ข่าว
100 year

หัวสะพาน...เสริมงานศิลปาชีพฯ รวมตัวผลิตไหมครบวงจร

เพ็ญพิชญา เตียว5 ก.ย. 2555 05:00 น.
SHARE

หมอนสมุนไพรและเส้นไหมคุณภาพ.

เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรให้สามารถสืบทอดจากโบราณกาลมาสู่กลุ่มชนรุ่นหลังให้มีความมั่นคง ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (บุรีรัมย์) สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์อำเภอพุทไธสง และ เกษตรกรแม่บ้านชาวหัวสะพาน จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง สหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านหัวสะพาน จำกัด อำเภอพุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ขึ้น

นางจารุภา เนียนไธสง ประธานสหกรณ์บ้านหัวสะพานฯ เปิดเผยว่า คนในชุมชนส่วนใหญ่ มีอาชีพปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งแต่ก่อนนั้นจะเป็นแบบต่างคนต่างผลิตแล้วส่งขายให้กับกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน เรื่องราคาไม่ค่อยดีเท่าไรนัก จุดนี้เองทำให้บางครอบครัวเริ่มทอผ้ากันน้อยลง กระทั่งเห็นว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้ในอนาคต อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในหมู่บ้านคงสูญหายเป็นแน่ ดังนั้นต่อมาจึงรวมตัวแล้วจัดตั้งกลุ่มขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น


นางวันทนา เพียวงศ์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มฯ บอกว่า แต่เดิมชาวบ้านแถบนี้จะนิยมเลี้ยงไหมพันธุ์พื้นบ้าน กระทั่งต่อมา “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติที่อำเภอพุทไธสง” มีโครงการ “สนับสนุนพันธุ์ไข่ไหม” ทั้ง พันธุ์ไทยพื้นบ้าน ซึ่งลักษณะเด่นคือเส้นจะนุ่ม เบา พันธุ์ดอกบัว ลักษณะเส้นหนัก เมื่อทอผ้าแล้วเนื้อจะแข็ง ส่วน เหลืองไพโรจน์ เป็นไหมลาย เข้ามา


และ...ตนคิดว่าอยากได้พันธุ์ที่มีเส้นใยมากๆ เพราะที่บ้านจะสาวไหมส่งขายเป็นกิโลฯ ดังนั้นจึงเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้วทดลองเลี้ยง “ไหมพันธุ์ดอกบัว” พอครบรอบการเลี้ยงพบว่าพันธุ์ดังกล่าวให้เส้นใยมากประมาณ 2 กิโลกรัม/แผ่น หากเป็นไหมไทยพันธุ์พื้นบ้าน 1 แผ่น จะได้ 1 กิโลกรัม ดังนั้นต่อมาจึงสั่งไข่ไหมพันธุ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นใบอ่อนมา 10 แผ่นกระดาษไข่ ในราคาแผ่นละ 30 บาท (แผ่นหนึ่งมีไข่ประมาณ 20,000 ฟอง) แล้วทยอยเลี้ยงเพิ่มขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 500 แผ่น

สำหรับการดูแลนั้น เริ่มแรกหลังจากรับกระดาษไข่ไหมมา จะต้องเก็บใบหม่อนที่อ่อนตามวัยอย่างวัย 1 ต้องใช้ใบยอดมาเลี้ยงหากอยู่ในช่วงหน้าร้อนจะใช้เวลาเลี้ยง 18-20 วัน ช่วงฤดูหนาวใช้เวลาเลี้ยง 22-25 วัน ไข่ไหมจะสุก (การเข้าดักแด้) ต้องเก็บไหมเข้าจ่อ จากนั้น 3 วัน จึงล้วงออกมา (จกจ่อ) เพื่อทำความสะอาด คัดรังเสีย อาทิ รังแฝด รังที่ผิดรูปร่าง รังเบี้ยวออกนำมาสาวต่างหากไม่ทิ้ง


...ช่วงแรก จะขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงหมู่บ้านราคากิโลฯละ 700-800 บาท ทางกลุ่มหมู่บ้านติดกันบอกว่า ถ้าทำให้ไหมมีคุณภาพ จะสามารถส่งขายให้กับศูนย์ศิลปาชีพได้ราคาที่ดีกว่ามาก ต่อมาจึงไปปรึกษาและทางศูนย์หม่อนไหมฯได้ติดต่อเดินเรื่องให้ กระทั่งสามารถส่งไหมเข้าไปขายที่ ศูนย์ศิลปาชีพภูพาน ปัจจุบันอยู่ที่ราคากิโลฯละ 1,600 บาท ส่วน ผ้าทอจะส่งเข้าไปที่ศูนย์ศิลปาชีพที่กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ กลุ่มของเรายังมี ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ หมอนแบบต่างๆ จากเศษผ้าเหลือทิ้งที่ “พัฒนาชุมชน” ได้เข้ามาอบรมสอนให้กับสมาชิก ที่ข้างในอัดด้วยใยสังเคราะห์กับสมุนไพรเครื่องเทศอย่าง ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม และอื่นๆอีกมากมาย โดยต้นทุนการผลิตอยู่ที่ใบละ 180 บาท ขายคู่ละ 600 บาท


จากการพัฒนาคุณภาพและชิ้นงานที่ไม่หยุดนิ่งนี้เอง ส่งผลให้ชาวบ้านหัวสะพานมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 7,000–8,000 บาท/ เดือน สนใจสามารถติดต่อสอบถามกันได้ที่ โทร. 08-9579-8083, 08-7961-1261.

 

เพ็ญพิชญา เตียว

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้