ข่าว
100 year

แก๊งคอลฯตุ๋นแนวใหม่'สแกรมเมล'ดูดข้อมูล

ไทยรัฐออนไลน์9 ต.ค. 2555 09:00 น.
SHARE

ตำรวจจีนส่งตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไทย 11 คน กลับมาดำเนินคดีในไทย หลังตำรวจ ปอศ.ประสานให้จับกุมได้ที่เมืองฉางอัน มณฑลกวางตุ้ง ผู้ต้องหาอ้างถูกหลอกไปทำงานเป็นคนดูกรุ๊ปทัวร์คนไทยที่จีน เมื่อไปถึงกลับถูกยึดหนังสือเดินทาง บังคับให้โทรศัพท์กลับมาหลอกเงินคนไทย เตือนระวังโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ “สแกรมเมล” ห้ามซี้ซั้วรับโทรศัพท์เบอร์ที่ไม่รู้จัก ไม่งั้นอาจถูกดูดข้อมูลธนาคารได้ ด้าน ปปง.ตีปี๊บแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างชื่อ ปปง.ข่มขู่เหยื่อยังไม่หมด วอนประชาชนอย่าหลงเชื่อ

ตำรวจ ปอศ.ร่วมกับตำรวจจีนจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 ต.ค. พล.ต.ต.สุรพล หอมชื่นชม ผบก.ปอศ พ.ต.อ.กิตติ สำเภาทอง รอง ผบก.ปอศ. และ พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รอง ผบก.ปอศ. แถลงข่าวตำรวจ บก.ปอศ. ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไทย 11 คน ส่งกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทยประกอบด้วย นายสุริยงค์ ปานแย้ม อายุ 28 ปี นางสุวพร เรียบเรียง อายุ 39 ปี นายเอกพงษ์ น้อยชนะ อายุ 22 ปี น.ส.สุวิมล สัสดี อายุ 30 ปี น.ส.พัฒนา ไชยชาติ อายุ 38 ปี นายจิตติ มูลมีศรี อายุ 18 ปี น.ส.พรธิดา สดศรี อายุ 26 ปี นายชาตรี เจริญการ อายุ 18 ปี นายธวัช ลามอ อายุ 42 ปี นางพรกลม ลามอ อายุ 43 ปี และนายสรธัญ ผจงจิตวรเพียร อายุ 41 ปี

พล.ต.ต.สุรพล หอมชื่นชม ผบก.ปอศ.กล่าวว่า การส่งตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมาดำเนิน คดีในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นการประสานงานระหว่างตำรวจ ปอศ.และตำรวจจีน หลังมีผู้เสียหายชาวไทย 4 รายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้หลอกลวงจนสูญเงินไปราว 4 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ.จึงออกหมายจับผู้กระทำผิดไว้ 24 คน เหตุเกิดเมื่อปี 2553 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 เม.ย.53 เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้ได้ที่อาคารบี ชั้น 3 ตึกเป่า เหลียง จุย เมืองฉางอัน เขตตงก่วน มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน จับกุมผู้กระทำความผิดได้ 15 คน เป็นคนไทย 13 คน ไต้หวัน 2 คน ทั้งหมดถูกจำคุกที่ประเทศจีนมาแล้ว 2 ปี เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ทางการจีนส่งตัวกลับมาให้ประเทศไทยดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

ด้าน พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รอง ผบก.ปอศ. กล่าวว่า ผู้ต้องหาคนไทยที่ทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ถูกจับส่วนใหญ่ ถูกหัวหน้าแก๊งยึดหนังสือเดินทางและขังตัวไว้ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน ตอนนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตำรวจได้รับแจ้งในปี 2555 ลดลงเหลือ 28 ราย พบว่าลดลงมาก เนื่องจากเราดำเนินการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ตนได้รับการเตือนว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ชื่อ “โปรแกรมสแกรมเมล” โดยคนร้ายจะโทร.เข้ามาที่เบอร์โทรศัพท์ของเหยื่อ เบอร์โทรศัพท์ที่แสดงที่เครื่องจะขึ้นต้นด้วย +331 และ +337 นำหน้าแล้ววางสาย หากเหยื่อหลงกลโทร.กลับไปโปรแกรมนี้จะดึงข้อมูลทางการเงินจากโทรศัพท์ของเหยื่อได้ภายใน 3 วินาที จึงขอฝากเตือนประชาชนอย่ารับโทรศัพท์เบอร์ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อเป็นการป้องกัน

ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 11 คนให้การไปในทำนองเดียวกันว่า ก่อนเดินทางไปทำงานที่ประเทศจีน ได้ข้อมูลแบบปากต่อปากจากคนรู้จักว่าประเทศจีนต้องการรับคนไทยไปทำงานเป็นคนดูแลกรุ๊ปทัวร์คนไทยที่ไปเที่ยวประเทศจีน จึงไปติดต่อนายหน้าที่แจ้งไว้ หลังจากนั้นนายหน้าพาเดินทางไปที่ประเทศจีนโดยบางคนไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่บางคนต้องออกค่าใช้จ่ายเอง เมื่อไปถึงปรากฏว่าถูกยึดหนังสือเดินทางและขังไว้ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน และสั่งให้ทำงานโทรศัพท์กลับมาหลอกลวงลูกค้าที่ประเทศไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เชื่อคำให้การทั้งหมด ต้องสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง หลังแถลงข่าวควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 11 คนส่งพนักงานสอบสวน ปอศ.ดำเนินคดี โดยวันที่ 9 ต.ค. จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปฝากขังที่ศาลอาญา รัชดาฯต่อไป

ที่ ปปง. พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.แถลงความคืบหน้าการติดตามอายัดทรัพย์สินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ว่า สืบเนื่องจากสำนักงาน ปปง.ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนหลายรายว่ามีผู้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ของ ปปง.หลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินทั้งสิ้น 100 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 50 ล้านบาท ที่ผ่านมามีการจับกุมผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดำเนินคดีอาญา ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและให้ร่วมกันคืนเงินให้กับผู้เสียหาย รวมทั้งดำเนินการกับทรัพย์สินไปแล้วกลุ่มหนึ่ง แต่ปรากฏว่าขณะนี้กลุ่มคนร้ายที่ไม่ถูกจับกุมยังหลอกลวงประชาชน ตนจึงสั่งให้เร่งรัดดำเนินการอย่างเร่งด่วน จากการสืบสวนพบว่าคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้หลอกลวงประชาชนแล้ว 4 ราย เมื่อเดือน ก.ย.-ต.ค. มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.3 ล้านบาท จึงสั่งอายัดบัญชีธนาคาร 10 บัญชี จาก 3 ธนาคาร ที่คนร้ายเปิดไว้รองรับเงินที่หลอกประชาชนมาได้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้