ข่าว
100 year

น้ำบาดาล ทางเลือกยามวิกฤติ

ไทยรัฐออนไลน์17 เม.ย. 2555 05:30 น.
SHARE

ทบ.เปิดยุทธศาสตร์ดึงศักยภาพน้ำใต้ตินสร้างประโยชน์ชาติอย่างยั่งยืน

ตัวการทำแผ่นดินทรุด...

ตัวการทำให้เกิดโพรงใต้ถนน...

ตัวการทำให้เกิดถนนยุบ...ฯลฯ


จำเลยของสารพัดข้อกล่าวหาเหล่านี้ มักหนีไม่พ้น น้ำบาดาล ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวการทำดินทรุด จากการสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่มากเกินพอดี

แต่เมื่อเหรียญยังมี 2 ด้าน ทรัพยากรธรรมชาติน้ำบาดาล  ก็เช่นกัน  เพราะนอกจากปัจจุบันจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญในหลายพื้นที่ซึ่งน้ำประปายังไม่สามารถไปถึงแล้ว ในอนาคตข้างหน้าหากวันใดเกิดสถานการณ์ความไม่มั่นคงของน้ำที่เข้าขั้นภาวะวิกฤติ  ทั้งในยามปกติและยามเกิดอุทกภัย โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย เมื่อปลายปี 2554

แหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาล ย่อมกลายเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่ทุกคนเริ่มหันกลับมามอง

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล (ทบ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอดีตถูกมองว่า มีบทบาทสมกับชื่อกรม คือเหมือนอยู่ใต้บาดาล ไม่มีใครให้ความสำคัญ  จึงเริ่มถูกจับตาและให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากในข้อเท็จจริง น้ำบาดาล หรือแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดิน นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคที่สำคัญแล้ว  ยังเป็นแหล่งนํ้าสำรองที่ใช้ในการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในยามขาดแคลนน้ำผิวดินด้วย

ที่สำคัญน้ำบาดาลมีศักยภาพและปริมาณมากกว่าน้ำผิวดินถึง 24 เท่า

เพียงแต่ยังไม่มีใครพูดถึงและดึงศักยภาพของน้ำบาดาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ในอีก 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนความ ต้องการใช้น้ำจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 ทำให้แนวโน้มว่าแหล่งน้ำผิวดินจะมีไม่เพียงพอและเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง  เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในปริมาณมาก โดยเฉพาะภาคเกษตร-กรรม ซึ่งมีอยู่กว่า 131 ล้านไร่ แต่อยู่ในเขตชลประทานเพียง 29.34 ล้านไร่เท่านั้น ที่เหลืออีกกว่า 101 ล้านไร่ ยังเป็นพื้นที่การเกษตรที่พึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าฝนไม่ตกก็แล้ง ดังนั้นน้ำบาดาลต้องเข้ามามีบทบาทในการสร้างความ มั่นคงในเรื่องน้ำของประเทศ” นายปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกล่าว

พร้อมกับให้ข้อมูลด้วยว่า  น้ำที่กักเก็บในเขื่อนทั้งประเทศ 33 เขื่อน มีน้ำอยู่ประมาณ 7.6 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ศักยภาพของน้ำใต้ดินมีเพียงพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์กว่า 1.1 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นน้ำบาดาลจึงเป็นแหล่งน้ำสำรองที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการใช้น้ำภายในประเทศได้ในอนาคต

ที่สำคัญน้ำบาดาลซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่สำคัญแล้ว  ยังสามารถใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการใช้ในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมได้อย่างดี   เนื่องจากน้ำบาดาลมีศักยภาพและปริมาณมากกว่าน้ำผิวดินถึง 24 เท่า

นายปราณีตยังระบุด้วยว่า  รัฐบาลมีนโยบาย ให้ความสำคัญต่อภาคการเกษตร ซึ่งมีประชากรประมาณ 24 ล้านคน ให้มีความอยู่ดีกินดี สามารถเลี้ยงตนเองได้ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น โดยการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร  เพิ่มการลงทุนและเทคโนโลยีภาคการเกษตร เพิ่มผลผลิตต่อไร่และช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนและภัยธรรมชาติ แต่จากสภาพความเป็นจริงหากเศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญเติบโตมากขึ้น ความต้องการใช้ทรัพยากรต่างๆจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำ

แต่การจะนำน้ำบาดาลมาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จะต้องมีการวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำบาดาล โดยเฉพาะภาค การเกษตรให้เหมาะสม  สมดุลและเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด เพื่อให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ล่าสุด กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้จัดประชุมวิชาการ เรื่อง “น้ำบาดาลกับความมั่งคง ทางการเกษตร” เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้เกิดแนวทางในการบริหาร จัดการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพตามกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรน้ำของภาคการผลิตต่างๆ และให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด เพื่อให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“แหล่งน้ำบาดาลทั้งประเทศในความลึก 100 เมตร การขุดบ่อบาดาลสามารถทำ ได้เร็วและไม่เสียพื้นที่อย่างเช่น การขุดลอกลำน้ำสาขา นอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังได้วิจัยเรื่องการเติมน้ำลงใต้ดินเพื่อเก็บกัก ซึ่งเป็นแนวทางที่เรียนรู้จากบทเรียนในช่วงเกิดมหาอุทกภัยที่ผ่านมา ซึ่งน้ำได้ไหลลงสู่ทะเลโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าว

และเพื่อส่งเสริมให้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำทางเลือกที่ยั่งยืน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงมีโครงการที่จะขุดเจาะเพิ่มอีก 3,000 บ่อ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่มีความต้องการ เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี เลย ชัยภูมิและกาฬสินธุ์ เป็นต้น

ส่วนข้อกังวลถึงผลกระทบเรื่องการทรุดตัวของแผ่นดิน ที่มีการสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่มากเกินพอดี ได้รับการยืนยันจาก อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ว่า กรมฯ สามารถควบคุมการใช้น้ำบาดาลอยู่ในระดับ 1.2 ล้าน ลบ.ม./วัน แต่มีการใช้จริงเพียง 3.6 แสน ลบ.ม./วัน ประกอบกับพื้นที่ใดที่มีน้ำประปา ก็จะไม่อนุญาตให้ขุดเจาะน้ำบาดาลอีก

ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มีมาตรการควบคุมปริมาณการใช้น้ำบาดาลอย่างเข้มงวด โดยออก พ.ร.บ.น้ำบาดาล ปี 2520 ควบคุมการประกอบกิจการน้ำบาดาล ซึ่งจะต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้ง

“เราต้องมีการควบคุมปริมาณน้ำบาดาลให้ดีและสมดุล เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีมาตรการคุมเข้มให้เรื่องการใช้น้ำบาดาลมากเกินไป จนทำให้น้ำบาดาลอัดแน่นสูงทำให้พื้นดินขยายตัว ส่งผลกระทบต่อตึกสูง จนต้องมีการดูดน้ำบาดาลทิ้ง แต่หากใช้น้ำมากเกินไปก็จะทำให้แผ่นดินทรุด  จึงต้องมีการควบคุมให้ดี” นายปราณีต กล่าวในที่สุด

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม”  มองว่า  การเรียนรู้และรู้จักนำทรัพยากรน้ำ เช่น แหล่งน้ำบาดาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ย่อมเท่าเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติ

เพราะหนึ่งในแหล่งน้ำที่จะเป็นตัวเลือกยามวิกฤติ น่าจะหนีไม่พ้น น้ำบาดาลเป็นคำตอบสุดท้ายก็ได้.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้