมีสองพวกคือ คนที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวและมีโอกาสจับจองที่ดินเป็นของตนเอง กับพวกที่ทำผิดกฎหมายแล้วหนีความผิดไป

หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์แล้ว การบุกเบิกที่ว่านั้นเริ่มขึ้นหลังสงครามกลางเมืองในสหรัฐฯ เลยไปจนเข้าช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ยุคนั้นคนอเมริกันเรียกว่า Old West หรือ Wild West และพื้นที่ที่จัดว่ายังเป็นแดนเถื่อนอยู่นั้น ได้แก่ดินแดนซึ่งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำมิซซิสซิปปีทั้งหมด

ราว ค.ศ.1867 เมื่อเส้นทางของรางรถไฟขยายตัวสู่ทิศตะวันตกมากขึ้น ทำให้ธุรกิจส่งฝูงวัวจากตอนกลางของประเทศไปเลี้ยงคนในภาคตะวันออกเติบโตตามไปด้วย คนต้อนวัวหรือ “คาวบอย” จึงเป็นที่ต้องการมาก อาชีพนี้แม้จะทำรายได้ดี แต่ก็เป็นอาชีพที่อันตรายมาก เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง ทะเลทรายที่อากาศสุดโหด แถมยังมีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีโดยโจรผู้ร้ายและพวกอินเดียนอีก คาวบอยที่เราคุ้นเคยนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวขาว แต่ในความเป็นจริงแล้วคาวบอยมีคนผิวสีด้วย อย่างเช่น คนผิวดำที่มาจากทาส พวกเม็กซิกันที่จะพบมากแถบพื้นที่ที่ติดกับประเทศเม็กซิโก นอกจากนั้นยังมีชาวอินเดียนจำนวนหนึ่งที่ปรับตัวเข้ากับคนผิวขาวได้ แต่เนื่องจากดินแดนตะวันตกในยุคนั้นห่างไกลจากความเจริญและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ผู้คนที่อพยพเข้าไปทำมาหากินที่นั่นจึงต้องพกปืนเพื่อป้องกันตัว การตัดสินข้อพิพาทต่างๆด้วยปืนถือเป็นเรื่องปกติของคนยุคนั้น

ตลอดระยะเวลา 40-50 ปีของยุค Wild West มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นั่น จนกลายเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติอเมริกาไปอย่างน่าสนใจ อาทิ

การตื่นทองที่แคลิฟอร์เนีย เมื่อ ค.ศ.1848-1855 หลังจาก เจมส์ ดับบลิว มาร์แชล พบทองในแม่น้ำขณะที่กำลังก่อสร้างโรงเลื่อยไม้ของเขา ข่าวการพบทองแพร่ออกไปทั่วประเทศ เมื่อหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกนำไปตีพิมพ์ เดิมทีเดียวไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก เพราะไม่คิดว่าเป็นความจริง แต่ไม่นานผู้คนจากทุกทิศจำนวนราวสามแสนคนก็แห่กันไปที่แคลิฟอร์เนียเพื่อหาทอง จากหมู่บ้านเล็กๆที่มีคนอาศัยอยู่เพียง 200 หลังคาเรือน ภายในเวลาเพียง 5-6 ปีการหลั่งไหลของนักขุดทองทำให้ซานฟรานซิสโกเติบโตขึ้นกลายเป็นเมืองใหญ่ มีการตัดถนน สร้างบ้านพัก โบสถ์และโรงเรียนขึ้นจำนวนมาก และแบ่งแคลิฟอร์เนียออกมาเป็นรัฐรัฐหนึ่งเมื่อ ค.ศ.1850 อย่างไรก็ดี การตื่นทองครั้งนั้นทำให้เกิดการบุกรุกเข้าไปแย่งพื้นที่ของชนพื้นเมือง เป็นเหตุทำให้คนอินเดียนแดงเสียชีวิตไปราวหนึ่งแสนคนนับจากปี 1848-1868

Pony Express เมื่อ ค.ศ.1860 เกิดไปรษณีย์ด่วนที่คอยส่งจดหมายและพัสดุขนาดเล็กโดยใช้ม้าเร็ว บนระยะทางกว่าสองพันไมล์ จากเมืองเซนต์โยเซฟ รัฐมิสซูรี ไปจนถึงเมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย วิธีการคือ แบ่งเส้นทางออกเป็นช่วง

ช่วงละ 75-100 ไมล์ บุรุษไปรษณีย์หนึ่งคนจะรับส่งในช่วงที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น ซึ่งในแต่ละช่วงก็จะเตรียมม้าไว้เปลี่ยนทุกๆ 10-15 ไมล์ เมื่อไปถึงสุดช่วงของตนก็ส่งจดหมายและพัสดุให้คนที่อยู่ช่วงถัดไปรับต่อ ส่วนตนเองก็รับจากคนนั้นเอากลับไปส่งในเส้นทางเดิมของตน คือส่งทั้งไปและกลับนั่นเอง อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเส้นทางที่ต้องไปส่งนั้นเป็นทั้งทะเลทราย และอาจเจอกับโจรดักปล้นหรือเจออินเดียนที่ไม่เป็นมิตรเมื่อไหร่ก็ได้ ผู้ที่รับงานนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นเด็กกำพร้าอายุไม่เกิน 18 ปี รูปร่างเล็ก ผอม เพื่อไม่ให้ม้ารับภาระหนักเกินไป โดยปกติการส่งจากต้นทางไปถึงปลายทางจะใช้ เวลาราวหนึ่งสัปดาห์ ค่าบริการก็ตกราวๆออนซ์ละ 10 ดอลลาร์ (28.5 กรัม โดยประมาณ) การส่งพัสดุแบบนี้มีอายุไม่ถึงสองปี เพราะหลังจากเครือข่ายโทรเลขสร้างไปถึงแคลิฟอร์เนียในปี 1861 บริการนี้ก็ยุติลงทันที

แก๊งโจรและมือปืน ตลอดระยะเวลาในยุค Wild West มีผู้ร้ายที่รวมตัวกันเป็นแก๊งขึ้นมาเพื่อปล้นธนาคาร รถไฟ ฝูงปศุสัตว์ และผู้คนที่เดิน ทาง นับได้ร่วม 50 แก๊ง ซึ่งทำให้เกิดดาวเด่นทั้งในด้านที่ดีและด้านไม่ดีขึ้นมาจนกลายเป็นตำนานคาวบอยเป็นจำนวนมาก แต่ที่โดดเด่นที่สุดสองคนน่าจะได้แก่ บิลลี่ เดอะ คิด และ เจสซี่ เจมส์ แม้ว่าจะไม่ได้ร่วมมือกันหรือเป็นศัตรูกัน แต่ทั้งสองก็มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันช่วงหนึ่ง

บิลลี่ เดอะ คิด (Billy the Kid) วิลเลียม เอช. บอนนี (William H. Bonney) คือชื่อจริงของ บิลลี่ เดอะ คิด เด็กหนุ่มผู้กลายเป็นโจรค่าหัวสูงคนหนึ่ง ด้วยความสูง 173 ซม. ตาสีฟ้า ผิวพรรณดี ชอบแต่งตัวเนี้ยบแบบมีรสนิยม และมีจุดเด่นอยู่ที่ฟันหน้าซี่ใหญ่

สองซี่ แถมยังยิงปืนได้แม่นและเร็ว บิลลี่จึงเป็นหนึ่งในตำนานของคาวบอยที่ได้รับการกล่าวถึงเสมอๆนี้ เริ่มต้นชีวิตในแดนเถื่อนด้วยการเป็นเด็กรับใช้ในคาราวานต้อนวัว เขาเริ่มต้นความเป็นเสือปืนไวด้วยการสังหารคาวบอยอีกคนหนึ่งหลังจากเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นในบาร์แห่งหนึ่ง จำนวนตัวเลขของเหยื่อจากกระสุนปืนของเขานั้นไม่ชัดเจนนัก เพราะบางแห่งบอกว่าเขาสังหารคนไปถึง 21 คน แต่บางแห่งบอกไว้แค่ 9 คน เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาโด่งดังขึ้นมาคือ การหลบหนีออกจากห้องขังระหว่างที่คอยการรับโทษด้วยการแขวนคอที่เรือนจำลินคอล์น นิวเม็กซิโก แต่ก็เช่นเดียวกับเสือปืนไวที่มีค่าหัวคนอื่นๆ ปี ค.ศ.1881 บิลลี่ถูกยิงตายด้วยวัยเพียง 21 ปี

โดยนายอำเภอ แพต การ์เรต เจสซี่ เจมส์ (Jesse Woodson James) เป็นคาวบอยรูปหล่อ มาดดี จากรัฐมิสซูรีที่มีคนรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง เขาเป็นหัวหน้าแก๊งชื่อ James-Younger Gang ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการปล้นธนาคาร รถไฟ และเป็นมือปืนที่ยิงคนตายไปแล้วหลายราย เจสซี่ เจมส์ และ พี่ชาย แฟรงค์ เจมส์ นั้น มีส่วนร่วมรบในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมือง คือเป็นทหารกองโจรให้กับกองทัพฝ่ายใต้ มีการเล่ากันว่า เจมส์นั้นต่างจากคาวบอยส่วนใหญ่ที่มักจะทำตัวเหมือนอันธพาลและมีชีวิตอยู่กับเหล้าและผู้หญิงไปวันๆ แต่เขาไม่ดื่มเหล้า ไม่ติดการพนันและรักครอบครัว ยังมีการเล่ากันมาว่า เขาเป็นเหมือนกับโรบินฮู้ด คือปล้นจากคนรวยไปแจกให้กับคนจน (แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน) จึงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและมีภาพลักษณ์ที่ดีในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องราวของเขายังถูกเล่าขานจนเป็นหนึ่งในตำนานคาวบอย ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง แถมยังมีนักร้องที่ร้องเพลงเกี่ยวกับเขาอีกหลายเพลงด้วยมาโดยตลอด ด้วยวัยเพียง 34 ปี เจมส์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 เมษายน 1882 โดยถูกหนึ่งในสมาชิกของแก๊งชื่อโรเบิร์ต ฟอร์ด ยิงเพื่อเอาค่าหัวจากทางการ

ในอดีต หนังคาวบอยที่เราได้ดูกันนั้นเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องของคาวบอยในสหรัฐอเมริกา คลินต์ อีสต์วูด เป็นผู้ที่ทำให้หนังคาวบอยเป็นที่นิยมมากในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 ไปจนถึงต้นทศวรรษที่ 90 ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นยุคของจอห์น เวย์น ที่แทบจะเหมาบทบาทของคาวบอยผู้มีคุณธรรมสูงไปเล่นเพียงคนเดียวก็ว่าได้ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาวงการหนังฝรั่งดูจะห่างหายจากเรื่องคาวบอย จนทำให้ภาพการควบม้าไล่ล่ากันในทะเลทราย, การดวลปืนกันบนถนนกลางเมือง, การประหมัดกันอย่างดุเดือดในบาร์ขายเหล้าที่เรียกว่า ซาลูน (Saloon) ฯลฯ แทบจะเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน แต่ปีนี้ Django Unchained คงทำให้ตำนานคาวบอยแห่งดินแดนตะวันตกกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนต้องนำกลับมาเล่าขานกันอีกครั้ง.


โดย "คนเหนือ"
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

ข่าวแนะนำ

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09:40 น.