ข่าว
100 year

'ปูไข่' สนุกงานเบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่เข็ดรัก-ยังมองหาคนที่ใช่

ไทยรัฐออนไลน์13 ก.พ. 2556 00:01 น.
SHARE

คอลัมน์ "เทรนดี้" โดย "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" คุยกับนักแสดงหนุ่ม "ปูไข่-พงศ์สิรี" ถึงการทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังในภาพยนตร์ "จันดารา" รวมทั้งถามถึงเรื่องรักของเจ้าตัวหลังเลิกราแฟนสาวนอกวงการ...

เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่มีโอกาสได้ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังงานในวงการบันเทิงอีกคนสำหรับนักแสดงหนุ่มหล่อ ปูไข่-พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ ที่ในเวลานี้นอกจากจะมีผลงานภาพยนตร์ "จันดารา ปัจฉิมบท" ค่ายสหมงคลฟิล์ม ฝีมือการกำกับของผู้กำกับดัง หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล และละคร "คู่กรรม" ค่ายเอ็กแซ็กท์ ทางช่อง 5 ให้ได้เห็นแล้ว หนุ่มคนนี้ยังผันตัวเองมาทำงานเบื้องหลังให้กับภาพยนตร์และละครทั้ง 2 เรื่องนี้ด้วย คอลัมน์ "เทรนดี้" โดย "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" เลยไม่พลาดโอกาสที่จะพูดคุยกับหนุ่มคนนี้ถึงการทำงานที่ท้าทาย รวมทั้งอัพเดตเรื่องความรักของเจ้าตัวมาฝากกันจ้ะ!!

Q : พูดถึงบทบาทที่ได้รับในภาพยนตร์ "จันดารา"?
A : ผมรับบทเป็น ร.ต.อ.ดนัย ครับ คือในเรื่องนี้จันดารา (มาริโอ้ เมาเร่อ) เกิดความสงสัยในอดีตของตนเอง จึงมาหาตำรวจเพื่อถามถึงเหตุการณ์ว่าเป็นยังไง ผมเป็นร้อยเวรที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ ก็เลยพยายามค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ท้ายที่สุดปรากฏว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับลุงของผม ซึ่งก็คือ ร.ต.อ.เรืองยศ (เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์) ที่อยู่ดีๆ ก็ลาออกจากตำรวจไป ซึ่งผมมองเขาเป็นแบบอย่างในชีวิต ด้วยความสงสัย ผมก็เลยพาจันไปหาลุงของผม เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดเพราะอะไร เรื่องนี้ผมก็เลยเป็นคนเชื่อมต่อระหว่างโอ้กับพี่เจมส์ แล้วในเรื่องพี่เจมส์จะผิดหวังจากในอดีตมากจนต้องหนีไป คือผู้กองเรืองยศจะใช้ชีวิตในป่าคนเดียว ไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับใคร และมีผมเป็นหลานคนเดียวที่ไปมาหาสู่และดูแลเขา เป็นคนที่เชื่อมเขากับเมืองเพราะเขาจะตัดทางโลกทิ้งไป จริงๆ หม่อมน้อยจะวางทุกตัวละครมีความสำคัญเท่ากันหมด ทำให้ตัวนักแสดงในเรื่องนี้เกิดประเด็นต่างๆ ขึ้นมา ที่ได้มาเล่นเรื่องนี้เพราะจริงๆ แล้วผมเล่นหนังกับหม่อมน้อยตั้งแต่เรื่องชั่วฟ้าดินสลายแล้วครับ เล่นรับเชิญเพราะเป็นนักเรียนการแสดงของหม่อม หม่อมจะไม่ทำงานกับคนที่ไม่ได้เรียนกับเขามาก่อน เพราะวิธีการทำงานของเขากับระบบหลายๆ อย่างไม่เหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจงานของเขา ไม่เข้าใจระบบของเขาก็จะทำงานค่อนข้างเหนื่อยและตามไม่ทันเพราะระบบความคิดเขาค่อนข้างเร็วมาก และวิธีการพูดของเขามันตรงถึงประเด็นมาก ถ้าไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจก็จะเข้าใจได้ง่าย

Q : มาร่วมงานกับหม่อมน้อย การทำงานเป็นยังไงบ้าง?
A : จริงๆ ท่านไม่ดุ ยิ่งเป็นนักแสดงยิ่งสบาย แต่ต้องเป็นนักเรียนการแสดงของท่านนะ จะเข้าใจสิ่งที่ท่านต้องการได้ง่าย แต่จริงๆ การที่ผมทำงานกับท่านหลักๆ คือการเป็นผู้ช่วยมากกว่า ท่านสอนตั้งแต่หลัก 0.1 เลยครับ ตอนแรกผมมาจากนักแสดง แล้วผมต้องซ้อมกับนักแสดงคนอื่นๆ แล้วผมบาดเจ็บหัวไหล่นิดนึงแล้วว่าง ต้องตัดละครออกไปเรื่องนึง ก็เลยไปซ้อมให้กับนักแสดงของท่าน นักแสดงคนไหนไม่ว่าง ผมก็ต้องเล่นเป็นเขา เล่นกับนักแสดงคนอื่นๆ เพื่อให้มีการซ้อม คือหนังของหม่อมจะคล้ายกับหนังต่างประเทศตรงที่นักแสดงต้องมีการซ้อมก่อนจนถึงถ่ายทำประมาณ 3 เดือน แล้วพอถึงวันจริงมันเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่จำนวนคนในโปรดักชั่นไม่พอ ผมก็เลยต้องไปทำในส่วนที่นักแสดงน่าจะเข้าใจก็คือการเป็นผู้ช่วยอยู่หน้าเซต เพราะเรารู้ว่านักแสดงต้องการอะไร หม่อมอยากได้อะไรเราก็ต้องไปหาคนโน้นคนนี้ รู้ว่าต้องคุยกับใคร เราต้องรู้ว่าต้องทำยังไงเพื่อให้หม่อมทำงานอย่างอื่นต่อไปได้ อยู่กับนักแสดงได้ และเราไปจัดการเรื่องเซตให้เสร็จ พี่ตั้มซึ่งเป็นผู้ช่วยหม่อมก็จะสอนผม แต่ด้วยพี่ตั้มเป็นคนคนเดียว ไม่สามารถเป็นทั้งผู้ช่วย 1 2 และ 3 ได้ ผมทำผู้ช่วย 3 ไม่ได้แน่นอนเพราะผมทำเอกสารไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าตั้งแต่เริ่มต้นมาเอกสารต้องทำอะไรบ้าง พี่ตั้มก็จะเป็นทั้ง 1 และ 3 ผมก็เป็น 2 พอเป็น 2 แล้วบางทีก็ต้องเป็น 1 เพราะพี่ตั้มงานล้นมือครับ ก็ต้องไปนั่งข้างหม่อมแล้วบอกหม่อมว่าต้องการอะไร แล้วไปลิงก์กันอีกทีครับ

Q : เป็นทั้งคนเบื้องหลังและคนเบื้องหน้าย่อมต้องเห็นความแตกต่าง ส่วนตัวชอบแบบไหนมากกว่ากัน?
A : ตอนนี้ยังชอบนักแสดงอยู่ เบื้องหลังก็ชอบแต่ว่ารู้สึกว่ายาก ไม่ได้ยากในแง่ของการทำยากนะ การทำไม่ยากหรอก แต่ในแง่การทำบางอย่างแล้วตีแผ่ออกมาแล้วได้รับอนุญาตให้คนยอมรับ ผมพูดตรงๆ ว่าจันดาราถ้าเป็นคนที่สักแต่ว่าคิดจะทำ ถ้าไม่ใช่คนที่ได้ทำมาแล้วอย่างเช่นหม่อม หรือพี่อุ๋ย (นนทรีย์ นิมิตรบุตร) แล้วลองหยิบบทนี้แล้วไปยื่นให้โปรดักชั่นไหนก็ได้แล้วบอกว่าอยากทำเรื่องนี้ คิดว่าใครจะสามารถทำออกมาได้บ้าง ไม่มีทางหรอกครับ คือคุณต้องทำให้เขามั่นใจได้แน่ๆ จริงๆ ว่ามันจะไม่กลายเป็นหนังโป๊น่ะ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ยากในการเป็นผู้กำกับในอนาคต คือจะหยิบเรื่องอะไรสักอย่างนึงแล้วเข้าถึงประเด็นจริงๆ แล้วตีแผ่ออกมา อันนั้นคือเรื่องยากครับ

Q : ตอนนี้ยังรักการแสดง แล้วมีผลงานการแสดงอะไรอีกบ้างในตอนนี้?
A : ตอนนี้ก็มีเรื่อง "คู่กรรม" ค่ายเอ็กแซ็กท์ แต่ก็ฝึกงานเป็นผู้ช่วยฯ เหมือนกัน แล้วก็กำลังจะมีละครอีกเรื่อง มันก็มีละครช่องอื่นติดต่อเข้ามา แต่ว่าตอนนี้อยากทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน โลภครับ (ยิ้ม) แต่ผมก็ทำได้เพราะไม่ได้มีงานแน่นเหมือนเมื่อก่อน มันก็สบายๆ ทำได้ครับ

Q : ได้มีโอกาสนำสิ่งที่เรียนจากหม่อมน้อยไปปรับใช้กับการทำงานมากน้อยยังไงบ้าง?
A : ก็ได้มาก แต่ว่าต้องเข้าใจก่อนว่าละครต้องการอะไร นักแสดงต้องเข้าใจว่าหน้าที่นักแสดงต้องทำอะไร บางทีคิดว่าต้องอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องสวยต้องงาม แต่บางทีเขาลืมบางอย่างที่เป็นจุดหลักจริงๆ ของการทำละครหรือหนัง ตรงนี้มากกว่าที่หม่อมจะคอยสอนคอยย้ำเพื่อไม่ให้ลืมตัว

Q : ในเมื่อเรายังรักการแสดง เราคิดว่าเราจะทำอะไรเกี่ยวกับการแสดงได้มากกว่านี้ไหม?
A : มันไม่ใช่สิ่งที่ผมกำหนดได้นะ มันอยู่ที่โอกาสที่คนเขาให้ จังหวะของเวลา เพราะว่าบางทีเรารับเรื่องนึงเนี่ย ด้วยตัวเราไม่ใช่เบอร์หนึ่ง ไม่ใช่พระนางแล้ว มันยากที่จะบอกว่ารับงานเรื่องนี้ด้วยและเล่นเรื่องนี้ด้วยในคิวเดียวกัน ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยแฟร์ ยิ่งเรามาทำงานเบื้องหลังด้วย เรารู้เลยว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่แฟร์มาก ถ้าคุณจะรับงานก็รับงานอันนี้ในคิวของคุณ แล้วคุณเอาเวลาอื่นไปทำอย่างอื่นก็โอเคครับ ผมเคยรับเล่นละครเวทีเรื่องนึงละครอีก 2 เรื่อง แล้วมีละครต่ออีก 1 เรื่อง คือเล่นเสร็จปุ๊บต้องไปต่ออีกเรื่อง ผมว่ามันเกินไป มันเป็นการเอาเปรียบคนดูมาก บางทีผมไปกองก็ยังไม่รู้ว่าผมเล่นเรื่องอะไร บางทียังไม่ได้นอนด้วยซ้ำ  รู้ว่าพูดบทออกไปแต่ไม่ได้เล่นอะไรเลย ผมว่านักแสดงหลายคนเป็นแบบนี้นะเพราะมีงานเยอะจนไม่สามารถถ่ายทอดบทได้ ก็เลยไปยืนพูดๆ บท ไม่ได้ถ่ายทอดอะไรลงไปหรอก แต่บางทีละครในปัจจุบันเขาก็ชอบแบบนี้แหละ พอแล้ว แต่กับหนัง ละครเวที หรือละครบางค่ายมันไม่ใช่ อย่างถ้าอยู่เอ็กแซ็กท์แล้วไปทำอย่างนั้นมันไม่ได้ มันผิดมากจริงๆ เพราะบริษัทไม่ได้มีนโยบายแบบนั้น ผมอยากทำแบบพอดีๆ เรื่อยๆ ผมไม่ได้เข้าวงการนี้เพราะจะปลูกบ้าน 20 ล้าน (ยิ้ม) ผมทำได้แค่ไหนผมเอาแค่นั้นครับ

Q : การที่เรามาทำงานเบื้องหลัง แสดงว่ามีโอกาสที่จะเปิดบริษัททำงานเบื้องหลังเองด้วย?
A : ต้องทำอยู่แล้ว อยากทำมาก แต่ว่าต้องใช้เวลานะ พูดตรงๆ ไม่ได้เร็วน่ะ เพราะผมอยากทำให้ละเอียด ทำให้มันดี ผมเชื่อว่าคนเป็นผู้กำกับน่ะ ทั้งชีวิตทำหนังได้ไม่เกิน 5-6 เรื่องหรอกที่ดีมากจริงๆ เพราะว่าคนเราถ้ามีความอยากที่จะทำแล้วเนี่ย มันต้องใช้เวลาทำ ถ้าเราใช้เวลาทำ มันไม่สามารถที่จะเปิดหนัง 10 เรื่องแล้วตั้งใจทำ 10 เรื่องหรอก มันเป็นไปไม่ได้ มันจะเป็นแบบปีนี้เขียนบท ปีหน้าถ่าย ก็หายไป 2 ปีแล้ว ต้องนั่งคิดหาแรงบันดาลใจใหม่อีก 2 ปีแล้วทำหนังอีกเรื่องนึง 10 เรื่องผมก็ว่ากินเวลา 20 ปีเลยนะ ชีวิตนี้สำหรับผมทำหนังดีๆ สัก 5 เรื่องก็พอแล้ว

Q : แล้วแบบนี้จะมีเวลาไปทำอย่างอื่นด้วยไหม?
A : ก็ทำครับ ผมเคยทำรายการทีวี ธุรกิจก็มีของตัวเองบ้าง ผมไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้แบบว่าต้องทำอย่างนี้อย่างเดียว ผมถูกเลี้ยงมาแบบว่าคุณคิดอยากทำอะไรก็ทำ ชีวิตมีไว้ใช้ ใช้ให้คุ้มก่อน ถ้าสิ่งที่คุณทำเป็นสิ่งที่คุณรู้สึกดี อยากจะใช้ด้วยก็ทำไปเลย ผมก็ไม่รู้หรอกว่าอยากทำอะไร แต่ถ้าตอนนี้ผมมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้อยู่ในใจผม อยากจะทำมาก ก็ทำให้เสร็จก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่

Q : ใช้ชีวิตเรื่องงานเต็มที่ แล้วชีวิตความรักล่ะเป็นยังไงบ้าง?
A : ความรักตอนนี้โสดเลยครับ (ยิ้ม) ผมเพิ่งเลิกกับแฟนจริงๆ ครับ ก็เป็นคนนอกวงการ มันก็เป็นชีวิตเนอะ ผมเคยได้ยินคนพูดว่าขวดอันนี้สวย ฝาอันนี้สวยมาก แต่ถ้าไม่ใช่ของกันและกันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้อยู่ดี มันก็จริงนะ คือต่อให้ดีแค่ไหน แต่ถ้าวันนึงมันไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ผมว่าวัยของคนในสังคมปัจจุบันด้วยแหละ วัยของพวกเราปากกัดตีนถีบมากน่ะ ภาวะสังคมมันเหนื่อยกับการหาเงิน พูดตรงๆ ทุกอย่างมันแพงขึ้น มันมีเวลาให้กันน้อย ก็จะมีปัญหาตามมา จุดเล็กๆ เนี่ยแหละ พอทับซ้อนไปมามันก็ใหญ่ขึ้นเกินที่จะแก้ ก็ต้องจบและผ่านไป คือหลักๆ ทัศนคติมันไม่เหมือนกัน ใกล้เคียงแต่มีจุดเล็กๆ ที่ไม่ยอมรับมากกว่า แต่ไม่เกี่ยวกับการทำงานจนไม่มีเวลาให้ครับ เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีมันก้าวหน้า มีทุกอย่าง ผมว่าปัจจุบันสังคมมันบีบคั้นมากกว่า บางทีเขาเป็นแบบนี้ แต่เรารู้สึกว่าไม่ใช่นะ แค่เรื่องทะเลาะกันจากปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แล้วกลายเป็นครั้งใหญ่ครั้งเดียวในชีวิต ผมว่ามันก็ไปกันไม่ได้ครับ เพราะผมเชื่อว่าคนที่อยู่ด้วยกันได้ทั้งชีวิตไม่ทะเลาะกันครับ ไม่ว่าปัญหาอะไรก็ยอมรับกันหมด คือผิดบ้างล้มบ้างก็ได้ แต่สุดท้ายก็เดินต่อไปได้ แต่ไม่ใช่เดินต่อไปได้แต่มันดูแถๆ น่ะ ไม่ใช่ยิ่งเดินไปยิ่งเหนื่อย แต่ผมไม่ชอบน่ะ (หัวเราะ) กับคนนี้ก็คบมา 3 ปีครับ ก็พัฒนาแล้วนะ คบได้ตั้ง 3 ปี

Q : เสียดายไหมกับ 3 ปีที่คบกันมาแต่สุดท้ายก็ไม่ใช่?
A : เสียใจตรงที่ว่าสงสารเขาน่ะ เราเป็นผู้ชายก็ไม่ค่อยเสียหายอะไรหรอก แต่ผู้หญิงแก่ขึ้นมันลำบากในการที่จะไปเจอคนใหม่ๆ จริงไหม (ยิ้ม) ผมว่าผู้หญิงอายุไม่เกิน 25 จะคิดว่าตัวเองเป็น God เพราะว่าผู้ชายจะเข้าหาเยอะ แต่ถ้าอายุเกิน 25 ไปแล้ว ผมว่ามันเริ่มลำบาก ผมก็รู้สึกว่าถ้านานไปกว่านี้เดี๋ยวเขาจะลำบากขึ้นหนักกว่าเดิม ก็เลยตัดสินใจว่าพอดีกว่า

Q : ตอนนี้ก็โสดแล้ว มีใครที่เราดูๆ ไว้บ้างไหม?
A : ยังเลยครับ ผมเคยมีแฟน 2 คน คนนึงเป็นคนไทย คนก่อนหน้านี้เป็นคนต่างชาติ ตอนนี้ถ้าตั้งเป้าอาจจะอยากได้คนต่างชาติเหมือนเดิม เพราะผมว่าให้อิสระกับการใช้ชีวิตของเราได้มากกว่า สเปกตอนนี้ไม่ได้คิดถึงอะไรแล้ว คิดถึงว่านิสัยและความเข้าใจในการใช้ชีวิตเป็นยังไงมากกว่า เพราะว่าไม่คิดจะเปลี่ยนเขาและไม่อยากให้เขามาเปลี่ยนเรา แต่จะเป็นคนในหรือนอกวงการผมว่าก็เหมือนกันนะ ถ้าเขามีความเข้าใจอย่างที่ผมอยากได้ก็เหมือนกันครับ แต่ไม่ได้เข็ดหรอกความรัก ผู้ชายที่ไหนเข็ดกับความรัก (ยิ้ม) ไม่มีหรอก โกหกชัดๆ แล้วมาบอกเสียใจ เข็ดกับความรัก ตอนกลางคืนผมก็ยังเห็นไปกินเหล้าจีบผู้หญิงเหมือนเดิม (หัวเราะ) ไม่มีหรอกครับกับคำว่าเข็ด (ยิ้ม).

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้