ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    เผยปีนี้ยังมีความเสี่ยงน้ำท่วม

    ไทยรัฐออนไลน์25 มิ.ย. 2555 09:00 น.
    SHARE

    เตือนให้ระวังพายุจร นิคมทำเขื่อน137กม.

    เหล่านักวิชาการ-ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำฟันธงตรงกันปีนี้น้ำท่วมแน่ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง-ติดลำน้ำอยุธยา ปทุมธานี ระยอง จันทบุรี ตราด รวมถึงภาคอีสาน-ใต้ แต่ไม่หนักเท่าปี 2554 เหตุปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ พร้อมให้ระวังพายุจรมามากกว่าที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ถึง 3 ลูก ระบุบางที่น้ำอาจท่วมสูงกว่าเดิม เพราะต่างคนต่างสร้างแนวกั้นน้ำป้องกันตัวเอง ส่งให้น้ำไหลไม่สะดวก โดย 6 นิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนยาวถึง 137 กม. เฉพาะที่โรจนะรายเดียวก็ยาวสุดถึง 77 กม. ขณะเดียวกัน ก็เตือนรัฐรับมือความขัดแย้งของประชาชนให้ดี เพราะในจังหวัดเดียวกัน จะมีทั้งพื้นที่น้ำท่วมและไม่ท่วม ด้านกรมชลประทานยังมั่นใจ 3 เขื่อนใหญ่รับน้ำได้มากกว่าปีก่อน

    ผ่านมาครึ่งปี ประชาชนยังวิตกกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมซ้ำรอยปีกลายหรือไม่ ทำให้เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา “ปี 55 น้ำท่วมหรือเอาอยู่” โดยมีนายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัททีมกรุ๊ป นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม กรมชลประทาน และนางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตรเข้าร่วมเสวนา ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าปีนี้มีโอกาสน้ำท่วมซ้ำอีก เพียงแต่ไม่หนักเท่าปี 2554

    โดยนายรอยล จิตรดอน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในปีนี้ จะมีปริมาณเท่ากับปี 2551 คือประมาณ 1,500 มิลลิเมตรกว่าๆ และจะมีฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 20 เปอร์เซ็นต์เศษๆ ซึ่งปริมาณน้ำขนาดนี้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง เช่น พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี รวมทั้งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำหรือแถบลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน รวมถึงพื้นที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา แต่จะไม่เท่ากับปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะมีปัจจัยเสี่ยงจากพายุที่อยู่นอกเหนือการควบคุมที่อาจจะทำให้น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นได้ แต่ปีนี้ระบบการป้องกันน่าจะดีขึ้นทั้งในเรื่องของข้อมูล กลไกการเตือนภัยตั้งแต่ระดับตำบลที่จะส่งมาถึงส่วนกลาง และการบริหารจัดการน้ำที่เน้นการระบายน้ำที่เหมาะสมกับช่วงเวลา

    นายเลิศชัย ศรีอนันต์ จากกรมชลประทาน กล่าวถึงปริมาณน้ำในเขื่อนหลักคือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในปีนี้สามารถรับน้ำได้มากกว่าปีที่แล้ว ที่มีการเตรียมพื้นที่รับน้ำนองไว้ถึง 24,700 ไร่เศษ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานในการรับน้ำมีความพร้อมพอสมควร แต่สิ่งที่ควรระวังคือพายุจร ที่จะพัดเข้ามา โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าจะมีพายุจรเข้าประเทศไทยประมาณ 1-2 ลูก ซึ่งน้อยกว่าปี 2554 ที่มีพายุเข้ามาถึง 5 ลูก

    ส่วนนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ก็กล่าวว่า ปีนี้ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงน้ำท่วมจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่อาจจะเป็นจุดพลิกผันคือมีฝนตกมากๆในพื้นที่แปลกๆ ในช่วงเวลาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจะต้องพร้อมเพราะประชาชนมีความคาดหวังค่อนข้างสูงต่อการรับมือของรัฐบาล โดยพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ที่ จ.ระยอง จันทบุรี ตราด และภาคใต้ที่จะต้องเจอกับพายุ ร่องฝน และความกดอากาศต่ำ ในขณะที่เครื่องมือในการรับมือและจัดการในระดับพื้นที่มีข้อจำกัดมาก ที่สำคัญพายุขนาดกลางและใหญ่  น่าจะมีมากกว่าที่กรมอุตุนิยมวิทยาคำนวณคือ 1-2  ลูก ตนเชื่อว่าน่าจะมี 3 ลูกถึง 3 ลูกครึ่ง

    ด้านนายชวลิต จันทรรัตน์ กล่าวเตือนว่า ปีนี้ หน่วยงานของรัฐต้องดูแลเรื่องความขัดแย้งของประชาชนให้ดีเพราะระบบการป้องกันแตกต่างกันมาก ระหว่างปทุมธานีกับกรุงเทพฯ รวมทั้งคนปทุมธานีกันเองเพราะ จ.ปทุมธานี มีพื้นที่ป้องกันครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นต้องเข้าไปบริหารจัดการให้ประชาชนเข้าใจ อย่าให้คนปทุมธานีต้องมาทะเลาะกันเอง ต้องเร่งเครื่องสูบน้ำดูแลเครื่องมือให้ดี เพราะรัฐบาลขยายแนวป้องกันตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์ขึ้นไปไว้ที่คลองพระยาบรรลือและขยายแนวป้องกันจากคันกั้นน้ำพระราชดำริตามคลองหกวาสายล่าง ถนนหทัยราษฎร์ขึ้นไปอยู่ที่คลองรังสิต นอกจากนั้น ขยายกว้างถึงคลองระพีพัฒน์ ซึ่งจากแบบจำลองจะทำให้พื้นที่ป้องกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น เดิมป้องกัน 1.9 ล้านไร่ ขยายไปเป็น 4 ล้านไร่ ขยายออกจากกรุงเทพฯ ไปป้องกันปทุมธานี นนทบุรีด้วย ทำให้น้ำผ่านเมืองน้อยลง พื้นที่ปลอดภัยเยอะขึ้นจริง แต่พื้นที่น้ำท่วมเท่าเดิม แต่ทำให้การไหลของน้ำสะดวกน้อยลงทำให้ระดับความลึกของน้ำท่วมสูงขึ้น รวมทั้งมีการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมที่ต่างฝ่ายต่างป้องกันตัวเองยิ่งจะผนวกให้น้ำท่วมสูงขึ้นด้วย เช่น บางเลน บางไทร สองพี่น้อง บางปลาม้า ฝั่งตะวันออก เช่น บางปะหัน องครักษ์ บางน้ำเปรี้ยว น้ำลึกกว่าปี 2554 มาก

    ขณะที่นางอัญชลี ชวนิชย์ กล่าวว่า นักลงทุนและภาคเอกชนมีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำท่วมมากเพราะมีบทเรียนจากปี 2554 โดย 6 นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานีที่ถูกน้ำท่วม ได้สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันตนเอง โดยทั้ง 6 นิคมฯ มีแนวเขื่อนยาวรวมกัน 137 กิโลเมตร ส่วนนิคมฯ ที่มีแนวเขื่อนยาวที่สุดคือนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ มีความยาวถึง 77 กิโลเมตรเนื่องจากมีพื้นที่มาก เชื่อว่าถ้าปริมาณน้ำเท่ากับปี 2554 จะสามารถป้องกันนิคมฯ ได้ แต่สิ่งที่ภาคเอกชนเป็นห่วงมากหากเกิดน้ำท่วม คือ เรื่องการขนส่ง อยากให้รัฐบาลช่วยดำเนินการหาทางออกด้วย รวมทั้งการเตือนล่วงหน้า อยากให้รัฐบาลให้ข้อมูลถี่ขึ้นและชัดเจนจะได้เตรียมรับมือได้ เพราะระบบการสื่อสารการให้ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ และควรมีคนที่น่าเชื่อถือให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงคนเดียว ไม่ใช่ให้สะเปะสะปะ ที่สำคัญช่วยให้ข้อมูลที่เป็นภาษาง่ายๆ ให้เข้าใจง่ายๆ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้