ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    อุตฯหน้าบานแถลงผลงาน1ปี ดึงเงินลงทุนทะลุ8แสนล้าน

    ไทยรัฐออนไลน์29 ส.ค. 2555 20:48 น.
    SHARE

    “กระทรวงอุตสาหกรรม" ชูผลสำเร็จพลิกฟื้นภาคการผลิตไทยสู่ภาวะปกติ ดึงเม็ดเงินลงทุน 10 เดือนทะลุ 8 แสนล้าน ปลื้มผลงานอ้อยและน้ำตาลสุดหวานเจี๊ยบแซงพืชเกษตรทุกชนิด  

    เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม แถลงผลงานในรอบ 1 ปี ของกระทรวงอุตสาหกรรม ตามนโยบายรัฐบาล (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ว่า นโยบายเร่งด่วนที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินงานในปีแรก คือ การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมชายแดนภาคใต้ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลใน จ.ปัตตานี เพื่อนำธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าไปในพื้นที่ และดำเนินโครงการอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างงานที่ยั่งยืน โดยจัดหาสถานที่ อาคาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการผลิต และประสานชักจูงบริษัทเอกชนนำตลาดสู่ระบบการผลิต รวมทั้งสนับสนุนการตั้งโรงงานที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ อ.รามัน จ.ยะลา ในปัจจุบันสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้น และมีแผนจะดำเนินการใน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ต่อไป การดูแลน้ำท่วมโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม โดยได้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนและมีมาตรการ/โครงการ เพื่อฟื้นฟูเยียวยาโรงงาน อย่างรวดเร็วทันสถานการณ์ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ย้าย หรือปิดกิจการ เช่น การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี/ต่ออายุใบอนุญาตโรงงานที่ถูกน้ำท่วม โครงการคลินิกอุตสาหกรรม ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการลงทุนต่าง ๆ เป็นต้น 

    ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมได้เปิดดำเนินกิจการตามปกติรวมแล้ว 82% มีโรงงานที่ย้ายไปพื้นที่อื่นหรือปิดกิจการ ในสัดส่วนที่น้อยมาก คิดเป็น 7% เท่านั้น โดยสามารถรักษาการจ้างงาน 440,964 คน และการลงทุนคิดเป็น 533,976 ล้านบาท และยังคงรักษาภาษีที่รัฐพึงจะได้รับจากผู้ประกอบการอีกปีละไม่ต่ำกว่า 12,500 ล้านบาท นอกจากนี้ยังสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนโดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณบางส่วนให้ภาคเอกชน และปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ย 0.01% ระยะวลา 15 ปี (5 ปีแรกชำระเฉพาะดอกเบี้ย ไม่จ่ายคืนเงินต้น) โดยปัจจุบันได้มีการสร้างเขื่อนถาวรรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 6 แห่ง รวมกว่า 143 กิโลเมตรในวงเงินรวม 3,236 ล้านบาท โดยนิคมฯสหรัตนนคร ได้สร้างเขื่อนดินเหนียวโดยประสานร่วมกับกองทัพบก ขณะนี้มีความคืบหน้า 90% จากแผนงาน

    สำหรับการส่งเสริมอาหารไทยและครัวไทยสู่ครัวโลก โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมอาหาร มีจำนวนผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับการพัฒนา 84 ผลิตภัณฑ์ สำหรับสินค้าเกษตรที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำกับดูแล คืออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย นับว่าประสบความสำเร็จในทุกด้านเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตอ้อยที่ 97.78 ล้านตัน ผลผลิตน้ำตาลเพิ่มเป็น 10.24 ล้านตัน และคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายในประเทศ และส่งออกเป็นมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ เป็นมูลค่าจากการส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท  ชาวไร่อ้อย 2 แสนรายมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1,039 บาท/กิโลกรัม เป็น 1,069 บาท/กิโลกรัม ส่วนปริมาณการส่งออกน้ำตาลทรายเพิ่มเป็น 7.94 ล้านตัน ทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก ในด้านคุณภาพอ้อย ค่าความหวานจากเดิม 11.78 C.C.S. เพิ่มเป็น 12.04 C.C.S. และปริมาณน้ำตาล จากเดิม 101.33 ก.ก./ตันอ้อย เพิ่มเป็น 104.47 ก.ก./ตันอ้อย

    ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจ เน้นการสร้างรายได้และการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะในการโรดโชว์ ณ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน กาตาร์ นอกจากสามารถสร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพของประเทศไทยในเวทีระดับโลกแล้ว ยังได้สร้างความมั่นใจด้วยการดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2555 (10 เดือน) เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ จาก 600,000 ล้านบาท เป็น 800,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยจัดตั้งศูนย์พัฒนาการลงทุนไทยในต่างประเทศขึ้นเป็นการเฉพาะ และจัดกิจกรรมศึกษาลู่ทางการลงทุนต่างประเทศ และเตรียมการที่จะปรับระบบสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนไทยไปต่างประเทศด้วย

    ส่วนเรื่องมาตรฐานได้คุ้มครองผู้บริโภคผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (มอก.) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เหล็กได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง กำหนดชนิดวัตถุดิบที่จะนำมาใช้และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตในโรงงานตาม มาตรา 31(1) และ(3) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มีผลให้ผู้ประกอบการโรงงานเหล็กจะต้องผลิตเหล็กให้ได้ตามมาตรฐานของสำนักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอำนาจในการกำกับดูแล รวมทั้งสามารถสั่งปิดโรงงานได้ ในกรณีที่โรงงานมีการผลิตเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน

    ทั้งนี้ ได้พัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยส่งเสริมโรงงานให้เข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ปัจจุบันเข้าโครงการแล้วกว่า 2,500 ราย สำหรับการพิจารณาอนุญาตโรงงาน ส่วนใหญ่มีการก่อสร้างก่อนได้รับการอนุญาต ทำให้มีปัญหาข้อร้องเรียน และการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในโรงงาน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอนุญาตโรงงานบางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อสังคมโดยรวม

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้