วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เซียนหุ้น...รุ่นใหม่ ความมั่งคั่ง ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนเข้ามาเปิดพอร์ตบัญชีซื้อขายหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือโบรกเกอร์เพื่อซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ล่าสุดมีจำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นของนักลงทุนรายย่อย ทะลุมากกว่า 700,000 บัญชีแล้ว เทียบกับช่วง 3-4 ปี ย้อนหลังพอร์ตซื้อขายหุ้นยังย่ำอยู่กับที่เพียง 200,000 กว่าบัญชีเท่านั้น

และหากโฟกัสไปที่นักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาเปิดพอร์ตนั้น ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 20 กลางๆ ไปจนถึง 30 ต้นๆ ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงานหรือเพิ่งจบการศึกษา บางส่วนยังเป็นนักศึกษาที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ดังนั้น ภาพของอาเจ็ก อาซิ้ม อาซ้อ ที่มานั่งเฝ้าห้องค้าจึงเหลือให้เห็นน้อยลงทุกที

และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่หยิบยกมาอธิบายถึงสาเหตุที่ผลักดันและกระตุ้นให้คนหนุ่ม-สาวเหล่านี้ พากันเดินเข้ามาเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ในตลาดหุ้น เพราะคำตอบสุดท้ายมักจะอยู่ที่ความ “อยากรวย” อยากสร้างความมั่งคั่งจากขุมทรัพย์ในตลาดหุ้นแทบทั้งสิ้น!!

นักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาลงทุน โดยเฉพาะนักเก็งกำไรที่เข้ามาหวังผล หวังรวยลัดในตลาดหุ้นนั้น 70-80% มักจะขาดทุนหมดเนื้อหมดตัวและถูกเรียกอย่างดูถูกดูแคลนว่า “แมลงเม่า” ในที่สุดก็เข็ดขยาด ล้มหายตายไปจากตลาดหุ้น วนเวียนเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาอยู่อย่างนี้เหลือเพียง “ตัวจริง” เท่านั้นที่จะยืนหยัดประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่งกับการลงทุน

วันนี้ “ทีมข่าวเศรษฐกิจ” ได้พบเซียนหุ้นรุ่นใหม่ ที่ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นได้จนเป็นที่ยอมรับ มูลค่าพอร์ตหรือเงินลงทุนของพวกเขาพอกพูนทำกำไรได้หลายสิบเด้ง!! หลายคนได้รับยกย่องให้เป็นกูรู เป็นไอดอลเปิด Blog เปิดเว็บไซต์ และ Facebook ให้ข้อมูลความรู้นักลงทุน มีแฟนเพจติดตาม Follow และนำมาเผยแพร่แชร์กันในโลกไซเบอร์อย่างคึกคัก หลายคนมีผู้ติดตามเข้าไปกด Like แสดงความชื่นชอบเป็นหลักหมื่นหลักแสน และบางคนได้รับการยอมรับ ให้เป็น “เกจิอาจารย์” ให้เปิดคอร์สอบรมให้ความรู้แก่ผู้สนใจจำนวนมาก

“เซียนหุ้นรุ่นใหม่” เหล่านี้ ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง ต้องคร่ำเคร่ง ฝึกฝน ทำการบ้านทำงานหนักขนาดไหน ผ่านความบอบช้ำบาดเจ็บกันมาอย่างไร กว่าจะมาถึงวันนี้....


มนุษย์เงินเดือนเล่นหุ้น

เปิดฉากด้วย “สมเกียรติ สุขเสรีกุล” มนุษย์เงินเดือนเล่นหุ้น เจ้าของบล็อก “iSalaryman” ที่ได้รางวัลชนะเลิศและรางวัลป๊อปปูล่าร์โหวต หมวด Business Blog จากการประกวด Thailand Blog Award 2012 มีบรรดาคนเล่นหุ้นเข้าไปติดตามอ่านแนวคิดและประสบการณ์การลงทุนจากเขาหลายหมื่นหลายแสนคน เขาเรียกตัวเองว่า iSalaryman Trader ผู้เป็นมากกว่ามนุษย์เงินเดือน ไม่ใช่แค่ทำงานอย่างเดียว แต่สามารถนำเงินไปทำงานทำกำไรจากตลาดหุ้นได้พร้อมๆกัน

“สมเกียรติ” หนุ่มออฟฟิศวัย 35 ปี ทำงานฝ่ายไอทีบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มลงทุนครั้งแรกเมื่ออายุ 28 ปี ด้วยเงินเก็บเพียง 50,000 กว่าบาท เขายอมรับว่าแรงกระตุ้นที่ทำให้เข้ามา “เล่นหุ้น” เพราะเห็นคนอื่นเล่นหุ้นแล้วรวยก็อยากรวยบ้าง และก็เหมือนนักลงทุนมือใหม่ทั่วไปที่ซื้อขายหุ้นตามข่าว ตามที่เขาบอก ได้กำไรหุ้นตัวนึง ก็มาขาดทุนอีกตัว ได้-เสียสลับกันไป ไม่เคยมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ระหว่างทำงานใจมัวแต่ลุ้นหุ้น พอขาดทุนมากๆก็เครียด นอนไม่หลับ ไม่รวยสักที เป็นมาอย่างนี้ 3-4 ปี

วันหนึ่งมาฉุกคิดว่า ถ้าขืนเล่นหุ้นอย่างนี้ต่อไปก็คงไม่รวยแน่ งานแย่ แถมยังไม่มีความสุข จึงปรับวิธีลงทุนใหม่ ศึกษาว่าคนที่เขาเข้ามาลงทุนแล้วรวยประสบความสำเร็จเขาคิดและทำกันอย่างไร

เริ่มหาความรู้ รวมทั้งศึกษากราฟการขึ้นลงของราคาหุ้น สุดท้ายจึงค้นพบว่าการใช้กราฟเทคนิคเข้ามาช่วยหาจังหวะซื้อขายหุ้น “มันใช่สำหรับเขา” เหมาะกับแนวคิดและวิธีการลงทุนอย่างเขา ที่สำคัญมันสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเขาได้

เขายังมีหัวใจสำคัญของความสำเร็จอีกข้อคือ การวางแผนการลงทุน ตอนกลางคืนเขาจะวางแผน เลือกหุ้นที่ต้องการลงทุน คัดจากหุ้น 50 ตัวที่อยู่ในการคำนวณดัชนี Set50 เพราะเป็นหุ้นใหญ่มีสภาพคล่องสูงไม่ใช่หุ้นเก็งกำไร เหมาะกับคนทำงานที่ไม่สามารถเฝ้าหน้าจอได้ตลอดเวลา เมื่อได้ตัวแล้ว ก็จะมาดูกราฟเทคนิคว่าควรเข้าซื้อที่จุดไหน เมื่อซื้อแล้วก็จะรอสัญญาณเทคนิคว่าต้องขายทำกำไรตอนไหน เมื่อถึงจุด...ก็ขายออก จบ!! ถือว่าเกมส์นี้ชนะแล้ว และหากราคามันไม่ขึ้นไปตามที่ควรจะเป็น “ผิดทาง” ก็จะ Cut lost ยอมขายตัดขาดทุนทันที

“การดูกราฟเทคนิค มันจะทำให้เรารู้ตัวก่อน ออกจากเกมส์ได้ก่อน ทำให้ไม่เจ็บตัวมาก หากไม่รู้จักเทคนิคเลย พอขาดทุนเราจะปล่อยไว้ คิดว่าเดี๋ยวมันก็ขึ้น สุดท้ายมันกลับไหลลงลึก กินทุนจนหมด เม่าตายเยอะเพราะคิดว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” แต่เสียโอกาสของเงินที่จะไปหากำไรในหุ้นตัวใหม่ บางครั้งคุณอาจหมดโอกาสไปเลย หากมันขาดทุนมากจนตัดใจขายไม่ลง”

ในทางตรงกันข้ามหุ้นบางตัวเข้าไปซื้อแล้วพอมีกำไรบางคนก็รีบขาย ทั้งที่หากดูเทคนิคัลจะเห็นเลยว่าราคามันเพิ่งจะเริ่มขึ้น ก็ควรปล่อยให้กำไรมันวิ่ง Let profit runไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะมีสัญญาณให้ขาย

“สมเกียรติ” เปรียบการลงทุนเหมือนออกศึกจึงต้องวางแผนการรบ โดยมีกราฟเทคนิคเป็นอาวุธ ที่ทำให้เขารู้ว่าจะเข้าตีตอนไหนที่ราคาเท่าไหร่ จะขายทำกำไรประกาศชัยชนะตอนไหน หรือหากไปเจอทางตันไม่ไปตามแผน เขาก็วางแผนไว้แล้วว่าจะหนีตายออกจากสนามรบตอนไหน ที่ทำให้เจ็บตัวน้อยที่สุด รบ 100 ครั้งอาจไม่ชนะ 100 ครั้ง แต่ฟันกำไรกระเป๋าตุงได้เกือบทุกรอบ

iSalaryman Trader บอกว่าตอนนี้เขาอยู่ในช่วงฝึกฝนตัวเอง มีความสุขกับการลงทุนและการทำงาน ไม่เครียดเหมือนช่วงแรกที่รบแบบกองโจรไร้รูปแบบ เป็นมนุษย์เงินเดือนที่เล่นหุ้นได้ จิตใจนิ่งขึ้นไม่รบกวนการทำงาน เพราะทุกอย่างวางแผนไว้หมดแล้ว และเทคโนโลยีสมัยนี้สะดวกสบาย สามารถเช็กราคาหรือซื้อขายหุ้นจากมือถือได้ คนทำงานอย่างเขาจึงทำงานประจำที่รักไปพร้อมๆกับการหาความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นได้แบบชิลล์ๆ


พบอิสรภาพการเงินจากตลาดหุ้น

เด็กหนุ่มวัย 32 ที่ประกาศตัวเป็นนักลงทุนแนววีไอ “วีระพงษ์ ธัม” ผู้ที่บอกกับเราว่าเขาพบอิสรภาพทางการเงินและการใช้ชีวิต หลังประสบความสำเร็จจากการลงทุนในตลาดหุ้น

หนุ่มวิศวะอดีตพนักงานบริษัทปูนซิเมนต์ไทยบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่เคยตั้งเป้าในชีวิตว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่หลังศึกษาการทำธุรกิจแล้วก็รู้ว่ามันยุ่งยากและซับซ้อนมาก เมื่อเห็นพี่ๆในที่ทำงานพูดถึงตลาดหุ้น ซึ่งช่วงนั้นดัชนีหุ้นปรับขึ้นจาก 300 มา 800 จุด จึงเริ่มสนใจและศึกษา อ่านหนังสือแทบทุกเล่ม ไปงานสัมมนาไม่ ได้ขาด โดยเฉพาะงาน Set in the city ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้นทุกปี

ความคิดที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจหายไปจากหัว หลังค้นพบว่าการลงทุนในตลาดหุ้นก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ จากการเข้าไปถือหุ้น จึงตัดสินใจเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ด้วยเงินหลักแสนบาท

แม้จะอ่านและฟังมาเยอะ แต่พอลงทุนจริงปีแรกเขาบอกว่าซื้อตามมาร์เกตติ้งเชียร์ ให้เล่นตัวไหน-ซื้อตัวไหนเอาหมด...สุดท้ายขาดทุนไม่เป็นท่า!! แต่ไม่ย่อท้อ แนวคิดมาถูกทางแล้วแต่ปฏิบัติผิด จึงเริ่มตั้งต้นหาความรู้จากทุกเว็บไซต์ มาถูกใจที่สุดคือ เว็บ www.thaivi.org เพราะรู้สึกว่าถูกจริตและมีสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง แน่นอน มี ดร.นิเวศ เหมวชิวรากร วีไอตัวพ่อเป็นไอดอล

มาปีที่ 2-4 ของการลงทุน เริ่มตกผลึกแนวคิดวีไอตลอดการลงทุน 3 ปีนี้ พอร์ตสร้างกำไรดีขึ้นเฉลี่ย 30-40% ต่อปี ถึงขนาดขอเงินที่บ้านมาลงทุนเพิ่มเพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากแบงก์มาก ตอนนั้นมูลค่าเงินลงทุนเขาขึ้นสู่เลข 8 หลักอย่างสวยงาม

แต่สุดท้ายมาโดนวิกฤติซัพไพร์มโครมเดียว ขาดทุนบักโกรกมูลค่าพอร์ตลดลงไปถึง 50-60% เรียกว่ากำไรสะสมที่พอกพูนมา 3 ปี หายเกือบหมด!! แต่ต้องรีบกลับมาตั้งหลัก ตอนนั้นเห็นหุ้นราคาตกลงไปมากๆ รู้ทั้งรู้ว่าถูก แต่ไม่กล้าเติมเงินใหม่เข้าไป จึงใช้วิธีรับมือโดยจัดพอร์ตใหม่ จากเดิมในพอร์ตจะมีหุ้นกระจัดกระจายมีทั้งหุ้นคุณค่า และหุ้นหวือหวาเก็งกำไร จึงค่อยๆโยกกลับมาเป็นหุ้นพื้นฐานทั้งหมด แม้บางตัวราคาร่วงมากกว่า 60-70% เมื่อเห็นว่าไม่ใช่เทรนด์หรือมีโอกาสฟื้นยาก ก็ตัดใจยอมขายขาดทุน โยกเงินไปซื้อหุ้นที่มีโอกาสโตมากกว่า

“ช่วงนั้นโยกไปถือหุ้นโรงพยาบาลและหุ้นค้าปลีกเกือบทั้งพอร์ต เพราะราคาต่ำมาก ไม่รู้ว่าวิกฤติซัพไพร์มจะกินเวลานานแค่ไหน แต่คิดว่าหุ้นในพอร์ตที่ปรับใหม่น่าจะ “รอดได้” และสุดท้ายจากวันนั้นมาถึงวันนี้ หุ้นที่ถืออยู่ได้สร้างความมั่งคั่งให้เขาอย่างมหาศาลหลาย 10 เด้ง!!

พอถามถึงมูลค่าพอร์ตเขาไม่อยากบอก แต่เมื่อถูกคะยั้นคะยอหนักๆเข้าก็ยอมหลุดปากว่าแค่ 9 หลัก โอ้บร๊ะเจ้า... หลักร้อยล้าน!! จากเงินเริ่มต้นหลักแสนบาท อย่างนี้นี่เองที่เขาบอกว่าพบอิสรภาพทางการเงินและการใช้ชีวิตหลังเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น!!

“วีระพงษ์” ทิ้งท้ายว่า เขามีหลักลงทุน โดยแบ่งพอร์ตเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือหุ้นเกรด A พื้นฐานดี ธุรกิจเป็น Megatrend กำลังเติบโต โดยซื้อทิ้งไว้ และให้ถือว่าเป็นธุรกิจของเราเองเลย แล้วคอย Watch list จับตาดู หากเกิดเหตุรุนแรงที่ทำให้ราคาหุ้นตกลงมาก ทั้งที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อธุรกิจ ก็จะเข้าไปซื้อเพิ่ม ซึ่งหุ้นในพอร์ตของเขาส่วนนี้เป็นกลุ่ม โรงพยาบาล อาหาร และค้าปลีก พอร์ตส่วนที่ 2 เป็นหุ้นเกรด B-C คือหุ้นที่เทรนด์หรือความแข็งแรงของธุรกิจมาเป็นวัฏจักรตามฤดูกาล กลุ่มนี้จะถือไม่ยาวมาก จะขายเมื่อราคาขึ้นมาถึงมูลค่าที่ตั้งไว้แล้ว

“วีระพงษ์” ฝากแง่คิดไปยังน้องๆหน้าใหม่ที่ใฝ่ฝันจะเข้ามาในตลาดหุ้นว่า หากจะทำอาชีพนี้ ต้องตั้งใจทำงาน ฝึกฝน และทำการบ้านให้หนัก อย่าเข้ามาเพราะเห็นภาพลวงตา หวังว่ามันจะรวยได้ง่าย เพราะมีคนจำนวนมากที่เข้ามาแล้วต้องหมดเนื้อหมดตัว เพราะเข้ามาเพียงเพื่อรวยทางลัด!!


เทรดเดอร์อิสระ

มาที่เซียนหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลา “ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” เจ้าของฉายา Freedom trader หรือ เทรดเดอร์อิสระ วัย 32 ปี เด็กหนุ่มที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพ “เทรดเดอร์” นักลงทุนเต็มตัวเมื่ออายุเพียง 28 ปี หลังเริ่มเล่นหุ้นแบบมั่วๆมาได้พักหนึ่ง แม้จะขาดทุน พอร์ตติดลบแต่เขากลับหลงเสน่ห์ตลาดหุ้นและคิดว่าได้ค้นพบขุมทรัพย์ที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับเขาได้แล้ว

“ผมเป็นลูกคนจีน ถูกสอนให้ค้าขายทำธุรกิจ จึงไม่อยากทำงานประจำ แต่อยากมีความมั่นคงทางการเงิน จึงไม่ลังเลที่จะออกจากงาน เพื่อมาศึกษาการลงทุนอย่างจริงจัง คิดว่าหากจะเอาจริงต้องให้เวลาเต็มที่”

ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาได้พบ “คุณลุงโฉลก สัมพันธารักษ์ ” นักลงทุนรุ่นเก๋า  “เซียนเทคนิค” เจ้าของเว็บไซต์โฉลกดอทคอม ซึ่งมีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก เขาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เข้าคอร์สอบรมด้านเทคนิค นั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตการลงทุน หลังฝึกปรือจนมั่นใจแล้ว เขากำเงิน 1 ล้านบาท เพื่อเปิดพอร์ตลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโบรกเกอร์ที่ฮ่องกง โดยลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น สินค้าเกษตรล่วงหน้าชิคาโก้ จากเงิน 1 ล้าน เพิ่มเป็น 2 ล้านบาท โตเท่าตัว!! แต่เมื่อมาเจอวิกฤติซัพไพร์มในปี 51 เงิน 2 ล้านหดลงเหลือ 1 ล้านภายใน 4 สัปดาห์ และเหลือ 500,000 บาท อีก 6 สัปดาห์หลังจากนั้น

“ตลาดเพิ่งเริ่มลง แต่ผมเจ๊งไปแล้ว และเริ่มรู้ตัวว่าเสียหายหนักกว่านี้ไม่ได้แล้ว” เขาได้วิเคราะห์บทเรียนจากความล้มเหลวครั้งนั้นว่า เพราะไม่เข้าใจหลักการบริหารเงินที่ถูกต้องหรือ money management จึง “เล่นเกินตัว” เก็งกำไรเกินไป โดยไม่ได้ประเมินความเสี่ยงและความสามารถของตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน มีเท่าไรจึงใส่ไม่ยั้ง เมื่อเกิดวิกฤติเขาจึงเกือบหมดตัว เมื่อได้สติคิดจึงค่อยๆกู้พอร์ตกลับมา ใช้เวลา 11 เดือน เงินลงทุนขึ้นมาที่ 1 ล้านบาท

จากนั้นจึงกลับมาเริ่มเทรดที่ตลาดล่วงหน้าของไทย TFEX โดยเริ่มเล่นช้าลง ไม่เล่นเกินตัว ไม่หวังทำกำไรเร็วเกินไป ควบคู่กับการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี แต่กลับได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ทำให้มูลค่าเงินในพอร์ตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ เขาเทรดหุ้นไทย 50% กับเทรด TFEX อีก 50% เพราะพิสูจน์แล้วว่ามหัศจรรย์ของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หากตัดสินใจซื้อขายถูกทางทำกำไรได้ทวีคูณ

เขายอมเผยมูลค่าพอร์ตส่วนตัวว่าอยู่ที่ 8 หลัก นอกจากนี้ ยังสวมบทบาท “มือปืนรับจ้าง” บริหารพอร์ตที่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงลงขันให้ดูแล พอร์ตนี้ใหญ่เป็นเลข 9 หลัก ได้ค่าแรงเป็นส่วนแบ่งจากผลกำไรในแต่ละปี และแน่นอนเซียนระดับนี้แล้วผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30-40% และในปี 54 ทำได้ถึง 80%

“ผมก็เหมือนคน Gen Y ทั่วไป อยากทำอะไรของตัวเอง มีอิสระที่จะคิด จึงพยายามดึงตัวเองออกจากกรอบ ก่อนหน้านี้ คิดว่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวได้ต้องมีกิจการของตัวเอง มาวันนี้เห็นว่าเราใช้ตลาดทุนสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้ แต่ไม่ใช่ในเวลาสั้นๆต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์”

เขาบอกว่า ชีวิตนักลงทุนมี 3 ช่วง ช่วงแรก คือช่วงเอาตัวรอด (Survival) ลองผิดลองถูกหาแนวตัวเองให้เจอ ช่วงนี้ใช้เวลาพิสูจน์ 4-5 ปี พอเริ่มอยู่ตัวเริ่มสร้างกำไรได้เรื่อยๆนี่คือช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว (Growth) ช่วง Growth นี้จะใช้เวลา 10 ปี+เมื่อฐานทุนใหญ่ขึ้นและมีผลกำไรที่เลี้ยงตัวเราได้อย่างสบาย ก็จะเป็นช่วงสุดท้าย ผมเรียกว่า มั่งคั่ง (Wealth) แปลว่ากว่าจะเริ่มมั่งคั่งได้จริงๆต้องพิสูจน์กันอย่างน้อย 15 ปี ส่วนผมตอนนี้เพิ่งอยู่ในช่วง Growth


ต้นแบบนักลงทุนพันธุ์ใหม่

ภาววิทย์ กลิ่นประทุม เซียนหนุ่มหน้าหยกคนนี้เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี แม้จะเคยบอกว่าอาชีพของเขาคือนักลงทุนเต็มตัวแต่ด้วยความสามารถที่เข้าตาเขาถูกดึงตัวจากผู้ใหญ่ให้เข้ามาเป็น investment advisor ผู้ให้ความรู้และที่ปรึกษาการลงทุนให้กับลูกค้าของโบรกเกอร์ชั้นนำ บล.บัวหลวงได้พักหนึ่งแล้ว

เมื่อเข้ามา “ภาววิทย์” ก็สร้างความคึกคักให้กับวงการโบรกเกอร์ทันที นอกจากจะเดินสายเปิดคอร์สติววิชาให้เทคนิคความรู้การลงทุนกับลูกค้าแล้ว “แพท” ได้ร่วมกับทีมงานจัดการแข่งขัน “The Stock Master” เทรดดิ้งเรียลลิตี้ “รู้จริงกับสนามจริง” ที่เปิดให้นักลงทุนแข่งขันลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเงินลงทุนจริงเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยผู้เข้าแข่งขันต้องเข้าอบรมทุกสัปดาห์ตลอด 2 เดือนของการแข่งขัน เพื่อนำความรู้ที่ได้มาตัดสินใจเลือกลงทุนได้อย่างถูกต้อง มีการวางแผนการลงทุน และมีข้อแนะนำแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดเวลาของการแข่งขัน เปลือยพอร์ตของผู้เข้าแข่งขันให้เห็นกันทุกสัปดาห์ ผู้ที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดคือผู้ชนะ โครงการนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม!!

ที่สำคัญยังจุดประกายให้นักลงทุนรุ่นใหม่รู้ว่าการลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ประสบความสำเร็จได้หากเปิดใจที่จะเรียนรู้ และลงมือปฏิบัติจริง ไม่ใช่การเทรดหุ้นจำลองเพื่อเล่นชิงเงินรางวัลเท่านั้น ว่ากันว่าผลของโครงการนี้ ทำให้มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเปิดพอร์ตลงทุนกับบัวหลวงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แม้ “ภาววิทย์” จะมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น แต่เขาไม่เคยละเลยที่จะเขียนบทความความรู้หรือประสบ-การณ์การลงทุนและการทำงานของเขาโพสต์ขึ้นใน Blog ส่วนตัว Face- book และเว็บ s2m เพื่อให้แฟนคลับ แฟนเพจในโลกไซเบอร์ได้อ่านและส่งต่อข้อมูลที่ดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน เพื่อตอกย้ำความคิดที่ว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้”

ส่วนภารกิจการบริหารพอร์ตของเขานั้น “ภาววิทย์” ซึ่งบอกว่าเขาเป็นนักลงทุนแนววีไอที่ผสานนำกราฟเทคนิคเข้ามาช่วยในการตัดสินใจด้วย บอกว่าพอร์ตเขายังแบ่งเป็น 2 ส่วนเหมือนเดิม ส่วนแรก คือ พอร์ตลงทุนระยะยาวที่ยังรักษาแนววีไอไว้อย่างเข้มข้น คือซื้อหุ้นพันธุ์ดี ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงในเวลาที่คนอื่นกลัว เพราะหลักของวีไอคือซื้อเพราะเห็นคุณค่าหรือมูลค่าของกิจการมากกว่าราคา พอร์ตนี้โตขึ้นอย่างมากจากดัชนีที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง เรียกว่ามีกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

ส่วนพอร์ตเทรดดิ้งจะถือสั้นกว่า ซื้อขายโดยใช้กราฟเทคนิคเข้ามาช่วย เพราะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนราคาหุ้นสวิงขึ้น–ลงมาก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สามารถหาผลตอบแทนสร้างกำไรจากการแกว่งตัวของราคาหุ้น พอร์ตนี้สร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 40% แต่สำหรับพอร์ตหุ้นคุณค่านั้นทะลักไปกว่า 400%

ซึ่งนอกจากการบริหารพอร์ตของตัวเองและครอบครัวแล้ว “ภาววิทย์” คือพาร์ตเนอร์หรือคู่หูคนสำคัญของ “ธำรงชัย” ในการผนึกมันสมองเป็น “มือปืนรับจ้าง” บริหารพอร์ตให้พันธมิตรที่เห็นในฝีมือพวกเขา

“ภาววิทย์ ” ทิ้งท้ายว่า เขายังมองว่าในระยะ 5 ปีนี้ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งที่ 1,700 จุด ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียที่กำลังจะเป็น Asian

Miracle  รอบ 2 คนที่ฉลาดจึงมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้จากตลาดหุ้น เพื่อที่จะไม่ตกขบวนรถไฟรอบใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เขาแนะให้คนรุ่นใหม่ศึกษาการลงทุน ฝึกฝนตัวเองให้เชี่ยวชาญเพื่อหาโอกาสสร้างความมั่งคั่งจากขุมทรัพย์ในตลาดหุ้น ที่สำคัญต้องมีหลักคิดในการลงทุนที่ถูกต้อง ไม่ใช่เข้ามาเพราะความโลภ อยากรวยเร็ว จะได้ไม่ตกเป็น “แมลงเม่า” ได้ง่ายๆ

สำหรับเขา เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เขาต้องการสร้างความมั่งคั่งผ่านตลาดหุ้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคงและเป็นต้นแบบแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่!!


วีไอมั่งคั่งอุ่นใจด้วยเงินปันผล

เซียนหนุ่มหน้าอ่อนอีกคน “ณัฐชาต คำศิริตระกูล” หนุ่มปริญญาโท วิศวะจุฬาฯ วัย 32 ปี ที่ตัดสินใจออกจากงานประจำที่กำลังก้าวหน้าในบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ทิ้งโบนัสและเงินเดือนสุดท้าย 60,000 บาท  เพื่อสวมบทบาทเป็นนักลงทุนเต็มตัว

“ณัฐชาต” โดดเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อปี 47 ด้วยอายุเพียง 24 ปี หลังเรียนจบและทำงานได้ครบปี โดยกำเงินที่เก็บหอมรอมริบมาลงทุนเริ่มต้นที่ 200,000 บาท โชคดีที่เขาสนใจเริ่มศึกษาการลงทุนมาตั้งแต่แรก อ่านหนังสือทั้งไทยและต่างประเทศ ดูเว็บไซต์ ไปงานสัมมนาทุกงานที่ลาดหลักทรัพย์ฯจัดขึ้น โดยเฉพาะงานไหนที่มี “ดร.นิเวศน์ เหมวชิวรากร” นักลงทุนวีไอตัวพ่อ เขาแทบไม่เคยพลาด หลังถูกใจเว็บ www.thaivi.org ชุมชนสังคมออนไลน์ของกลุ่มนักลงทุนที่เน้นลงทุนหุ้นคุณค่า หรือ Value Investment (VI) ที่เมื่อศึกษาแล้วรู้สึกว่ามัน Click  ตอบโจทย์กับความต้องการตัวเองที่สามารถลงทุนพร้อมกับทำงานประจำไปได้ด้วย นักลงทุนประเภทนี้เน้นลงทุนระยะยาว

ดังนั้น สำหรับ “ณัฐชาต” เงินออมที่กันออกจากเงินเดือนทุกเดือนรวมทั้งโบนัสประจำปีของเขา จะถูกออมอยู่ในหุ้นทั้งหมด แม้ช่วงนั้นจะพอมีกำลังผ่อนบ้านซื้อรถ แต่เขาเลือกที่จะเช่าคอนโดฯใกล้ที่ทำงาน เพื่อเหลือเงินมาลงทุนในหุ้นให้มากที่สุด หลังค้นพบว่านี่คือขุมทรัพย์ที่จะสร้างความมั่งคั่งให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเขาได้

หลักการเลือกหุ้นของเขาก็เหมือนนักลงทุนวีไอทั่วไป คือมีอนาคตธุรกิจดี ดูแนวโน้มการทำกำไร ความสามารถในการแข่งขันเทียบกับคู่แข่ง อ่านจากข่าว บทวิเคราะห์ ดูงบการเงิน รวมทั้งความสามารถและความซื่อสัตย์ของผู้บริหาร เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว ก็ดูราคาว่าแพงเกินไปหรือยัง ดูจากอัตราส่วนของราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) การจ่ายเงินปันผลว่าสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากหรือไม่ หากราคาหุ้นแพงไปจะยังไม่ซื้อ รอช่วงตลาดแพนิค เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ จนทำให้ราคาตกลงมาต่ำกว่าพื้นฐานมากๆจึงเข้าซื้อแล้วถือยาว ขณะที่ตัวเขาก็จะเฝ้าติดตามพัฒนาการของบริษัทเสมือนว่าทำธุรกิจนั้นเอง

“ณัฐชาต” บอกว่าเขาจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อบริษัทไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้า ทิศทางธุรกิจเปลี่ยนไปในทางแย่ลง หรือราคาหุ้นสูงขึ้นมากแล้ว และมีหุ้นดีตัวอื่นที่ราคาถูกกว่า สามารถปรับขึ้นได้มากกว่า เขาก็จะขายหุ้นที่ราคาสูงแล้วเพื่อโยกมาซื้อหุ้นตัวใหม่ โดยจะไม่เอาเงินออกจากตลาดหุ้นเลย!!

ช่วง 1-2 ปีแรก การลงทุนก็ลองผิดลองถูก แต่เพราะโชคช่วยเริ่มลงทุนช่วงตลาดเป็นขาขึ้น และซื้อหุ้น “ถูกตัว” จึงได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 30% แต่มาเจอวิกฤติการเงินสหรัฐฯ (ซัพไพรม์) ในปี 51 ดัชนีหุ้นร่วงลงกว่า 300 จุด ในวิกฤตินั้นทำให้เขาเห็นโอกาส เพราะต่างชาติถล่มขายหุ้นบิ๊กแคปตัวใหญ่ๆ กดราคาร่วงแรงและลงก่อนหุ้นกลุ่มอื่น ช่วงนั้นหุ้นในพอร์ตเขาเป็นหุ้นเล็ก ที่เริ่มโดนผลกระทบขาดทุนติดลบไปแล้ว 20% พอเห็นหุ้นใหญ่พื้นฐานดีราคาลงมาต่ำมาก จึงยอมขายขาดทุนเพื่อโยกเงินไปซื้อหุ้นดีราคาถูก ที่ถูกฝรั่งถล่มขาย!!

นี่คือจุดพลิกผันที่ทำให้มูลค่าหุ้นในพอร์ตเขาโตทวีคูณ เพราะหลังวิกฤติคลี่คลาย หุ้นตัวใหญ่ซึ่งราคาฟื้นกลับขึ้นมาได้ก่อน ประกอบกับความเป็นวีไอหุ้นดีจึงถือยาว หุ้นที่ซื้อช่วงซัพไพรม์มาถึงวันนี้ ที่ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นจาก 700-800 จุด มาเกือบ 1,400 จุด พอร์ตเขาจึงได้ผลตอบแทนสูงถึง 4 เท่าตัว ตลาดที่เป็นขาขึ้นยาวๆอย่างนี้ นักลงทุนระยะยาวจึงได้กำไรไปเต็มๆ!!

อย่างไรก็ตาม “ณัฐชาต” บอกเราว่าไม่คิดว่าจะโชคดีตลอดไป ดังนั้น เขายังต้องเรียนรู้ พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ทั้งอ่านหนังสือ ไป visit company ซึ่งคือการรวมตัวของกลุ่มนักลงทุนวีไอเพื่อไป

สอบถามผู้บริหารบริษัท ที่พวกเขาถือหุ้นอยู่หรือสนใจไปลงทุน เพื่อตรวจสอบประเมินสถานะบริษัทที่จะเข้าไปถือหุ้น

สุดท้ายเราถามว่า เพราะอะไรจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำให้ขาดรายได้ประจำไปไม่น้อย เขาบอกว่าการค้นพบและเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้เขามีทางเลือกและมีโอกาสมากขึ้น เพราะผลตอบแทนที่ได้จากเงินปันผล เป็นเสมือนเบาะรองรับขนาดใหญ่ให้เขาดูแลครอบครัวและพ่อแม่ได้อย่างดี โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากเงินเดือน

เงินปันผลเฉลี่ยต่อเดือนที่เขาได้รับนั้น มากกว่าเงินเริ่มต้นก้อนแรก (2 แสนบาท) ที่เขาลงทุนในตลาดหุ้นมาก ส่วนมูลค่าพอร์ตรวมนั้น แม้เขาจะบอกว่าเป็นเลข 8 หลัก แต่จากข้อมูลที่เราไปเจาะเสาะมา พบว่าเป็น 8 หลักปลายๆขยับใกล้หลัก 9 เต็มที...ในเวลาเพียง 8–9 ปีในตลาดหุ้น!!


เซียนฮาร์ดคอร์ เทคนิคล้วนๆ

เซียนหุ้นหนุ่มใหญ่ฮาร์ดคอร์ วัย 44 ปี “ณัฐวรรธน์ ร่วมทรัพย์” คนนี้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเงินเพียง 25,000 บาท ด้วยความไม่รู้อะไรเลย ไม่มีแรงบันดาลใจ แถมไม่เต็มใจ เพราะมองว่าตลาดหุ้นเป็นเรื่องของคนรวย แต่ถูกเพื่อนคะยั้นคะยอให้ลงทุนเป็นเพื่อน จึงเล่นสะเปะสะปะได้บ้างเสียบ้าง ก่อนจะจบบทเรียนแรกด้วยผลขาดทุนนับล้านบาท เพราะยิ่งขาดทุนก็ยิ่งใส่เงินเข้าไปหวังจะแก้มือเอาคืน

แต่วันนี้มูลค่าพอร์ตของเขาอยู่ที่เลข 8 หลัก หลายสิบล้าน และยังเพิ่มพูนขึ้นทุกปี ได้รับยกย่องให้เป็นเกจิด้านการซื้อขายหรือเทรดในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีลูกศิษย์มาให้เขาเปิดคอร์สสอนเทรด TFEX ไม่ขาดสาย

“ณัฐวรรธน์” บอกว่าช่วงแรกเขาเล่นหุ้นโดยไม่รู้ว่ามีเครื่องมือที่มาช่วยการลงทุนได้ ดังนั้นตอนมีกำไรก็ไม่ขาย เพราะโลภอยากได้อีก พอขาดทุน ก็ยังไม่ขายอีก เพราะคิดว่า “รอได้” จึงเกิดการขาดทุนสะสมมโหฬาร ช่วงที่โดนหนักที่สุด คือวันที่หุ้นร่วงรุนแรงเป็นประวัติการณ์ คือวันประกาศใช้มาตรการกันสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย จนต้องใช้มาตรการ “เซอร์กิต เบรกเกอร์” หยุดการซื้อขายชั่วคราว นักลงทุนอื่นอาจรู้ว่าเกิดอะไร แต่เขากลับไม่รู้อะไรเลย จึงเทขายหุ้นตามไปด้วยความตื่นตระหนก สุดท้ายบักโกรกจนต้องพาตัวเองออกจากตลาด!!

แต่ออกไปเพื่อฝึกฝนและศึกษาจนรู้ว่าการลงทุนในอดีตของตนนั้นผิดพลาดตรงไหน จึงมุ่งไปศึกษาการวิเคราะห์ด้านเทคนิค ลองผิดลองถูกจนเชี่ยวชาญ คราวนี้เขากลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้งด้วยความมั่นใจ!!

“นักลงทุนไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าวีไอหรือนักเก็งกำไร ควรรู้จักเส้นกราฟที่จะใช้ดูสัญญาณเทคนิค เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อหรือขายหุ้น ซึ่งมีอยู่แค่ 3–4 เส้น อาจไม่แม่นทั้ง 100% แต่มันส่งสัญญาณบอกเราล่วงหน้าได้ และเป็นอาวุธสำคัญที่ต้องมีก่อนเข้ามาลงทุน เพื่อไม่ให้ผิดพลาดจนเกือบหมดตัวเหมือนเขา ถ้าในวันนั้นเขามีอาวุธติดตัว ก็จะไม่เสียรู้ให้กับตลาดอย่างนี้”

“ณัฐวรรธน์” บอกว่าเขาไม่ใช่นักลงทุนแนววีไอ เพราะซื้อหุ้นแต่ละรอบจะถือเพื่อเก็งกำไร 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน บางตัวถ้าเส้นเทคนิคมันเปิดทางให้ก็จะยาวไปถึง 3 เดือน ที่สำคัญการเลือกหุ้นของเขาไม่ได้ดูปัจจัยพื้นฐานเลย (บรรดาสาวกวีไออาจมีมึน) เพราะทุกวันนี้มีโปรแกรมของเว็บไซต์ต่างๆที่สแกนเลือกหุ้นมาให้อยู่แล้ว 10-20 ตัว ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมของบลูมเบิร์ก รอยเตอร์ หรือแม้กระทั่งเว็บสัญชาติไทยอย่างอีไฟแนนซ์ไทยดอทคอม

“หุ้นที่ซื้อ เมื่อดูจากเส้นกราฟแล้วต้องคาดหวังว่าราคามันจะไปต่อได้ หมายถึงต้องได้กำไรเท่านั้น และจะขายหุ้นออกก็เมื่อเส้นกราฟเป็นตัวบอก ส่วนในทางขาลง เขาไม่เคยตั้งจุด  Stop loss  ไว้ว่าจะต้องลงกี่เปอร์เซ็นต์จึงยอมขายขาดทุน แต่หากมีเหตุปัจจัยมาทำให้ราคาหุ้นไปต่อไม่ได้ หรือผิดทางเส้นกราฟมันจะบอกเราก่อน เขาก็ขายยอมขาดทุนเพื่อไปเริ่มรอบใหม่กับหุ้นตัวใหม่

เมื่อมีประสบการณ์ มั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว จากมูลค่าเงินในพอร์ตที่พอกพูนขึ้นคราวนี้เขาฮึกเหิมออกไปลองมือในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX ที่รู้กันว่าเป็นตลาดสำหรับนักเก็งกำไรชั้นเซียน เพราะใช้หลักเทคนิคล้วนๆ แต่มีพลังทำให้เงินในพอร์ตโตเร็ว แต่ถ้าหากผิดทางหรือผิดแนวโน้ม แล้วถือสัญญาในขณะที่ติดลบต่อไปเรื่อยๆ อาจทำให้ขาดทุนถึงหมดตัวได้ มาถึงวันนี้เขาสามารถเอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคแล้ว เขาว่ายังต้องมีการวางแผนการลงทุนที่ดี โดยเฉพาะการจัดการกับความเสี่ยง

สุดท้ายเขาฝากถึงผู้ที่กำลังหลงเสน่ห์อยากรวยในตลาดทุน คนที่อยากเข้าตลาด TFEX ขอให้ฝึกปรือการใช้เทคนิคในการลงทุน จนเชี่ยวชาญและเอาตัวรอดในตลาดหุ้นให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยขยับเข้ามา ส่วนพวกเล่นหุ้นโดยเน้นปัจจัยพื้นฐานนั้นแนะว่าอย่าเข้า TFEX เพราะมันใช้คนละศาสตร์กัน!!


“สมบัติ”ชี้ผลสำรวจความเห็นกูรู หุ้นปีงูไต่ทะลุ 1,500 จุด

ปิดฉากไปอย่างสวยงามสำหรับตลาดหุ้นไทยปี 2555 ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ถึง 36% จากดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้น 366.61 จุด เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2554 ขณะที่ต่างชาติเข้ามาตะลุยซื้อสุทธิหุ้นไทยตลอดทั้งปีกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท โดยดัชนีหุ้นยังคงสามารถเดินหน้าสร้างสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี 10 เดือน เรียกว่าโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยสง่า โดยดัชนีปิดสิ้นปีที่ระดับ 1,391.93 จุด อีกนิดเดียวจะแตะ 1,400 จุด

ส่วนทิศทางในปี 2556 จะยังมีโอกาสโชว์ฟอร์มได้สวยสดงดงาม และยังเป็นตลาดหุ้นเนื้อหอมที่มีเสน่ห์ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่นั้น ต้องให้บรรดากูรูนักวิเคราะห์ชั้นเซียนทั้งหลายเขาฟันธงกัน

แต่จากการสำรวจมุมมองความเห็นของบรรดานักวิเคราะห์โบรกเกอร์สำนักต่างๆที่จัดทำขึ้น โดยสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ปรากฏว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงให้มุมมองตลาดหุ้นไทยว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องแม้จะมีความผันผวนสูงมากในระหว่างทางก็ตาม

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ต่างก็คาดการณ์ว่าดัชนีหุ้นปลายปี 56 จะขยับตัวไปได้โดยเฉลี่ยที่ระดับ 1,471 จุด

เมื่อเจาะผลสำรวจลงไป พบว่าโบรกเกอร์บางสำนักให้ดัชนีสูงสุดของปีหน้าไว้สูงถึง 1,537 จุด ส่วนการประเมินจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,245 จุด!!

สำหรับปัจจัยบวกสำคัญของตลาดหุ้นปีหน้าอยู่ที่การคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนว่าจะขยายตัวสูง จากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลปีหน้าซึ่งจะเหลือเพียง 20% รวมถึงแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศลง ขณะที่เชื่อว่าสหรัฐฯจะแก้ปัญหาหน้าผาการคลังได้ทัน มีผลทำให้ต่างชาติจะยังคงเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์แนะว่าควรกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง โดยให้ลงทุนในตลาดหุ้นรวมทั้งกองทุนรวมหุ้น 45% ของเงินลงทุน ที่เหลือ 11% แนะนำให้ลงทุนในหุ้น หรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ อีก 17% ลงทุนในทองคำ และ Gold Futures ส่วนอีก 13% ลงทุนในตราสารหนี้ หรือกองทุนตราสารหนี้ และอีก 3% ถือเป็นเงินสด หรือเงินฝากธนาคาร ส่วนที่เหลืออาจจะนำไปลงทุนอื่นๆ เช่น กองทุนอสังหาฯ หรือน้ำมัน เป็นต้น

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น แนะนำให้รอจังหวะทยอยซื้อสะสมในช่วงที่ตลาดปรับฐานลง โดยเน้นเลือกหุ้นพื้นฐานดี มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ เช่น หุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และหุ้นที่อิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก

นายสมบัติยังแนะนำหุ้นเด่นที่หลายสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันด้วย เช่น หุ้นบางจากปิโตรเลียม (BCP),ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และซิโน–ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC)

นอกจากนี้แล้ว หากเจาะมุมมองโบรกเกอร์สำนักใหญ่ๆ จะพบว่าฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย คาดว่าดัชนีหุ้นไทยในปีหน้าคงจะแตะ 1,500 จุดได้ พร้อมเชียร์หุ้นน่าลงทุนยังเป็นหุ้นในกลุ่ม Domestic Play หรือกลุ่มอุปโภคบริโภคภายในประเทศอยู่

ส่วน บล.ทิสโก้ ให้ดัชนีปีหน้าอยู่ที่ 1,500 จุดเช่นกัน แต่หุ้นไตรมาสแรกปีหน้า อาจปรับตัวลงจากการรอความชัดเจนการแก้ไขปัญหาภาวะหน้าผาการคลังของสหรัฐฯ และทันทีที่คลี่คลายหุ้นจะบวกมีโอกาสดีดขึ้นแตะ 1,450 ถึง 1,500 จุด พร้อมชี้เป้าหุ้นที่น่าลงทุนคือ ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC), อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ช.การช่าง (CK), ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ศุภาลัย (SPALI), เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP)

ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งแนะนำหุ้นเด่นปี 2556 ด้วยการเชียร์หุ้นของ บมจ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK), โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO), ธนาคารกรุงไทย (KTB), ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY), เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป (MAJOR), พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และปูนซิเมนต์ไทย (SCC)


ทีมข่าวเศรษฐกิจ