ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ประกาศลาออกแล้วยงยุทธสละรองนายกฯ-มท.1

    ไทยรัฐออนไลน์28 ก.ย. 2555 09:00 น.
    SHARE

    ให้นิวัฒน์ธํารงรักษาการตัดไฟแก้เกมล้มรัฐบาลหลังปรึกษาแกนนําพท.ชาวนิด้ายื่นล้มจํานําข้าว

    “ยงยุทธ” วางฟอร์มนิ่งไม่พูดเรื่องคนในพรรคบีบทิ้งเก้าอี้ พร้อมจัดคิวไปกราบนมัส-การขอพรจากสมเด็จเกี่ยว “เด็จพี่” เผยจะมีการสวดมนต์เสริมสิริมงคลและปัดรังควาน ซัดอีแอบอดีตรัฐมนตรีเดินเกมเลื่อยขาเก้าอี้ มท.1 “ชูชาติ” ปัดข่าวผู้มีบารมีสั่งช่วยอุ้ม “ยงยุทธ” ปชป.ยื่นกระทู้ไล่บี้รัฐบาลจัดการคนเสื้อแดงที่สังหาร “ร่มเกล้า” แฉสำนวนสอบสวนระบุคนยิงชื่อย่อ “ส.” “เหลิม-ประชา” เดือดปะทะคารม “นิพิฏฐ์” ศาลอาญาตัดสินคดี “อภิสิทธิ์” ฟ้อง “จตุพร” หมิ่นประมาท ลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมปรับ 5 หมื่นบาท “นายกฯปู” โชว์สุนทรพจน์ที่นิวยอร์ก โวจะช่วยคลี่คลายข้อพิพาทจีนกับหลายชาติเพื่อนบ้าน

    กรณีมีกระแสกดดันทั้งจากภายในและภายนอกพรรคเพื่อไทยบีบให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ลาออกจากตำแหน่ง หลังอ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยมีมติลงโทษไล่ออกจากราชการจากกรณีที่ดินอัลไพน์ ล่าสุดนายยงยุทธจัดคิวไปกราบนมัสการและขอพรจากสมเด็จเกี่ยว เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ขณะที่ลูกค่ายของนายยงยุทธได้ออกมาจวกคนในพรรคเพื่อไทยที่เดินเกมเลื่อยขาเก้าอี้นายยงยุทธ

    “ยงยุทธ” ปัดตอบ พท.บีบเปลี่ยน มท.1

    เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด ถนนบางนา-ตราด นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวมีแรงกดดันจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางกลุ่มที่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงตัว รมว.มหาดไทย จากกรณีปมปัญหาเรื่องที่ดินอัลไพน์ หลัง อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยมีมติลงโทษทางวินัยนายยงยุทธด้วยการไล่ออกว่า ขอไม่พูด เพราะเคยบอกผู้สื่อข่าวแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้

    ต่อมาเวลา 11.00 น. นายยงยุทธเดินทางเข้าไปที่กระทรวงมหาดไทย โดยกล่าวทักทายผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ไม่ค่อยมีผู้สื่อข่าวอยู่ที่กระทรวง เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่า คิดว่า รมว.มหาดไทยเดินทางไปที่รัฐสภาเพื่อตอบกระทู้ เลยไปรอกันที่รัฐสภา นายยงยุทธจึงกล่าวว่า ฝ่ายค้านยื่นกระทู้ถามนายชูชาติ หาญสวัสดิ์รมช.มหาดไทย ไม่ใช่ตน จากนั้นนายยงยุทธเข้าไปใน ห้องทำงานประมาณ 30 นาที ก่อนเดินทางออกจากกระทรวง ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยแจ้งกำหนดการของนายยงยุทธว่า ในวันที่ 28 ก.ย. เวลา 14.00น. นายยงยุทธจะเดินทางไปกราบนมัสการขอพรจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือสมเด็จเกี่ยว เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

    โฆษก มท.แขวะแกนนำ พท.ขี้ตกใจ

    นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวแกนนำพรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันให้นายยงยุทธลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์นี้จริงหรือไม่แต่หากมีจริงถือเป็นลางร้ายของพรรค ที่มีแกนนำขี้วิตก ชอบหวั่นไหว ทั้งๆที่กฤษฎีกาชี้ชัดแล้วว่าทุกอย่างจบแล้ว นายยงยุทธปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วทำไมคนในพรรคไม่เชื่อคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา แต่กลับไปหวั่นไหวกับการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ เขาจะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็เรื่องของประชาธิปัตย์ บางครั้งเราต้องหน้าด้านบ้าง อย่าทำตัวเป็นผู้ดีเกินเหตุดูอย่างพรรคประชาธิปัตย์เต็มไปด้วยความไม่ชอบธรรมหลายเรื่อง ทั้งคดี 98 ศพ ปลอมใบ ส.ด. โกงธนาคาร ยังลอยหน้าลอยตาเรียกหาจริยธรรมคนอื่นได้ ขณะที่คดีนายยงยุทธยังไม่สิ้นสุดกระบวนการ อยากให้ทุกคนให้กำลังใจมากกว่า ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ามีคนในพรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันให้นายยงยุทธลาออกจากตำแหน่งใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ชัยตอบว่าไม่ทราบ แต่ตำแหน่ง รมว.มหาดไทยมีคนอยากเป็นกันหลายคน

    โวยอีแอบอดีต รมต.เลื่อยเก้าอี้

    นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเด็นของนายยงยุทธในแง่กฎหมายถือว่าจบแล้ว เพราะกฤษฎีกาและ ก.พ.ให้ความเห็นว่ายังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และนายยงยุทธได้แสดงสปิริตโดยยื่นเรื่องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบตัวเอง แต่ในทาง
    การเมืองยอมรับว่ายังมีเกมเลื่อยขาเก้าอี้ โดยกลุ่มบุคคลภายในพรรคและภายนอกพรรคสุมหัวกันตั้งแต่เอาข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย จัดฉากกลุ่มเสื้อแดงเทียมไปยื่นร้องเรียน อีกทั้งโหมกระแสผ่านสื่อออนไลน์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและวิทยุชุมชนเพื่อให้นายยงยุทธถอดใจลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย แล้วให้กลุ่มตัวเองไปนั่งแทน คนกลุ่มนี้ไม่คำนึงว่าจะส่งแรงกระเพื่อมต่อพรรคมากน้อยแค่ไหน ที่ผ่านมาตอนเราเป็นฝ่ายค้านนายยงยุทธเป็นหนังหน้าไฟมาตลอด พอได้มาเป็นรัฐบาลกลุ่มพวกอีแอบที่ไม่ลงทุนอะไรก็ใช้วิชามารหวังฮุบตำแหน่งใหญ่  ตอนนี้คนในพรรครู้แล้วว่าเป็นคนกลุ่มไหน เป็นอดีตรัฐมนตรีที่กระสันตำแหน่ง ตอนพรรคเพื่อไทยตกต่ำเป็นฝ่ายค้านไม่เคยเห็นหัว

    “ยงยุทธ” ไปวัดเสริมดวงปัดรังควาน

    นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันที่ 28 ก.ย. ที่วัดสระเกศ ทางมหาเถรสมาคมโดยสมเด็จเกี่ยวจะมีการสวดมนต์เสริมสิริมงคลและปัดรังควานให้กับนายยงยุทธในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมของมหาเถรสมาคม และเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนา ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี ที่คนมีเหตุการณ์ร้ายๆเข้ามาได้ไปเข้าวัดฟังธรรม เป็นการเสริมกำลังใจ ทำให้จิตใจสงบ ตามหลักของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา เชื่อว่านายยงยุทธจะมีกำลังใจในการทำหน้าที่ต่อไป จะไม่ถอดใจไปตามกระแสที่กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง

    “เหลิม” ป้อง “ยงยุทธ” ไม่เป็นภาระ

    ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีการล้างมลทินของนายยงยุทธอย่านำ พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2526 มาเปรียบเทียบ ขอให้ไปดูเนื้อหา พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2530 ที่เหมือนเป๊ะกับปี 2550 หากพรรคประชาธิปัตย์ยังสงสัยอยู่ ก็ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้บิดประเด็นข้อกฎหมายเพื่อช่วยนายยงยุทธ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายยงยุทธสมควรแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า นายยงยุทธยังอยู่ในตำแหน่งก็ไม่ได้เป็นภาระรัฐบาล ไม่ได้อุ้มนายยงยุทธ แต่ท่านไม่มีความผิดจนกว่าศาลจะมีคำสั่ง แม้ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา นายยงยุทธก็ไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อถามว่า  ขณะนี้มีกระแสกดดันจากภายในพรรคเพื่อไทยให้ปรับนายยงยุทธออกจาก ครม. ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่มีใครกดดันได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีในการปรับ ครม.จำไว้ว่าแหล่งข่าวพูดแปลว่าไม่จริง

    จวก “เทพพนม” เป็นเสื้อแดงเถื่อน

    จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย แถลงกรณีนายเทพพนม นามลี อ้างตัวเป็นประธาน นปช.สุรินทร์ ยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็น ส.ส.และรัฐมนตรีของนายยงยุทธว่า นายเทพพนมมีอาชีพเป็นม็อบรับจ้าง เป็นเพื่อนนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน และยังมีคดีในศาลกรณีเป็นแกนนำม็อบข้าวเปลือกปิดถนน ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 3 ปี ตอนนี้อยู่ระหว่างฎีกา ยืนยันว่านายเทพพนมเป็นคนเสื้อแดงอุปโลกน์ เสื้อแดงเถื่อน ไม่รู้ว่ารับจ้างใครมาหรือไม่ แต่การอ้างว่าจะสนับสนุนให้นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็น รมว.มหาดไทยแทนนั้น อาจทำให้นายเสริมศักดิ์ซวยไปด้วย เชื่อว่านายเสริมศักดิ์ไม่เกี่ยวข้อง

    กกต.เร่งสอบคุณสมบัติ ส.ส.

    นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลยื่นร้องเรียนต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติความเป็น ส.ส.ของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องวินิจฉัย จึงยังไม่สามารถที่จะตอบได้ว่าผลสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในแนวทางใด แต่เมื่อเรื่องถูกยื่นเข้ามายัง กกต.แล้ว ก็จะต้องวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว เมื่อมีผลคำวินิจฉัยออกมาอย่างไรจึงจะสามารถพูดได้ ยืนยันว่า กกต.จะพิจารณาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะขณะนี้มีผู้ร้องเข้ามาจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กกต.ต้องตรวจสอบก่อนว่ามีอำนาจในการพิจารณาหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วว่ามีอำนาจในการพิจารณา กกต.จะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นไต่สวนในเรื่องนี้ เพื่อให้เรื่องนี้มีความชัดเจนว่านายยงยุทธมีคุณสมบัติการเป็น ส.ส.หรือไม่

    ปชป.ถามกระทู้สดปมร้อนที่อัลไพน์

    วันเดียวกัน ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากระทู้ถามสดของนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถามนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย กรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด วินัยร้ายแรงนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ สมัยดำรงตำแหน่งรักษาราชการปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยนายองอาจถามว่า กรณีที่นายชูชาติได้รับมอบหมายเป็นประธาน อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาความผิดวินัยร้ายแรงของนายยงยุทธตามที่  ป.ป.ช.ชี้มูลมานั้น อยากทราบว่านายชูชาติได้เป็นประธานการประชุม อ.ก.พ.หรือไม่ และการประชุมเป็นไปโดยถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่

    นายชูชาติชี้แจงว่า ได้รับมอบอำนาจรักษาการเมื่อ รมว.มหาดไทยไม่อยู่ ดังนั้น เมื่อ ป.ป.ช.ส่งเอกสารมาที่เขียนบังคับว่าให้ออกหรือไล่ออก จึงส่งเรื่องให้ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ แต่จะประชุมอย่างไร ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เข้าประชุมด้วย เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ตน เป็นหน้าที่ รมว.มหาดไทยในฐานะประธาน อ.ก.พ. แต่เมื่อประธานไม่อยู่ ก็เป็นหน้าที่ของรองประธาน อ.ก.พ.แทน เมื่อประชุมเสร็จ ตนจึงทราบมติ อ.ก.พ.

    “ชูชาติ” โบ้ยไม่รู้เรื่องล้างมลทิน

    นายองอาจถามต่อว่า เหตุใด อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยไปวินิจฉัยเสียงข้างน้อยของ ป.ป.ช. 3 คนที่ระบุว่า นายยงยุทธไม่ผิด ทำไมไม่พิจารณาเสียงข้างมากของ ป.ป.ช. 6 เสียงที่ระบุว่า นายยงยุทธมีความผิด และกรณีนายยงยุทธถือว่าได้รับการล้างมลทินแล้วตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2550 แล้วหรือไม่ เพราะยังไม่เคยได้รับโทษมาก่อน ถ้าอ้างว่าได้รับการล้างมลทินจริง นายยงยุทธไปดำเนินการ

    ขอล้างมลทินกับใคร ที่ไหน

    นายชูชาติชี้แจงว่า เอกสารของ ป.ป.ช.ที่ส่งมาไม่มีอะไรเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ล้างมลทิน สิ่งที่เกี่ยวกับตนคือ เรื่องการให้ออกหรือไล่ออกเท่านั้น เรื่องล้างมลทินท่านยกเมฆกันมา ตนก็ไล่ไอ้คนบ้าปลัดเก่าๆออกไปตามกฎหมาย ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช.ไม่ได้บอกว่าให้ไล่รัฐมนตรี แล้วเอาอะไรมาอ้างกัน ปลัดที่ท่านคิดว่ามันชั่ว มันเลว เขาไม่เคยรับโทษทัณฑ์มา แล้วมาล้างมลทินอะไรกัน เรื่องที่เอามาพูดเล่นในสภาฯแบบนี้ ท่านต้องไปฟ้องอีกข้อหาหนึ่ง

    ปัดผู้มีบารมีอุ้ม มท.1 นั่งเก้าอี้ต่อ

    นายองอาจถามอีกว่า เหตุที่พยายามอุ้มนายยงยุทธอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพราะบริษัทเอกชน 2 แห่งที่มาซื้อที่ธรณีสงฆ์คือ บริษัทอัลไพน์เรียลเอสเตท และบริษัทอัลไพน์กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด โดยบริษัทอัลไพน์กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ มีแม่บ้าน คนขับรถ และยามของครอบครัวอดีตนายกฯเป็นผู้ถือหุ้น ต่อมาเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็นภรรยาและบุตรของอดีตนายกฯ ขณะที่บริษัทอัลไพน์เรียลเอสเตท มีคนนามสกุลเดียวกับ รมช.มหาดไทย ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 2 คน สิ่งที่จะถามคือ เรื่องนี้มีผู้มีบารมีนอกรัฐบาลหรือใครมาสั่งให้กระทรวงมหาดไทยอุ้มนายยงยุทธเป็นรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ หรือเพราะคนคนนี้มีบุญคุณทำให้ที่ธรณีสงฆ์ซื้อขาย และเอกชนเข้าไปได้ประโยชน์ ซึ่งนายชูชาติชี้แจงยืนยันว่า ไม่มีใครสั่ง ทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎหมาย ตนไม่ได้เรียนกฎหมายมายังอ่านกฎหมายออก ตนผ่านการเมืองอยู่ในเวทีนี้มายาวนาน ไม่เข้าใจว่าวันนี้เล่นอะไรกัน ถ้าเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามกฎหมายต้องเข้าสภาฯ

    ตั้งชุดสอบคดีเหลือง–แดงตีกัน

    สำหรับความคืบหน้าคดีเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่หน้ากองปราบปราม ถนนพหลโยธิน เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชาตรี กาญจนกันติ ผกก.สน.พหลโยธิน กล่าวว่า จะรับแจ้งความจากทุกฝ่าย โดย บก.น. 2 มีคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.กิตติคุณ พูลสมบัติ รอง ผบก.น.2 เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ร่วมสอบปากคำสรุปคดีที่เกี่ยวข้องกับการปะทะในเหตุการณ์นี้พ.ต.ท.กมล สายโอให้ รอง ผกก.สส.สน.พหลโยธิน กล่าวว่า ขณะนี้มีคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะกันทั้งหมด 12 คดี เป็นคดีทำร้ายร่างกาย 10 คดี มีผู้แจ้งความเป็นผู้ชุมนุมเสื้อแดง 6 ราย เป็นผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง 3 ราย และเป็นตำรวจ บก.อคฝ.อีก 1 ราย ที่เหลือเป็นคดีทำลายทรัพย์สิน 2 ราย ส่วนห้างร้านต่างๆยังไม่มีการมาแจ้งความเรื่องทรัพย์สินเสียหาย แต่เจ้าหน้าที่พร้อมรับแจ้งความสำหรับผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ โดยจะสอบปากคำผู้เสียหาย และรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ติง “เฉลิม” จองพื้นที่ชุมนุมใช้ไม่ได้

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าควรมีการจัดการพื้นที่ชุมนุม หากกลุ่มไหนมาถึงก่อนก็ชุมนุมได้ว่า การพูดของร.ต.อ.เฉลิมถูกเพียงครึ่งเดียว คือไม่อยากเห็นมวลชนที่มีความเห็นต่างกันไปอยู่ในที่เดียวกัน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือใครจองพื้นที่ได้ก่อนก็ชุมนุมได้นั้น คงจะใช้ไม่ได้  และการที่จะไปอยู่ในสถานที่เดียวกันนั้นมีหลักง่ายๆคือเคารพในเสรีภาพของฝ่ายที่ไปจัดกิจกรรม หรือมีเหตุที่จะไป แต่กลุ่มที่จะไปต่อต้านคนกลุ่มที่ไปก็ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำกิจกรรมก็จบ ส่วนที่แกนนำนปช.ขอให้มวลชนอดทนต่อสถานการณ์ที่อาจเผชิญหน้าและมีการยั่วยุนั้น  เห็นว่าเป็นการวิเคราะห์ว่าถ้าวุ่นวายมากๆก็มีความกลัวว่าเขาพยายามสร้างกระแสเรื่องรัฐประหารอยู่แล้ว  ซึ่งยืนยันว่าไม่มีใครสร้างสถานการณ์  แต่ที่ผ่านมาเราเรียกร้องมาตลอดว่าอย่าไปใช้วิธีเอามวลชนไปชนคนอื่นได้หรือไม่ แต่แกนนำเสื้อแดงไม่เคยแสดงความรับผิดชอบอะไรเลย

    แดงบุก ปชป.ยื่นสอบจริยธรรม ส.ส.

    เมื่อเวลา 10.30 น. ที่บริเวณหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวุฒิพงศ์ กรธรรมคุณ หรือโกตี๋ แดง นอกคอก  นำรถกระบะที่มีสัญลักษณ์คนเสื้อแดงติดตั้งเครื่องกระจายเสียง  พร้อมกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการตรวจสอบคุณธรรมและจริยธรรมของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และให้หยุดกล่าวหาใส่ร้ายคนที่ตายไปแล้ว โดยทันที่ทีเดินทางมาถึงกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้าไปนั่งดื่มกาแฟภายในร้านกาแฟที่อยู่หน้าพรรค แต่ก็มีเจ้าหน้าที่พรรคมาเชิญให้ออกจากร้าน ซึ่งนายวุฒิพงศ์ไม่ยอมพร้อมกล่าวว่า มีเงินจะมาซื้อกาแฟกิน และจะมารอ ส.ส.เพื่อยื่นหนังสือ ทำให้เกิดการถกเถียงกันครู่หนึ่ง สุดท้ายกลุ่มผู้ชุมนุมไปรวมตัวกันที่บริเวณหน้าลานแม่พระธรณีบีบมวยผม  เพื่อรอ ส.ส.ที่จะมารับหนังสือ  ระหว่างที่รอก็เปิดเทปคำกล่าวของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิ– ปัตย์ ที่ระบุว่าเป็นการสั่งฆ่าประชาชน กระทั่งเวลา 12.00 น. นายแทนคุณ  จิตต์อิสระ โฆษกผู้นำฝ่ายค้าน เป็นตัวแทนพรรค ออกมารับหนังสือพร้อมแผ่นดีวีดี 3 แผ่น และรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับคนของพรรคประชาธิปัตย์อีก 7 ภาพ เมื่อเสร็จสิ้นการยื่นหนังสือแล้วนายวุฒิพงศ์พาผู้ชุมนุมออกจากพรรคทันที อย่างไร ก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.2 และตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ราว 250 นาย คอยดูแลความสงบเรียบร้อย

    ปชป.บี้รัฐจัดการแดงฆ่า “ร่มเกล้า”

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันเดียวกัน ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากระทู้ถามสดของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถามนายกรัฐมนตรีเรื่องการปฏิบัติงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมว่า ผลสรุปของ คอป.ชี้ชัดว่าการชุมนุมของ นปช.มีกองกำลังใช้อาวุธโจมตีเจ้าหน้าที่ และได้รับความร่วมมือจากการ์ดนปช. ขณะนี้การ์ดนปช.เข้ามามีตำแหน่งในฝ่ายบริหาร อยากถามว่ารัฐบาลจะดำเนินคดีกับการ์ดนปช.อย่างไร และได้ดำเนินการอย่างไรกับคนเสื้อแดงที่สังหาร พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ตามที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุไว้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทนนายกฯว่า หากการ์ด นปช.ทำผิดก็จับหมด แต่ที่ผ่านมาศาลชี้ชัดแล้วว่าการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง แท็กซี่เสื้อแดง มาจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนกรณีทนายความนายกิตติชัย แข็งขัน ที่บาดเจ็บจากการชุมนุม มาร้องทุกข์กล่าวโทษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ข้อหาพยายามฆ่านั้น ยืนยันว่างานนี้ไม่มีมวยล้ม

    ปูดสำนวนสอบแฉคนยิงชื่อ “ส”

    นายนิพิฏฐ์ถามต่อว่า ไม่ได้ถามเรื่องนายพัน คำกอง แต่ ร.ต.อ.เฉลิมมาตอบเรื่องนี้ ไม่อยากว่า ร.ต.อ.เฉลิมโง่ แต่คิดว่าไม่ฉลาด ขณะนี้กระบวนการยุติธรรมล้มเหลว มีการรับใช้การเมือง ตนมีเทปบันทึกภาพที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ไปล็อบบี้ผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เพื่อขอประกันตัวนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก แกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในคดีก่อการร้าย แต่ดีใจที่ผู้พิพากษาไม่ให้ประกันตัว แม้จะพยายามไปล็อบบี้ก็ตาม และที่ผ่านมาไม่เคยมี รมว.ยุติธรรมคนใดเดินไปบนศาลเพื่อรับรองคดีอุกฉกรรจ์ นอกจากนี้ตนฝันถึงผลการสอบสวนคดีก่อการร้ายเห็นว่าในสำนวนสอบสวนแผ่นที่ 7 บรรทัดที่ 24 ระบุชื่อคนยิง พล.อ.ร่มเกล้าว่า มีอักษรย่อ “ส” แต่ยังไม่ถูกดำเนินคดี เพราะอยู่ในกลุ่มนปช.

    พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ขอใช้สิทธิถูกพาดพิงชี้แจงว่า ยอมรับไปพบกับอธิบดีศาลคนหนึ่งที่โรงแรมรามาการ์เด้น แต่เป็นการพบกันในงานสัมมนากระบวนการยุติธรรมของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่เชิญนายกฯเป็นประธานเปิดงาน ไม่ใช่การไปล็อบบี้ กรณีการประกันตัวนายยศวริศเพราะภรรยานายยศวริศมาร้องเรียนให้ช่วยประกันตัว จึงให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพช่วยเหลือตามสิทธิรัฐธรรมนูญ แสดงถึงความเป็นผู้นำในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ

    “เฉลิม-ประชา-นิพิฏฐ์” ฟัดกันนัว

    จากนั้นนายนิพิฏฐ์ ร.ต.อ.เฉลิม และ พล.ต.อ.ประชา ได้พูดจาตอบโต้กันไปมาจนเสียเวลาไป 1 ชั่วโมง โดยนายนิพิฏฐ์และ พล.ต.อ.ประชาต่างพูดจาตอบโต้ไล่ให้แต่ละฝ่ายไปหาหมอรักษาโรคความจำเสื่อม ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิมสวนกลับนายนิพิฏฐ์ว่าไม่มีสมบัติผู้ดีที่มากล่าวหาตนเป็นคนโง่ คนอ่านหนังสือสมบัติผู้ดีจะไม่พูดจาแบบนี้ ส่วนที่นายนิพิฏฐ์ระบุมีอักษรย่อ “ส” ฆ่า พล.อ.ร่มเกล้านั้น ให้มาบอกตน จะจัดการให้ ทั้งนี้ ในช่วงท้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นพูดว่ารัฐบาลที่แล้วก็มอบให้กรมคุ้มครองสิทธิฯประกันตัวผู้ถูกคุมขังหลายราย แต่ไม่เคยให้ รมว.ยุติธรรมไปดำเนินการประกันตัวให้ใคร พล.ต.อ.ประชาไม่ควรใช้สถานะตัวเองปะปนกับกรมคุ้มครองสิทธิฯ ส่วนกรณีการสลายการชุมนุมนั้น ยืนยันว่าพวกตนเคารพและพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่หนีไปไหน แต่งานนี้ต้องไม่มีไอ้ปื้ดมาเกี่ยวข้อง

    ส.ว.พบดีเอสไอให้ข้อมูลสลายม็อบ

    เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวิชาญ ศิริเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา 1 ในกลุ่ม 60 ส.ว. ที่เข้าไปเจรจากับแกนนำ นปช.ให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาเมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 เดินทางเข้าให้ข้อมูลกับ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และประชาชน 91 ศพ ใช้เวลาสอบสวนนาน 3 ชั่วโมง นายวิชาญกล่าวว่า ได้เตรียมข้อมูลที่บันทึกไว้หลังเหตุการณ์สิ้นสุดลง รวมถึงข้อมูลผลการดำเนินการงานของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ที่มีการสอบสวนวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น และความสอดคล้องกับทางคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ

    (คอป.) แต่ข้อเท็จจริงจะขัดแย้งกันอยู่บ้าง โดยรายงานของวุฒิสภาแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น และมีการนำข้อเท็จจริงจากสื่อต่างๆ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายผู้ชุมนุม ว่ามีการแจ้งข้อมูลมาอย่างไร ซึ่งได้นำมารวบรวมให้ได้มากที่สุด ส่วนประเด็นปัญหาคือก่อนวันที่ 18 พ.ค.53 นายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภา เจรจาอะไรกับรัฐบาลหรือไม่นั้น ดีเอสไอจะต้องหาข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ต่อไป ทั้งนี้ มีรายงานว่านายประสพสุขจะเข้าให้การกับดีเอสไอถึงข้อมูลในการเป็นคนกลางเจรจาในวันที่ 28 ก.ย.

    ศาล ปค.เพิกถอนคำสั่งล้มตั้ง “พิศิษฐ์”

    บ่ายวันเดียวกัน ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ 184/2553 ลงวันที่ 18 ส.ค. 2553 เรื่องยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายพิศิษฐ์ ลีลาวัชรโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นรักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเห็นว่าขณะที่คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ออกคำสั่งดังกล่าวนั้น มีอายุเกินกว่า 65 ปีบริบูรณ์ ถือเป็นลักษณะห้ามของการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา 34 (2) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542 ดังนั้น คำสั่งจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ด้านนายพิศิษฐ์กล่าวภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า เมื่อคดียุติแล้วกระบวนการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะได้เดินหน้าต่อไป หลังจากที่ คตง.ว่างมาตั้งแต่ปี 2549 และผู้ว่า สตง.ว่างมาตั้งแต่ปี 2553 โดยส่วนตัวไม่ติดใจที่จะฟ้องร้องกลับคุณหญิงจารุวรรณ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการแพ้ชนะส่วนตัว แต่เป็นการทำให้ความจริงปรากฏ และเสียดายเวลาที่เสียไปซึ่งสังคมและประเทศชาติเสียโอกาสจากการพัฒนาองค์กรสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้รุดหน้า

    ปชป.ขย่มซ้ำระบายข้าวล้มเหลว

    ที่รัฐสภา  นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม  ส.ส.พิษณุโลก  พรรคประชาธิปัตย์  แถลงถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ครั้งที่ 5 ที่ตั้งเป้า 558,000 ตัน แต่มีการระบายได้แค่ 57,605 ตัน หรือประมาณ  10%  ว่า  โดยภาพรวมถือว่าการระบายข้าวของรัฐบาลล้มเหลว  เนื่องจากมีปัญหาข้าวเน่าและข้าวเสื่อมสภาพผสมอยู่ในโกดัง  ทำให้พ่อค้าไม่เชื่อมั่นในข้าวหอมมะลิว่าจะมีคุณภาพหรือไม่  นอกจากนี้ยังมีการปลอมปนข้าว  รวมทั้งเซอร์เวเยอร์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการทุจริตอีกหน่วยงานหนึ่ง  เพราะยอมให้มีการปนเปื้อนข้าว หรือเอาข้าวเสื่อมสภาพเข้าไปในโกดังรัฐบาล  แสดงให้เห็นชัดว่ารัฐบาลล้มเหลวทั้งปริมาณและราคาที่ขาดทุนมหาศาล  สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือของเก่ายังขายไม่ได้ ของใหม่ก็กำลังจะมา จะทำให้โครงการนี้และประเทศชาติไปไม่รอด

    อ.นิด้ายื่นศาล รธน.สั่งยุติโครงการ

    อีกด้านหนึ่ง  ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ  นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อคณาจารย์จากนิด้า  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักศึกษา รวมจำนวน 146 รายชื่อ ต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ผ่านนายชวลิต  ศรีโฉมงาม ผอ.สำนักคดี  5  เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุติ หรือชะลอโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่าโครงการนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 43 และ 84 (1) ที่ระบุว่ารัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรม โดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน  และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน  แต่โครงการรับจำนำข้าวขณะนี้รัฐบาลเข้ามาเป็นผู้รับข้าวแบบผูกขาดผู้เดียว  เป็นการทำลายกลไกการซื้อขายข้าวและคุณภาพข้าวด้อยลง  จึงเป็นห่วงกลุ่มเกษตรกรว่าในอนาคตจะไม่สามารถทำให้ข้าวไทยส่งออกในตลาดโลกได้  และขณะนี้รัฐบาลรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด  ทำให้ข้าวหลั่งไหลไปสู่โรงสีของรัฐจำนวนมาก ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนเสียหายจำนวนมาก  ซึ่งอยากให้รับจำนำข้าวรูปแบบเดิมที่ราคารับซื้อข้าวต่ำกว่ากลไกตลาด

    “เด็จพี่” อัดกลับรับงานกลุ่มทุน

    นายพร้อมพงศ์  นพฤทธิ์  โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอดิศร์  อิศรางกูร  ณ  อยุธยา  คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ยื่นหนังสือให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลว่า  พรรคเพื่อไทยยืนยันเดินหน้านโยบายจำนำข้าวตามที่ได้หาเสียงไว้  ทีมกฎหมายของพรรคพิจารณาแล้วว่าโครงการนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ  ขณะที่ในเร็วๆนี้ก็จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลในโอกาสครบรอบ 1 ปี สงสัยว่าทำไมไม่รอก่อน  ซึ่งมีนัยทางการเมืองซ่อนเร้นหรือไปรับงานใครมาหรือไม่  เพราะโครงการนี้เกษตรกรได้ประโยชน์  นักวิชาการกลุ่มนี้ตั้งแต่เรียนหนังสือมาจนมีตำแหน่งทางวิชาการ  รู้จักคำว่าเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติหรือไม่  มองว่านักวิชาการกลุ่มนี้น่าจะช่วยกลุ่มทุนรายใหญ่มากกว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งประเทศ  และเชื่อว่าหากมีการระงับโครงการรับจำนำข้าว เกษตรกรจะออกมาประท้วงทั่วประเทศ จึงอยากให้อาจารย์กลับไปสอนหนังสือดีกว่า

    ศาลลงโทษจำคุก “ตู่” หมิ่น “มาร์ค”

    เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 29 ม.ค.-15 ก.พ. 53 ต่อเนื่องกัน จำเลยกล่าวปราศรัยหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อหน้ากลุ่มคนเสื้อแดงและประชาชนที่รับฟังและชมโทรทัศน์ช่องพีเพิลแชนแนลที่ถ่าย-ทอดสดทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกล่าวปราศรัยดังกล่าวทำให้คนเสื้อแดงอาจมีความคิดคล้อยตามไปได้ว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวจริง เป็นการปราศรัยเพื่อยั่วยุปลุกปั่นปลุกระดมเพื่อก่อให้เกิดความเกลียดชังในตัวโจทก์ จำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่จำเลยปราศรัยเป็นความจริง จำเลยมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 50,000  บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นเวลา 7 วัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย

    กมธ. นัดสอบทัวร์ “ขุนค้อน”

    นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้-แทนราษฎร เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าจะพิจารณาเรื่องนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำสื่อมวลชนไปดูงานต่างประเทศ ตามข้อเสนอของนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แนวทางการพิจารณากำหนดไว้ในใจแล้ว และต้องรอให้ที่ประชุมพิจารณาก่อนว่าจะเชิญใครมาชี้แจงบ้าง ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน มีแนวทางข้อบังคับระเบียบปฏิบัติเรื่องการไปดูงานต่างประเทศอยู่ ข้าราชการประจำก็สามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะนายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ถ้าฟังคำชี้แจงแล้วชัดเจน ไม่มีกรรมาธิการฯสงสัย ก็ไม่น่าจะมีอะไร สำหรับสื่อมวลชนที่ร่วมคณะไปด้วยคงไม่ต้องเชิญมาชี้แจง ส่วนการยกเลิกกำหนดการดูงานรัฐสภาอังกฤษ ที่เกิดจากความบกพร่องเจ้าหน้าที่ไม่สามารถประสานงานกับทางรัฐสภาอังกฤษได้ เห็นว่าขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ประธานสภาฯว่าจะไปหรือไม่ แต่รายละเอียดยังไม่ทราบ ต้องรอฟังการชี้แจงของฝ่ายที่เกี่ยวข้องถึงกำหนดการเดินทาง การติดต่อประสานงาน และอำนาจสับเปลี่ยนกำหนดการ เป็นหน้าที่ใคร

    เล็งถามเกณฑ์คัดเลือกสื่อร่วมคณะ

    นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการกิจการสภาผู้-แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้เสนอเรื่องให้คณะกรรมาธิการฯตรวจสอบการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของประ-ธานสภาฯ กล่าวว่า อยากเสนอให้พิจารณา 2 ประเด็นคือ กรอบการจัดโครงการนี้ใช้งบประมาณอย่างไร ใช้เกณฑ์ใดเลือกสื่อเข้าร่วมโครงการ ทราบมาว่าทางคณะไม่ได้นัดหมายกับทางรัฐสภาอังกฤษไว้ก่อน และอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมของอังกฤษ รวมถึงประเด็นบรรทัดฐานของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับสื่อมวลชนที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะมีการเลือกเฉพาะคนที่ชอบร่วมเดินทางไป ตรงนี้ทำได้หรือไม่

    น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ร่วมคณะดูงานต่างประเทศกับประธานสภาฯ เปิดเผยหลังเดินทางกลับไทยว่า ประธานสภาฯยังมีดำริจะจัดให้ไปศึกษาดูงานต่างประเทศปีละ 2 ครั้ง โดยจะเชิญผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาไปด้วย การเดินทางครั้งนี้ถือว่ามีประโยชน์มาก ได้ไปดูงานที่บีบีซีและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ที่ร่วมเดินทางกัน โดยมีสื่อมวลชนร่วมคณะ 12 คน

    “ยิ่งลักษณ์” หารือ “เต็ง เส่ง”

    นางกรกช  กุลลประภา  ผู้สื่อข่าวรายงานสายการเมือง นสพ.ไทยรัฐ รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 26 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น  น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 67 ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับ พล.อ.เต็ง  เส่ง  ประธานาธิบดีพม่า โดยหลังการหารือ น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดเผยว่า  เป็นการพบต่อเนื่องจากที่ประธานาธิบดีพม่าเดินทางเยือนไทย  และได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย  และความร่วมมือในการพัฒนาให้แก่พม่า  รวมถึงการพัฒนาบุคลากร  การหารือครั้งนี้จึงเป็นการติดตามความคืบหน้า  เบื้องต้นได้เห็นชอบร่วมกันเรื่องโครงสร้างของคณะกรรมการร่วมระหว่างฝ่ายไทย-พม่า  เพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน  ซึ่งทั้งสองประเทศจะกลับไปกำหนดรายละเอียดเพื่อนัดหมายประชุมร่วมกัน  คาดว่าการประชุมร่วมครั้งแรกฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพ  นอกจากนี้ตนได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลพม่า  กรณีปล่อยตัวคนไทย 83 คนที่ถูกดำเนินคดีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

    เร่งแผนสร้างเส้นทางคมนาคม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  สำหรับคณะกรรมการร่วมไทย-พม่าพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายนั้น ฝ่ายไทยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและ รมว.คลัง เป็นหัวหน้าคณะ  และฝ่ายพม่ามีรองประธานาธิบดีพม่า เป็นหัวหน้าคณะ  ทั้งนี้ ฝ่ายพม่าอยากให้มีการประชุมร่วมกันโดยเร็ว  เพราะทั้งสองฝ่ายตั้งใจประกาศเรื่องนี้ในช่วงประชุมอาเซียน ซัมมิต เดือน พ.ย.นี้ว่าจะมีความร่วมมือกันอย่างไร  และอยากให้ประธานคณะกรรมการระดับสูง  และระดับรองลงมาซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติการ ได้ประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  พร้อมกันนี้ฝ่ายไทยให้ความสนใจที่จะตั้งคณะทำงานร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจอื่น  โดยมอบให้ รมว.อุตสาหกรรมเดินทางไปคุยรายละเอียด  เนื่องจากเอกชนไทยได้ความสนใจร่วมลงทุนในเขตอุตสาหกรรมติละวา ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้ขอเข้าไปเป็นบริษัทร่วมทุนแล้ว  นอกจากนี้นายกฯได้แจ้งต่อผู้นำพม่าว่าไทยพร้อมสนับสนุนการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม  แม่สอด-เมียวดี-กอกะเร็ก  และได้เริ่มก่อสร้างแล้ว  หลังจากนี้พม่ายังขอให้ฝ่ายไทยสร้างเส้นทาง เมาะลำไย-เมาะละเม็ง  ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อ  3  ประเทศคือ ไทย-พม่า-อินเดีย

    ศึกษาผังเมืองนิวยอร์ก

    นางกรกชรายงานด้วยว่า  นอกเหนือจากการหารือทวิภาคีผู้นำไทย-พม่าแล้ว  นายกฯยังมีภารกิจอื่นต่อเนื่องกันตลอดทั้งวัน โดยได้พบหารือกับภาคเอกชนไทยในช่วงระหว่างอาหารเช้า  และให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์วอลสตรีท  เจอนัล  จากนั้นช่วงสายได้เดินทางไปเยี่ยมชมไฮไลน์  พาร์ค  ซึ่งเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์จากรางรถไฟเก่ามาเป็นสวนสาธารณะ  และเยี่ยมชมสถานีรถไฟแกรนด์  เซ็นทรัล  จากนั้นได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการวางผังเมืองของนครนิวยอร์ก  กระทั่งเวลา  16.45  น.  น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปพบปะหารือกับผู้บริหารเอเชีย โซไซตี้

    โวจะช่วยลดข้อพิพาทจีน–ญี่ปุ่น

    สำนักข่าวเอพีและเอเอฟพีรายว่า  น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวสุนทรพจน์ที่เอเชีย โซไซตี้ ในนิวยอร์ก ว่า ประเทศเศรษฐกิจใหม่ในเอเชียสามารถช่วยเหลือเศรษฐกิจโลกที่กำลังย่ำแย่ได้  แต่เตือนว่าอย่าปล่อยให้ความขัดแย้งในทะเลรอบๆประเทศจีนทำให้การพัฒนาหยุดชะงัก  ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นจักรกลสำคัญของเศรษฐกิจโลก  อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับหลายชาติเพื่อนบ้านในเรื่องหมู่เกาะพิพาทต้องได้รับการแก้ไข  ประเทศไทยมุ่งมั่นช่วยปลดชนวนสถานการณ์เท่าที่จะสามารถทำได้  ในฐานะที่ไทยไม่ได้เป็นประเทศคู่กรณีที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเหล่านี้ด้วย ไทยต้องการช่วยเหลือ  บางทีตนเองสามารถใช้ความเป็นผู้หญิงช่วยแก้ความขัดแย้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเหตุประท้วงรุนแรงในปี 2553 แต่ก็สงบลงแล้ว ตอนนี้เข้าสู่ช่วงเวลาที่มีเสถียรภาพที่น่ายินดียิ่ง  คาดว่าปีนี้ไทยจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีถึง 5.5-6 เปอร์เซ็นต์

    “ยงยุทธ” ตัดใจยอมไขก๊อก

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า หลังจากที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ได้หารือกับแกนนำพรรคถึงกรณีปัญหาคุณสมบัติทางการเมืองของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หลัง อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยมีมติลงโทษไล่ออกจากราชการ ทำให้เกิดกระแสกดดันทางการเมืองรุมเร้าหลายด้าน เห็นว่าหากนายยงยุทธยังดำรงตำแหน่งต่อไป จะส่งผลต่อการทำงานของรัฐบาลและส่งผลกระทบทางการเมืองต่อพรรคเพื่อไทย คณะกรรมการยุทธศาสตร์และแกนนำพรรคจึงได้ประสานยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เสนอแนวคิดว่านายยงยุทธไม่ควรดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆในช่วงนี้ ซึ่งนายกฯก็เห็นด้วย จึงได้ติดต่อไปยังนายยงยุทธให้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว โดยนายยงยุทธก็ยอมรับ และจะประกาศลาออกในวันที่ 28 ก.ย.นี้ โดยนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตร จะทำหน้าที่รักษาการแทนในตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo