วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'เวิ้งนาครเขษม' ตอนที่ 1 : เจ้าสัวเจริญตั้งโจทย์ขอ 300 ล้าน!!!

'เวิ้งนาครเขษม' ตอนที่ 1 : เจ้าสัวเจริญตั้งโจทย์ขอ 300 ล้าน!!!

  • Share:

...เวิ้งนาครเขษม หรือนครเขษม ชื่อนี้มีความหมายว่า เมืองแห่งความสุข แต่ ณ เวลานี้ ชาวชุมชนดังกล่าวกำลังอยู่ในภาวะ "นครเขษม" หรือเปล่านั้นคำตอบมีในใจ...และเดาได้ไม่ยาก!!!

...ย้อนไปเมื่อปี 2554 จากกรณีสำนักงานราชสกุลบริพัตร ผู้ดูแลผลประโยชน์ที่ดินในเวิ้งนาครเขษม ย่านการค้าเก่าแก่อายุกว่า 300 ปีบนเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา  โดยมีเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ ณ เวลานั้นคือ  ราชสกุลบริพัตร ภายหลังได้ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาผู้เช่า (ซึ่งกำลังสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2555) พร้อมทั้งได้เปิดประมูลขายที่ดินเวิ้งนาครเขษมแบบยกแปลงทั้งกระบิทั้งหมดกว่า 14 ไร่ด้วยราคาเปิดประมูลเริ่มที่ 3,800 ล้านบาท


จากแหล่งข่าวเผยว่าเบื้องหลังของการประมูลทำเลทอง เวิ้งนาครเขษมนี้ว่า ...จริงๆ แล้วแรกเลยทีเดียวก่อนจะมีการเปิดประมูลอย่างเป็นทางการนั้น เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ยื่นเสนอขอซื้อด้วยราคา 3,500 ล้านบาท ทั้งที่ ราคาประเมินจากกรมที่ดิน ณ เวลานั้น เวิ้งนาครเขษมมีมูลค่าเพียง 1,700 ล้านเท่านั้น!!! 


กระทั่งในเวลาต่อมาทางสำนักงานบริพัตร ได้ประกาศเปิดประมูลขึ้นเร็วปานฟ้าผ่าสำหรับชาวชุมชนชาวเวิ้ง ทันทีที่ทุกคนรู้ข่าวก็เกิดการรวมตัวกันขึ้นภายในชุมชน โดยมี นายวิศิษฎ์ เตชะเกษม เป็นแกนนำและได้มีการดำเนินการทั้งขอยืดระยะเวลาการประมูล ระหว่างนั้นชาวเวิ้งได้มีการก่อตั้งบริษัท เวิ้งนครเขษมขึ้น เพื่อระดมเงินจำนวน 4,800 ล้านบาทสำหรับนำไปประมูลซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวคืน

...แต่แล้วชาวชุมชนเวิ้งนาครเขษมก็ต้องพ่ายไปตามกติกาแห่งการประมูล โดยเวลานั้นผู้ที่กำชัยได้ประมูลพื้นที่นาครเขษมไป คือกลุ่มอักษรา สนนราคาประมูลที่ 5,500 ล้านบาท
 โดยครั้งนั้นกลุ่มอักษราวางแผนหลังการประมูลไว้ว่าจะทำการรื้อถอนบ้านเรือนในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อจะสร้างเป็นตึกคอมเพล็กซ์ขึ้นมาแทน



'เงิน' สาเหตุทำให้ เวิ้งหลุดมือกลุ่มอักษรา

หลังจากกลุ่มอักษราประมูลได้เรียบร้อยแล้วนั้น ดูเหมือนทุกอย่างจะจบทว่าการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อถึงวันที่กลุ่มอักษราต้องจ่ายเงินก้อนแรก ประมาณต้นปีที่ผ่านมาจำนวน 1,500 ล้านบาท ปรากฏว่ากลุ่มอักษราไม่สามารถจ่ายเงินก้อนนี้ได้ เนื่องจากผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจโลกกำลังลุกลาม รวมทั้งยักษ์ใหญ่แบ็กอัพสำคัญของกลุ่มอักษราอย่างประเทศจีน ที่ตัดสินใจแบบเฉียบพลันหันหน้าไปลงทุนปักหมุดในประเทศพม่าแทนประเทศไทย (เพราะเล็งแล้วว่าน่าจะมีอนาคตไกลกว่า) ขณะเดียวกันสถานการณ์ภายในกลุ่มเองก็ไม่สู้ดี เพราะหุ้นส่วนเริ่มทยอยถอนตัวออกไป จนในที่สุดเวิ้งนาครเขษมจำต้องหลุดมือจากกลุ่มอักษรา ดังนั้นเวิ้งฯ จึงตกอยู่ในมือของเจ้าสัวเจริญ ด้วยราคาประมาณ 4,800 ล้านบาท!! โดยได้จดทะเบียนโอนขายให้กับ บ.ทีซีซี เวิ้งนาครเขษม จำกัด ไปเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. 2555 ที่ผ่านมา


วันนี้ที่เวิ้งฯ เป็นอย่างไรบ้าง?

คำถามจากสังคม คือ ณ วันนี้ ที่เวิ้งนาครเขษมเป็นอย่างไรบ้าง? 
นายวิศิษฎ์ เตชะเกษม ตัวแทนคณะกรรมการชาวชุมชนเวิ้งนาครเขษม เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า “สำหรับความคืบหน้าการเจรจาระหว่างกลุ่มชาวเวิ้งนาครเขษม กับทางเจ้าของใหม่ ล่าสุดผมเข้าไปคุยมาเมื่อวันศุกร์ที่ 20 ก.ค. โดยหลักๆ ทางเราได้เสนอยื่นเงืื่อนไขเรื่องการขอยืดระยะเวลาการขึ้นค่าเช่า ส่วนเรื่องการรักษาไว้ซึ่งคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ท่านเจ้าสัวก็ย้อนถามมาว่าชาวชุมชนมีโปรเจกต์อย่างไรบ้าง เราก็บอกว่าโปรเจกต์เราคือการรักษาอาคารบางส่วน ขณะเดียวกันบางส่วนที่ไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากนักก็สามารถทำการปรับปรุงใหม่ได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะอิงเฉพาะคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องคำนึงถึงคุณค่าทางสังคมที่มีอยู่ ณ ที่นี้ด้วย ดังนั้น ผมจึงเสนอไปว่าอยากจะให้มีการพัฒนาในเชิงอนุรักษ์ ขณะเดียวกันก็อาจมีการสร้างขึ้นมาใหม่อีกบางส่วน โดยให้มันมีความสอดคล้องกลมกลืนกัน ซึ่งท่านเจ้าสัวท่านก็เห็นด้วย”


แต่สิ่งที่ท่านเจ้าสัวได้ตั้งโจทย์กลับมาก็คือ บริษัทฯได้ลงทุนซื้อที่ดินตรงแปลงนี้ไปทั้งหมดด้วยมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ดังนั้นภาระอัตราดอกเบี้ย 6% ที่ทางเจ้าของเวิ้งฯคนใหม่แบกรับอยู่ทั้งหมดทั้งมวลก็ประมาณ 300 ล้าน/ปี
 ลำพังค่าเช่าราคาเดิมที่ชาวเวิ้งเคยจ่ายตกประมาณ 31 ล้านบาท/ปีบวกค่าแป๊ะเจี๊ยะไปอีก 62 ล้านบาท เฉลี่ยรายได้จากการเก็บค่าเช่าพื้นที่นี้ก็ประมาณ 93 ล้านบาท นั่นหมายความว่า 300-93 = 207 เจ้าของใหม่ต้องควักเนื้อตัวเองปีละ 207 ล้านบาท/ปี



...ชาวเวิ้งจะหาคำตอบอย่างไรมาให้เจ้าสัว?

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้