ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    กมธ.แก้รธน.ด้านลงมติใหม่จนชนะ

    ไทยรัฐออนไลน์30 มี.ค. 2555 09:00 น.
    SHARE

    เผยโปรแกรมสดทักษิณเลียบแดนเรียกแดงไปดําหัว

    นายกฯย้ำรัฐสภามีหน้าที่ต้องทำเรื่องปรองดอง เพราะมีตัวแทนทุกพรรครวมทั้ง ส.ว. อ้างรัฐบาลไม่อยากก้าวก่าย ขณะที่ “นพดล” ปัด “ทักษิณ” ไม่ใช่คู่ขัดแย้งทางการเมืองกับ “ป๋าเปรม” เตรียมทหาร 10 ระบุทั้ง 2 ฝ่ายเคลียร์กันยาก ด้าน “บิ๊กบัง” ยังมีคนให้กำลังใจไม่เลิก ยันไม่ทบทวนรายงาน กมธ.ปรองดองตามที่ ปชป.เสนอ แถมยังสวนสื่อฯชอบตั้งคำถามเพิ่มความขัดแย้ง “อภิสิทธิ์” ถามหากความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นใครจะรับผิดชอบ ประธานศาลรธน.ชี้ต้องยึดหลักประนีประนอม ถอยคนละก้าวก่อนจะปรองดอง แต่ไม่ใช่การสมยอมทางการเมืองที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว รัฐบาลดิ้นแก้เกมหลังพลาดท่าแพ้โหวตเรื่องที่มาและจำนวน ส.ส.ร. “สามารถ” กลับลำอ้างจะขอใช้ร่างแก้ รธน.ที่ตกไปแล้ว “เฉลิม” ส่งซิกให้ใช้วิธีการโหวตในที่ประชุมสภาฯแก้ข้อผิดพลาด สุดท้ายหักดิบใช้เสียงส่วนใหญ่ใน กมธ.กลับมาใช้ร่างเดิมของรัฐบาล คือมี ส.ส.ร. 99 คน จากเลือกตั้ง 77 คน สรรหา 22 คน

    รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยประสานเสียงปฏิเสธ ข้อเสนอของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เสนอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาพูดคุยกัน เพื่อลดความขัดแย้งในชาติ และกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ระบุว่ารัฐบาลจะฉวยโอกาสออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม โดยอ้างอิงผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ที่เสนอ ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร

    นายกฯย้ำกลไกปรองดองต้องสภา

    เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่ทำเนียบ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงแนวทางเดินหน้าการสร้างความปรองดองในชาติ ว่า ยังเชื่อมั่นกลไลของรัฐสภาที่เป็นเวทีที่เหมาะสม ที่สุดตามครรลองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐสภาก็มีตัวแทนทั้งจาก ส.ส. ส.ว.และตัวแทนจากทุกพรรค ก็อยากเห็นการที่รัฐสภาจะใช้กลไกนี้ให้เต็มที่ในการ รับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยจะเป็นปัญหาของการปรองดองหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ก็คงต้องขอให้ทุกคนช่วยกัน ในการหาทางออก ถ้าไม่มีทางออกก็ไม่สามารถก้าวไปสู่การปรองดองได้ ซึ่งจะต้องคุยกัน อย่างที่เรียนว่าขั้นตอนของกระบวนการปรองดองนั้นยังมีอีกหลาย ขั้นตอน กลไกต่างๆ ก็จะต้องช่วยกันทำงานหาทางออกในสิ่งที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ก็จะต้องมานั่งคุยกันใช้เวทีของประชาธิปไตย ที่เป็นเสียงของสภาและทำให้เหมาะสมละเอียดขึ้น

    อ้างรัฐบาลไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย

    เมื่อถามว่า หากไม่สำเร็จนายกฯมีทางออกอื่นๆหรือไม่ นายกฯตอบว่า จริงๆ แล้วในส่วนของรัฐบาลเองก็ไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย ตามหลักเป็นหน้าที่ของกลไกฝ่ายนิติบัญญัติ มีทั้งกรรมาธิการและคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล (วิปรัฐบาล) น่าจะเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน เมื่อถามว่า นายกฯมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นส่วนหนึ่งของการปรองดองหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า คิดว่าเราคุยกัน ตรงนั้น เร็วเกินไปหรือเปล่า จริงๆ วันนี้เป็นกระบวนการเริ่มต้น และในเนื้อหานั้นก็เป็นเนื้อหาตามกระบวนการระบอบ ประชาธิปไตยที่ให้โอกาสของกลไกสภาที่จะหารือข้อคิดเห็นกันและเป็นสรุปในระบอบประชาธิปไตย ยืนยันว่าในส่วนของสภา ก็มีตัวแทน ส.ส. ตัวแทนพรรคการเมือง มีตัวแทนภาคประชาชนทั้ง ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งและ ส.ว.สรรหา และคงต้องให้หน่วยงานแต่ละหน่วยของตัวเองทำงานอย่างเต็มที่

    ข้อเสนอ “เสธ.หนั่น” ต้องมีคนกลาง

    เมื่อถามว่า ข้อเสนอของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ระบุ จะปรองดองได้ต้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เคลียร์ใจกัน มองอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า คนกลางก็คงต้องเป็นส่วนของทางสภาที่จะหารือกัน ถ้าจะให้รัฐบาลไปทำก็จะเป็นการก้าวก่าย แต่มีอะไรที่จะเป็น การสร้างบรรยากาศ ก็ต้องร่วมมือกัน เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน และเวทีสภาเป็นเวทีที่เหมาะสม เมื่อถามว่า ความกังวลของฝ่ายค้านในเรื่อง การออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม จุดยืนของรัฐบาลในเรื่องนี้ เป็นอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ก็อย่างที่บอกว่า หน้าที่ของรัฐสภาต้องมาก่อน

    “เฉลิม” แนะอย่าดึง “ป๋าเปรม” ลงมา

    ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่สถาบันพระปกเกล้าอาจจะถอนผลวิจัยที่ได้ยื่นต่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างว่าถ้าเสียงส่วนใหญ่ดำเนินการตามข้อเสนอจะนำไปสู่ความขัดแย้งยิ่งกว่าเดิมว่า จะถอนหรือไม่ถอนก็ค่าเท่ากัน เป็นเรื่องของความเห็น วันนี้ความเห็นแพร่กระจายไปแล้ว เมื่อถามถึงท่าที พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณและ พล.อ.เปรม มาพูดคุยกัน ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ก่อนหน้าก็พูดกันว่า พล.อ.เปรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ต้องคงหลักการนี้ไว้ พล.อ.เปรมไม่เกี่ยวกับการเมือง ก็อย่าดึงท่านมายุ่งเลย เมื่อถาม ว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เขียน ด้วยมือลบด้วยเท้า ปฏิวัติเองแล้วจะมาปรองดองเอง ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า เป็นเรื่องของเวลาเปลี่ยน ความ คิดคนก็เปลี่ยน เมื่อถามอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตว่าการประชุมสภาฯวันที่ 4 เม.ย.นี้ อาจมีการรวบรัดนำไปสู่การออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า เป็นไปไม่ได้ หากทำตามนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแน่นอน หากไม่ถูกต้องสุดท้ายก็โมฆะ เรื่องนี้รัฐบาลไม่ควรเป็นเจ้าภาพใดๆทั้งสิ้น นายกฯคงจะพิจารณาอย่างรอบคอบ เชื่อว่าจะไม่ทำอย่างแน่นอน

    “ณัฐวุฒิ” จวก ปชป.ไม่จริงใจปรองดอง

    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ และแกนนำนปช. กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา เรียกร้องให้คณะผู้วิจัย สถาบันพระปกเกล้าและคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ ถอนผล การวิจัยออกจากที่ประชุมสภาฯในวันที่ 4 เม.ย. ว่า บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา ชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้จริงใจที่จะเข้าร่วมกระบวนการปรองดองเลย ยังคงจองล้างจองผลาญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะทบทวนครั้งใหญ่ ตอนเป็นรัฐบาล ประชาชนจำผลงานได้อันดับหนึ่งคือการตามไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ พอมาเป็นฝ่ายค้านเขาจะเดินหน้าเรื่องการปรองดอง พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังแสดงท่าทีเดิม ยึดติดตลอดเวลาเป็น เงื่อนไขเดียวคือจองเวร พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสคือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ แต่ วันนี้มีคนพยายามสร้างวิกฤติเพื่อฉวยโอกาส วิกฤติทางการเมืองตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ได้รับประโยชน์สูงสุดมามากพอแล้ว วันนี้ถึงเวลาที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องถอยออกไปคนละก้าว อยากให้พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์คืนประโยชน์และกิเลสทางการเมือง แล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนและประเทศไทยได้หายใจกันบ้าง

    “ทักษิณ” ปัดไม่ใช่คู่ขัดแย้ง “ป๋าเปรม”

    วันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาทางกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าว ว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 มี.ค. ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ท่านก็ได้รับทราบข้อเสนอของ พล.ต.สนั่นแล้ว และขอบคุณในปรารถนาดีของ พล.ต.สนั่น ที่อยากจะเห็นบ้านเมืองปรองดอง แต่ต้องยอมรับว่ามันไม่มี เส้นทางลัดและสูตรสำเร็จที่นำไปสู่การปรองดอง ไม่ใช่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้คุยกับ พล.อ.เปรมแล้วทุกอย่างจะจบ เพราะปัญหาในบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล 2 คน แต่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างสังคมไทยไปแล้ว ที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับ พล.อ.เปรม ท่านมองว่าปัญหาของบ้านเมืองขณะนี้ทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งพรรคการเมือง นักวิชาการและทหาร ก็ต้องช่วยกันฝ่าฟันสร้างความปรองดอง โดยหลักการการพูดคุยเจรจากันถือเป็นเรื่องดีและน่าสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณไม่คัดค้านอยู่แล้ว โดยส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณก็เคารพ พล.อ.เปรม และคุยได้กับผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทุกท่าน เพียงแต่ว่า พล.อ.เปรมบอกว่าพร้อมคุยและโทรศัพท์ไปหา พ.ต.ท. ทักษิณก็ต้องระมัดระวังท่าทีและกาลเทศะทางการเมืองด้วยเหมือนกัน

    ตท.10 ชี้ “ป๋า-ทักษิณ” เคลียร์กันยาก

    พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รักษาการเลขาธิการนายกฯ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า ข้อเสนอของ พล.ต.สนั่นที่อยากให้ พล.อ.เปรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดคุยทำความเข้าใจกันว่า การจะพบปะเพื่อพูดคุยของ 2 ท่านนี้คงเกิดขึ้นยาก เนื่องจาก 2 ท่านอยู่คนละประเทศ โอกาสพบปะคงยากมากที่จะเกิดขึ้นได้ เมื่อถามว่าถ้าจะเป็นการพูดคุยกันในทางลับจะเป็นไปได้หรือไม่ พล.ต.ต.ธวัชตอบว่า การพูดคุย ในทางลับนั้น มองว่าไม่เหมาะสมและคงเกิดได้ยาก เนื่องจาก พล.อ.เปรมเป็นผู้ใหญ่ ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเด็กกว่า โดยมารยาทสังคมไทย อยู่ดีๆเด็กจะยกหูโทรศัพท์มาหาผู้หลักผู้ใหญ่คงไม่เหมาะสม นอกจากนี้ องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งคือ ปัจจุบันปัญหาเรื่องความขัดแย้งกำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และถูกจับตามองอยู่ในสังคม ถือว่าเป็นเป้าที่ชัดเจน การจะขยับอะไรที่เกี่ยวข้องในช่วงนี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่หากเวลาผ่านไปก็อาจมีจังหวะพอที่จะเกิดสัญญาณอะไรดีๆขึ้นได้ ส่วนที่ พล.ต.สนั่นออกมาให้สัมภาษณ์เสมือนหนึ่งว่าทั้ง พล.อ.เปรม และ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น กุญแจปลดล็อกความขัดแย้งนั้น ถือเป็นความคิดที่ พล.ต.สนั่นคงพิจารณาในหลายๆส่วนมาประกอบกัน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้ง คงมีวิธีอื่นที่สามารถกระทำได้อีก

    “จตุพร” หนุน “ป๋า-ทักษิณ” คุย แต่ยาก

    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่าอาจเกิดความรุนแรงมากกว่าปี 53 อยากถามว่าที่รุนแรงกว่านั้นคือ สงครามกลางเมืองใช่หรือไม่ สอดคล้องกับแนวทางพรรคประชาธิปัตย์ต้องการล้มรัฐบาล เพราะคดี 91 ศพ กำลังใกล้ตัดสิน รวมทั้งศาลโลกที่กำลังตัดสินคดีพิพาทพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร สุ่มเสี่ยงทำให้ไทยเสียดินแดน จึงใช้เรื่องดังกล่าวมาเป็นเหตุล้มรัฐบาล เป็นสถานการณ์เดียวกันก่อนการยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย. 49 แต่รัฐบาลไม่ห่วงเรื่อง ดังกล่าว เพราะลำพังน้ำยาพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ หากกองทัพไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ส่วนที่ พล.ต.สนั่นเสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คุยกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อยุติปัญหาประเทศนั้น ตนสนับสนุน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ พล.อ.เปรมที่มีความอาวุโสกว่า จะเปิดโอกาสหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณที่อาวุโสน้อยกว่า พร้อมพูดคุยเพื่อหยุดการสูญเสียของ ประเทศ ทั้งนี้ หากมีคนกลางมาเป็นตัวประสานก็เป็น เรื่องดี แต่ยอมรับว่ายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

    ครม.เห็นชอบแผนงานพิทักษ์สถาบัน

    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุม ครม.ในวันเดียวกันนี้ ได้รับทราบแผนงานส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการธำรงไว้ซึ่ง สถาบันหลักของชาติในระดับพื้นที่ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยมีนโยบายเร่งด่วนสำคัญเช่น การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ การฟื้นฟูประชาธิปไตย รวมไปถึงด้านความมั่นคงแห่งรัฐ ที่ระบุถึงการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในเอกสารชี้แจงระบุว่า แผนงานดังกล่าวมีแนวทางในการสร้างความปรอง ดอง สมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย เพื่อให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สร้างจิตสำนึกความเป็นชาติ ยึดหลัก การอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนความแตกต่างทางความคิด ถือเป็นภารกิจร่วมกันของทุกส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อให้บังเกิดผล ทั้งนี้ มีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการในพื้นที่ ร่วมกับทุกกระทรวง

    กองเชียร์มอบดอกไม้แดงให้ “บิ๊กบัง”

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายวารินทร์ อัฐนาค รองหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้มอบช่อดอกไม้สีแดงเป็นกำลังใจให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดย พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องให้ถอนรายงานผลวิจัยของคณะกรรมาธิการฯ ออกจากที่ประชุมสภาฯในวันที่ 4 เม.ย.นั้น เรื่องเข้าสู่รัฐสภาไปแล้ว คงไม่สามารถนำออกมาพิจารณาใหม่ได้ เป็นเรื่องกระบวนการระบบนิติรัฐ นิติธรรม ที่ต้องรักษาเอาไว้เพื่อคงความเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯดำเนินการอยู่ เป็นไปตามกรอบวิถีทางประชาธิปไตย เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่รัฐบาลจะนำผลของศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ มาออก พ.ร.ก.ปรองดองเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.สนธิตอบว่า คิดว่าเรื่องอยู่ในสภาฯ ต้องช่วยกันทำให้เป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง เมื่อถามว่า หากการประชุมสภาฯในวันที่ 4 เม.ย. เกิดความวุ่นวายอีกจะรับมืออย่างไร พล.อ.สนธิตอบว่า จะสังเกตได้ว่าวันนั้นตนก็นั่งเฉยๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นกระบวนการในรัฐสภาของใครหรือไม่ แต่ไม่ตื่นเต้นอะไร เหตุการณ์นั้นก็เห็นว่ามีคนหัวเราะ หากจะให้ตนชี้แจงก็พร้อมพูดตลอดได้ทุกเรื่อง เพราะได้ดำเนินการมาด้วยตัวเอง

    ไม่ถอนรายงานอ้างไม่ใช่หน้าที่

    เมื่อถามว่า หากวันนั้นสถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่อยู่ จะถอนรายงานหรือไม่ พล.อ.สนธิตอบว่า ไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ของตนคนเดียว มันเป็นของคณะกรรมาธิการฯ ถึงแม้เป็นประธานฯก็ไม่สามารถถอนได้เอง ต้องถามความเห็นร่วมของ กรรมาธิการฯ ว่าอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น เมื่อถามว่า พล.ต.สนั่นเสนอให้ พล.อ.เปรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณเจรจากันเพื่อยุติความขัดแย้ง พล.อ.สนธิตอบว่า ไม่ขอวิจารณ์ ไม่มีความเห็น เมื่อถามว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะเคลื่อนไหวในประเทศลาวและกัมพูชาช่วงสงกรานต์ จะเป็นประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาอีก หรือไม่ พล.อ.สนธิตอบว่า ไม่ทราบความเคลื่อนไหว ว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่ เป็นสิทธิหรือไม่ก็ไม่ทราบ หากมีสิทธิก็ว่ากันไป หรือผิดกฎหมายก็ว่ากันไป แต่หากผิดก็เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นหรือไม่ ตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของสื่อด้วย การตั้งคำถามที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นก็ต้องฝากไว้ด้วย

    “อภิสิทธิ์” จี้ “สนธิ–วุฒิสาร” ทบทวน

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางปรองดองแห่งชาติ ยืนยันไม่ยอมถอนผลการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าออกจากรายงานของกรรมาธิการฯว่า ไม่ทราบเจตนาของ พล.อ.สนธิ แต่หากเกิดอะไรขึ้น พล.อ.สนธิจะสามารถรับผิดชอบได้หรือไม่ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ประธาน กมธ.ปรองดองต้องทบทวนเรื่องนี้ และอธิบายให้ได้ว่าการดำเนินการในลักษณะที่ผิดปกติเช่นนี้ทำเพื่ออะไร ส่วนที่นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะหัวหน้าคณะผู้วิจัยเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ระบุหน้าที่ตนเสร็จแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนั้น ก็ต้องการให้นายวุฒิสารทบทวน เพราะการจะพูดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คงพูดไม่ได้ เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง มันปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ในการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้าสัปดาห์หน้า กรรมการควรจะฟังเสียงรอบด้าน โดยเฉพาะดูเหตุการณ์ในการประชุมร่วมของรัฐสภา และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับสรุปว่าสถาบันพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นว่า รายงานการวิจัยถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

    ป้อง “ป๋าเปรม” ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง “ทักษิณ”

    เมื่อถามว่า กรณีที่นายกฯเห็นว่า กว่าจะถึงขั้นตอนที่จะออกเป็น พ.ร.ก. จะต้องใช้เวลาอีกนานนั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ตนไม่มองว่ารัฐบาลกล้าหรือไม่กล้าที่จะทำเรื่องดังกล่าว แต่รัฐบาลจะต้องมองว่าเป็นเรื่องที่ควรหรือไม่ควร ยืนยันว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอยู่แล้ว ยิ่งจะอ้างว่าทำเพื่อความมั่นคง แต่สร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ ก็เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันในตัวอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่า หาก พล.อ.เปรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณมาคุยกัน ความขัดแย้งจะจบ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ตนเห็นไม่ตรงกับเรื่องดังกล่าว เพราะความขัดแย้งในสังคมนั้นมีหลายประเด็นหลายมิติ การที่จะมองว่าสามารถจบได้ด้วยคน 2 คน มองว่ามันไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ที่สำคัญคิดว่าการพูดถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในลักษณะที่เหมือนกับว่าท่านเป็นคู่ขัดแย้ง ไม่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริง

    “วสันต์” ชี้ปรองดองต้องประนีประนอม

    วันเดียวกัน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญกับการดำรงหลักนิติธรรม” เนื่องในวาระครบรอบ 14 ปี การก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหลังการบรรยายว่า แนวทางการปรองดองควรจะใช้กระบวนการประนีประนอมในคดีแพ่งหรือคดีอาญา ที่ต่างฝ่ายต่างผ่อนปรนให้แก่กัน ลดความประสงค์ของแต่ละฝ่ายลงอย่างนี้ถึงจะปรองดองกันได้ แต่การประนีประนอมเพื่อให้เกิดการปรองดอง ไม่ใช่การสมยอมทางการเมือง เพราะการสมยอมจะเป็นเพียงประโยชน์ส่วนตัว แต่การประนีประนอมปรองดองเพื่อผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนกรานความคิดของตนเอง ไม่ลดราวาศอก ก็จะไม่มีการตกลงกันได้ เมื่อถามถึงข้อเสนอของ พล.ต.สนั่น ที่เสนอให้ พล.อ.เปรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาพูดคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหา นายวสันต์ตอบว่า ไม่ทราบว่าใครขัดแย้งกัน อย่าไปทึกทักว่าเป็นความขัดแย้งของคนสองคน เพราะอาจจะเป็นความเข้าใจของตนเองเพียงฝ่ายเดียว

    เหลือง-แดงประสานเสียงไม่ปรองดอง

    เมื่อเวลา 13.30 น. วันเดียวกัน มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้จัดเสวนาเรื่อง “ปฏิรูปประเทศไทย : คิด ไปไกลหรือไปได้จริง” โดยมีการเชิญตัวแทนกลุ่มต่างๆเข้าร่วมเสวนา  โดยนายจรัล  ดิษฐาอภิชัย ตัวแทน กลุ่ม นปช. กล่าวว่า ปัญหาของสังคมไทย ควรปฏิรูปตั้งแต่หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย  แต่ในขณะนี้อำนาจอธิปไตยยังถูกแย่งชิงไปมาระหว่างกลุ่ม ทั้งฝ่ายทหาร และนักการเมือง นอกจากนี้ระบบการบริหารประเทศยังไม่มีความต่อเนื่อง รวมถึงการเข้ามาแทรกแซงของระบบทุนนิยม จึงทำให้เกิดปัญหาของสังคมในปัจจุบัน แนวทางการสร้างความปรองดองที่พยายามจะสร้างขึ้นในขณะนี้ เป็นการสร้างความปรองดองแบบขาดองค์ความรู้และขาดความเข้าใจ เนื่องจากการปรองดองนั้นไม่สามารถทำให้เกิดได้ทันทีด้วยกฎหมาย แต่ต้องใช้ระยะเวลาหลายปี ดังนั้น ทุกฝ่าย ควรหันมายอมรับความจริงกันก่อนที่จะเริ่มกระบวน การปรองดอง

    เช่นเดียวกับนายประพันธ์ คูณมี ตัวแทนกลุ่ม พันธมิตรฯ กล่าวว่า  ประเทศไทยในขณะนี้ไม่มีการพัฒนาที่เดินหน้า แต่เป็นการเดินถอยหลัง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่กระทั่งแผนการปรองดอง ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้  เนื่องจากวิธี การแก้ปัญหาทั้งสองนั้น เป็นการเพิ่มความขัดแย้งให้กับสังคมมากขึ้น  เพราะจุดประสงค์ของการแก้ไขปัญหา เพื่อต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด

    “นรนิติ” ชี้ถอนผลวิจัยเรื่องของสภา

    นายนรนิติ  เศรษฐบุตร กรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงการเรียกร้องให้สถาบันพระปกเกล้าถอนผลการวิจัยเรื่องสร้างความปรองดองว่าในวันที่ 3 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ก็อาจจะมีการหารือกันถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งส่วนตัวยังไม่เห็นและยังไม่ได้อ่านรายงานเรื่องดังกล่าว แต่คิดว่าขณะนี้เป็นการทะเลาะกันภายนอกสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจะถอนผลการวิจัยหรือไม่ เป็นเรื่องของสภาและฝ่ายการเมืองที่จะพิจารณา เพราะสถาบันพระปกเกล้าเป็นเพียงสถาบันทางวิชาการเท่านั้น และไม่เข้าใจว่าทำไมมาลงที่พระปกเกล้า ทั้งนี้สภาจะพิจารณาอย่างไร ไม่ทราบ ขณะที่วันนี้ต้องดูให้ดีเนื่องจากเป็นเรื่องของภายนอกที่มีความขัดแย้งมานานแล้ว ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่ใครก็อยากใช้ประโยชน์จากรายงานนี้ทั้งนั้น แต่สถาบันพระปกเกล้ากลับเป็นจำเลย

    “ประยุทธ์” สาปแช่งพวกไม่จงรักภักดี

    วันเดียวกัน ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้บรรยายพิเศษให้นายทหารใหม่ที่เพิ่งจบจำนวน 182 นายฟังว่า ขอให้ทหารทุกคนยึดมั่นสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่ามีคุณต่อแผ่นดิน รวบรวมแผ่นดินไทยเป็นปึกแผ่น ทุกคนต้องจงรักภักดีอย่างไม่มีคำถาม ไม่ว่ามีข้อมูลใดๆออกมาทางอินเตอร์เน็ต หรือจากโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กและสื่อต่างๆ ขอให้ฟังได้แต่อย่าไปหลงเชื่อ ขอให้ช่วยทำความเข้าใจกับกำลังพลและครอบครัว ให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อการจงรักภักดีต่อสถาบัน ที่นี่เป็นแผ่นดินของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงรวบรวมคนไทยเอาคืนมาจากศัตรู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นจอมทัพไทย ส่วนทหารทุกคนถือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ความจงรักภักดีถ้ามีคำว่าสถาบันขึ้นมา ต้องแสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งยวด โดยไม่มีข้อสงสัย

    “ตราบใดที่เป็นทหาร ขอให้ยึดความจงรักภักดีไปจนกว่าตัวจะตาย ให้ฝังอยู่ในหัวใจว่า กองทัพคือความหวังของประชาชน ทุกครั้งที่ปฏิบัติภารกิจ ขอให้ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะไม่มีองค์กรใดที่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้แผ่นดินได้ดีเท่าทหาร ทหารต้องจงรักภักดี ผมขอสาปแช่งคนที่ไม่จงรักภักดี ไม่ให้มีความเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

    “ทักษิณ” ไปเวียงจันทน์จัดงานม่วนซื่น

    ส่วนกำหนดการเดินทางมาประเทศลาวและกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น วันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่าย กฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดเดินทางเล็กน้อย โดย พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางมายังนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ในเวลา 12.00น.ของวันที่ 11 เม.ย. และพักค้างคืนก่อนที่วันรุ่งขึ้น 12 เม.ย. จะจัดพิธีเลี้ยงพระเพลและบายศรีสู่ขวัญ ในช่วงเย็นจะมีการจัดงานม่วนซื่นตามประเพณีของลาว และจะพักค้างแรมอีกหนึ่งคืน รุ่งเช้าวันที่ 13 เม.ย. จะเดินทางไปที่แขวงจำปาศักดิ์ ซึ่งใกล้กับ จ.อุบลราชธานีของไทย หากพี่น้องคนไหนอยู่ใกล้ จ.อุบลราชธานีอยากพบปะอดีตนายกฯ ก็สามารถเดินทางไปได้สะดวก ส่วนวันที่ 14-15 เม.ย.นั้น กำหนดการยังเหมือนเดิมคือ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปยังเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สำหรับการเดินทางมาของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ไม่มีนัยทางการเมือง ท่านอยากมาฉลองวันสงกรานต์ที่เปรียบเสมือนวันครอบครัว คาดหมายว่าจะมี ส.ส.และคนเสื้อแดงไปพบท่านจำนวนมาก แต่สำหรับครอบครัวและลูกๆของท่านจะไปพบหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ

    “จตุพร”ไปเจรจาจัดงานรดน้ำดำหัว

    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่า จะเดินทางไปประเทศลาวและกัมพูชาในวันที่ 30 มี.ค.นี้ เพื่อเจรจากับทางการลาวและกัมพูชาในการขอใช้พื้นที่ จัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์รดน้ำดำหัว พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมจะประสานงานเรื่องอาหาร ความปลอดภัยและการจราจร คาดว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวประเทศละไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน โดยจะกลับมาแถลงในวันที่ 2 เม.ย.ให้ทราบต่อไป

    นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ประธาน นปช.ภาคตะวันออก กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์วันที่ 12-15 เม.ย. จะมีการจัดขบวนคนเสื้อแดงไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศลาวและกัมพูชา โดยนางจุลีพร สินธุไพร แกนนำเสื้อแดงพัทยา รองประธาน นปช.ภาคตะวันออก จะนำคณะไปที่เวียงจันทน์ สปป.ลาว ผ่านทาง จ.หนองคาย ส่วนตนจะนำขบวนไปที่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เบื้องต้นคาดว่าคนเสื้อแดงจะร่วมเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณนับหมื่นคน

    พท.ชวน ปชป.ไปเขมรจับเข่า “ทักษิณ”

    นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนจะเดินทางไปที่ประเทศกัมพูชาในวันที่ 13-14 เม.ย. เพื่อรดน้ำดำหัวขอพรจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนใดอยากเจอ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไปด้วยกันก็ได้ ตนจะพาไปหาไปจับเข่าคุยเลยว่าจะเอาอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณนั้นได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อภัยทุกคนหมดแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ควรเลิกราวีกับ พ.ต.ท.ทักษิณเสียที วันนี้แทบทุกฝ่ายอยากปรองดอง มีข้อเสนอมุมมองออกมาหลากหลาย มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ไม่เอาด้วย ก็อยากให้ยอมรับความจริง อย่าฝืนสัญญาณปรองดองที่กำลังเกิดขึ้น พฤติกรรมในสภาของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นการโห่ฮา ลุกขึ้นประท้วง เข้าไปล้อมกรอบ พล.อ.สนธิ ไม่ต่างจากการทำตัวเป็นศาลเตี้ย ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ถ้ายังไม่หยุด ไม่เลิกปิดกั้นตัวเอง เลือกตั้งรอบหน้าพรรคประชาธิปัตย์แย่แน่นอน

    สัปดาห์หน้า ครม.ประชุม 2 เม.ย.

    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งถึงกำหนดการเดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 20 ในวันที่ 3-4 เม.ย. ที่ประเทศกัมพูชา และให้เลื่อนวันประชุม ครม.ประจำสัปดาห์หน้า มาเป็นวันจันทร์ที่ 2 เม.ย.แทน นอกจากนี้ ในช่วงเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้ จะงดการประชุม ครม.สัญจร เนื่องจากนายกฯและคณะรัฐมนตรีติดภารกิจ ประกอบกับมีพระราชพิธีสำคัญ และมีวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สำหรับ ครม.สัญจรจะจัดอีกครั้งในพื้นที่ภาคตะวันตก ระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. 55 มีนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน เป็นเจ้าภาพ โดยคณะทำงานได้นัดประชุมแผนงานในวันที่ 5 เม.ย.นี้ เพื่อจัดเตรียมความพร้อมต่างๆในการจัดประชุม ส่วนครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 18-19 มิ.ย.ที่ภาคตะวันออก โดยนางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม รับเป็นเจ้าภาพ

    ปชป.วอล์กเอาต์ประท้วง“สามารถ”

    เมื่อเวลา 11.10 น. วันเดียวกัน ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายสุทัศน์ เงินหมื่น นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา และนายธนา ชีระวินิจ ส.ส.กทม. ร่วมแถลงข่าว หลังจากวอล์กเอาต์จากที่ประชุม กมธ. เมื่อนายสามารถ แก้วมีชัย ประธาน กมธ. กลับลำจะพิจารณาเรื่องที่มาและจำนวนของ ส.ส.ร. หลังจากที่ประชุม กมธ.เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ได้มีมติเห็นชอบให้การเลือกตั้ง ส.ส.ร. 200 คน ในรูปแบบเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ว. ปี 43 ไปแล้ว โดยนายสุทัศน์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค. กมธ.จากพรรคเพื่อไทยแพ้โหวต ในหลักการของร่างรัฐบาลคือ ส.ส.ร. 99 คน จากเลือกตั้ง 77 คนและผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คน แต่การประชุมในวันนี้ นายสามารถกลับมีท่าทีที่เปลี่ยนไป โดยมีความพยายามที่จะนำร่างฉบับอื่นขึ้นมาแทน ถือว่าผิดข้อบังคับการประชุมสภาฯ พวกตนในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยที่จะนำเอาเรื่องนี้มาพิจารณาใหม่ เพราะถือว่าที่ประชุมได้มีมติไปแล้ว จึงตัดสินใจวอล์กเอาต์ไม่อยู่ร่วมพิจารณาในมาตรา 291 (1) แต่หากพิจารณามาตรานี้เสร็จ พวกตนถึงจะกลับเข้าไปร่วมประชุมในเรื่องอื่นๆต่อไป เพราะเราไม่เห็นด้วยกับท่าทีของพรรคเพื่อไทย

    อัดยับกลับลำเรื่องที่มา–จำนวน ส.ส.ร.

    นายนิพิฎฐ์กล่าวว่า เมื่อที่ประชุมมีมติไปแล้วคือเรื่องที่มาและจำนวนของ ส.ส.ร. โดยเห็นควรให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน ก็เท่ากับว่าร่างของรัฐบาลในมาตรา 291 (1) ตกไปแล้ว แต่วันนี้นายสามารถกลับมาบอกว่า ยังมีร่างของนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และของนายภารดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นผู้เสนอยังไม่พิจารณาและควรนำกลับมาพิจารณาใหม่ เพราะมีเนื้อหาเหมือนกับร่างของรัฐบาล ซึ่งข้อเท็จจริงไม่สามารถทำได้ เพราะ 2 ร่างดังกล่าวก็ตกไปตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. เช่นกันกับร่างของรัฐบาล เพราะเมื่อถึงวาระเรื่องการพิจารณาที่มาของ ส.ส.ร. นายสุนัยและนายภารดรก็ไม่ได้เข้ามาชี้แจง จึงทำให้ร่างดังกล่าวตกไปด้วยแล้ว เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา มาตรา 38 แม้จะเป็นชัยชนะเสียงข้างมากอีกครั้งของพรรคเพื่อไทย แต่นายสามารถในฐานะประธานก็แลกด้วยชื่อเสียงเกียรติยศที่สะสมมา ต้องมาเสียไปเพราะการถูกกดดันจากรัฐบาล ดังนั้นพวกเราจึงไม่สามารถร่วมสังฆกรรมได้

    “เฉลิม”ยันที่มา–จำนวน ส.ส.ร.ไร้ปัญหา

    ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่มีกรรมาธิการสัดส่วนมากกว่า แต่กลับไม่อยู่ในห้องประชุม ทำให้โหวตแพ้พรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นจำนวนและที่มาของ ส.ส.ร.นั้น เป็นเพราะ ส.ส.ไปประชุมน้อยเลยแพ้โหวต แต่ไม่เป็นปัญหาเมื่อเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ก็ยกมือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็จบ
    ที่ประชุม กมธ.แก้ รธน.ป่วน พท.ไม่ยอม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงบ่าย พรรคเพื่อไทยยังพยายามหยิบยกเอาร่างเดิมของ ครม.มาขอมติที่ประชุม ขณะที่ กมธ.ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าฝ่ายรัฐบาลผิดพลาดตั้งแต่ตอนช่วงโหวตแล้ว จะมากลับมติไปใช้ร่างเดิมไม่ได้ โดยนายนิพนธ์ บุญญามณี กมธ. จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มาตรา 291/1 เมื่อโหวตแพ้ไปแล้วก็ควรยึดตามผลโหวต ซึ่งเป็นข้อบังคับและจารีตประเพณีที่ทำกันมา แต่การที่โหวตแพ้แล้วจะกลับมติ จึงไม่ต่างอะไรจากการปล้นชัยชนะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มา รวมถึงการเปิดรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ หากรัฐบาลละเลย โดยอ้างว่าต้องทำเพื่อยึดตามหลักการ แล้วจะเรียกภาคประชาชนเข้ามาเสนอความเห็นทำไม ทำให้นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานฯ ต้องสั่งพักการประชุมอีกครั้ง เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปหารือกันนอกรอบ โดยมีการตกลงกันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยอมรับเรื่องที่มาของ สสร.จาก 2 ส่วน และพรรคเพื่อไทยต้องยอมเพิ่มจำนวน สสร.จังหวัดให้มากกว่าจังหวัดละ 1 คน

    รัฐหักดิบพลิกมติที่มา–จำนวน สสร.99 คน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แต่เมื่อกลับสู่การประชุมอีกครั้ง สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้น เมื่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กมธ. จากพรรคเพื่อไทยเสนอญัตติให้ที่ประชุมกลับมาพิจารณาในหลักการของร่าง จน กมธ.พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายธนา ชีรวินิจ ต้องวอล์กเอาต์จากห้องประชุมเป็นครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า การปฏิบัติหน้าที่โดยด่วนสรุปของประธาน กมธ. ถือว่าทำหน้าที่โดยไม่ชอบขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถอยู่ร่วมประชุมได้ เหลือเพียงนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในห้องประชุมคนเดียวโดยแสดงความเห็นคัดค้าน แต่ที่ประชุมเสียงข้างมากได้มีมติให้ทบทวนมติเดิม โดยนายพิชิต ชื่นบาน กมธ.พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติให้ที่ประชุมพิจารณาทบทวนการลงมติในมาตรา 291/1 ใหม่ โดยอ้างว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของร่าง ทำให้ กมธ.พรรคประชาธิปัตย์เดินวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุมอีกรอบ แต่นายสามารถยังคงเดินหน้าต่อ จนที่สุดที่ประชุมมีมติ 21 ต่อ 3 เห็นชอบให้ยืนตามร่างเดิมของ ครม. คือให้มีที่มา สสร.มี 2 รูปแบบ คือจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และจากผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 คน และได้พิจารณาต่อในมาตรา 291/2 เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัคร สสร. มาตรา 291/3 ข้อกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามผู้สมัครเป็น สสร. ซึ่งที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ให้ยืนตามร่างเดิมของ ครม. โดย กมธ.พรรคประชาธิปัตย์และส.ว. บางส่วนสงวนคำแปรญัตติไว้

    ส.ว.ใบแดงโวย กกต.เพิ่งจะตื่น

    ที่รัฐสภา นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้เพิกถอนสิทธิการสรรหาเป็น ส.ว.เพราะขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปทุมธานีว่า จำได้ว่าได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว และตรวจสอบกับ กกต.จังหวัดปทุมธานีก็ได้รับแจ้งว่า ได้ส่งหลักฐานการไปใช้สิทธิ์ดังกล่าวให้ กกต.กลางแล้ว จึงรู้สึกแปลกใจต่อคำแถลงของเลขาธิการ กกต. ที่จะดำเนินคดีอาญากับตนและองค์กรที่เสนอชื่อ คือกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ทั้งๆที่กระทำโดยสุจริตไม่มีเจตนาทุจริต จึงเห็นว่าเป็นการแถลงข่าวที่เกินกว่าเหตุเกินสมควร ทำให้สาธารณชนที่ไม่ใช่นักกฎหมาย เข้าใจว่าตนและองค์การที่เสนอชื่อกระทำผิดอาญา เป็นการเสียชื่อเสียง เมื่อถามว่าจะฟ้องกลับ กกต.หรือไม่ นายประจิตต์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่คิด  แต่ต้องดูเหตุการณ์ก่อน ส่วนข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นยังไม่อยากไปชี้ชัดว่าฝ่ายใดผิดพลาด แต่ กกต.ก็มีเจ้าหน้าที่และมีอนุกรรมการทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติให้กรรมการสรรหาเลือก

    “ผมเคยรับราชการรับใช้ประเทศชาติมายาวนาน  เคยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตมาหลาย ประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ สหภาพโซเวียต และได้ลาออกจากราชการก่อนเกษียณ 3 ปี ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย” นายประจิตต์กล่าว

    ใบปลิวว่อนสภาอ้าง ขรก.บี้ “สันติ”

    วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ได้มีผู้ชายลึกลับนำเอกสารขนาด A4 ชุดละ 12 แผ่น ใส่ซองเอกสารสีน้ำตาล มีตราครุฑ จำนวน 2 ปึกใหญ่มาแจกให้กับสื่อมวลชน เมื่อเปิดซองเอกสารดังกล่าวพบว่า มีเอกสารที่อ้างว่าเป็นความเห็นของข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ 99 คน ที่ร่วมลงชื่อเพื่อให้มีการอภิปรายจริยธรรมนายสันติ พร้อม-พัฒน์ รมว.การพัฒนาสังคมฯ เนื้อหาในเอกสารระบุว่า ข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯคับข้องใจเกี่ยวกับมติ ครม. ที่ให้นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำโดยมิชอบ
    ด้วยกฎหมาย

    นายประวัฒน์ อุตตะโมต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย น้องชายนางพนิตา กล่าวว่า ยังไม่เห็นเอกสารดังกล่าว ในเบื้องต้นได้โทรศัพท์ไปสอบถามนางพนิตาแล้วว่าได้ให้ใครนำเอกสารอะไรมาที่รัฐสภาหรือไม่ โดยนางพนิตายืนยันไม่ได้ให้ใครนำเอกสารใดๆไปแจกให้กับสื่อมวลชน ดังนั้น จึงไม่แน่ใจว่าชายคนที่นำเอกสารดังกล่าวเป็นตัวแทนของข้าราชการในกระทรวงที่นำเอกสารดังกล่าวมาแจกให้กับสื่อมวลชนเองหรือไม่

    “เรืองไกร” ร้องถอดถอน “สมชัย” เอียง

    นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ในฐานะผู้ร้องคัดค้านกระบวนการสรรหา ส.ว. กล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบจริยธรรมนายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ให้ข่าวเกี่ยวกับการร้องของตนไปในทางที่จะไม่เป็นกลาง ทั้งที่ยังไม่ได้พิจารณาเนื้อหาในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามเอกสารคำร้อง เพียงแค่รับฟังโดยวาจาจากคณะอนุกรรมการก็ออกมาชี้ก่อน ในกรณีของนายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายมาให้เป็นกรรมการสรรหา ส.ว. ซึ่งนายสมชัยมีลักษณะและพฤติการณ์ในการวินิจฉัยล่วงหน้าแบบชี้นำสังคม ว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำถูกต้องแล้ว และไม่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 วรรคหนึ่ง จึงขอให้ตรวจสอบการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของนายสมชัย ว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดทางวินัยหรือไม่ และหากเห็นว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ขอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 วรรคสอง (1) ต่อไป

    โวย ครม.สัญจรใต้ให้แค่ 628 ล้าน

    ที่รัฐสภา กลุ่ม ส.ส.จังหวัดชายฝั่งอันดามัน 5 จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนางอัญชลี วานิช เทพบุตร แถลงถึงการตรวจสอบผลของการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 19-20 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยนางอัญชลีกล่าวว่า หลังการประชุม ครม.สัญจรภาคใต้ที่ จ.ภูเก็ต มีการออกข่าวว่าอนุมัติโครงการต่างๆไปมากถึง 117 โครงการ ในวงเงินงบ– ประมาณ 84,136 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่า ครม.สัญจรที่ภาคเหนือและอีสานอยู่แล้ว แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีการอนุมัติโครงการที่เสนอไปแค่ 23 โครงการ เป็นเม็ดเงินงบประมาณเพียง 628 ล้านบาท เฉลี่ยจังหวัดละ 100 กว่าล้านบาทเท่านั้น คือ จ.ภูเก็ตได้6 โครงการ พังงา 3 โครงการ ระนอง 6 โครงการกระบี่ 1 โครงการ และตรัง 3 โครงการ ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อว่ามีการอนุมัติงบจำนวนหลายหมื่นล้านบาท ทำให้สังคมเข้าใจสับสน ทั้งที่กลุ่มจังหวัดอันดามันสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ให้ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท แต่รัฐบาลไม่จริงใจในการพัฒนา

    นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า ดูยอดงบที่ ครม.สัญจรให้จังหวัดละ 100 กว่าล้าน ถือเป็นการประชุม ครม.สัญจรที่สิ้นเปลืองงบประมาณ และเสียข้าวสุกเปล่าๆ อนุมัติแค่นี้ประชุมกันที่ กทม.ก็ได้ ไม่ต้องออกข่าวใหญ่โตหลอกลวงเพื่อสร้างภาพ

    “ชูวิทย์” อัด ครม.ทิ้งชาวบ้านไม่มีไฟใช้

    นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่พบว่าการประชุม ครม.สัญจรใต้ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปประชุมที่โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่ว่าห่างจากโรงแรมที่นายกฯประชุม ครม.สัญจรไม่กี่กิโลเมตร จะมีหมู่บ้านตกสำรวจไม่มีไฟฟ้าใช้คือ หมู่ 6 ต.เกาะแก้ว อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งห่างจากตัวอำเภอเมืองเพียง 1 กิโลเมตร ห่างจากจวนผู้ว่าฯแค่ 6 กิโลเมตร ทั้งมัสยิด โรงเรียน และบ้านเรือนประชาชนไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงอยากถามรัฐบาลที่จะแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนว่าจะแจกทำไม เพราะขนาดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่โรงเรียนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่เสาไฟฟ้าไม่มีสายไฟ กลางคืนนักเรียนนอนกอดไฟฉาย ครม.สัญจรใต้มาประชุมแต่ไม่มาดูชีวิตความเป็นอยู่ชาวบ้าน ทั้งๆที่ ครม.ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติงบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการติดตั้งไฟฟ้าบริเวณดังกล่าวแล้ว แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีการจ่ายไฟฟ้าให้ชาวบ้าน

    แฉ ตร.กินส่วยปล่อยมาเฟียยึดภูเก็ต

    นายชูวิทย์กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นขอให้ ผบ.ตร. และ ผบช.ภ.8 เร่งปราบแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊ง “สปาซีบา” หรือในภาษารัสเซียแปลว่า “สวัสดี” ซึ่งเป็นแก๊งอิทธิพลใหญ่มากสุดที่เข้ามาฟอกเงินด้วยการซื้อที่ดิน สร้างหมู่บ้านหรูและโรงแรมระดับห้าดาว โดยการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่ดินและฝ่ายปกครอง ที่ร่วมออกโฉนดที่ดินไปสร้างวิลล่าที่มีสระน้ำ อยู่บนยอดเขาประกาศขายหลังละ 3-5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังมีการเปิดบ่อนการพนันใหญ่สุดของภาคใต้ในใจกลางเมืองภูเก็ต เช่น บ่อนไทเกอร์ ในซอยแสนสบายใจกลาง ต.ป่าตอง มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 100 ล้านบาทต่อวัน และบ่อนทุ่งทอง เงินหมุนเวียน 70-80 ล้านบาทต่อวัน มีโชว์ลามกอนาจารให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มีตำรวจหลายหน่วยแบ่งเขตปกครอง ทั้งชุดเฉพาะกิจ ตม.และตำรวจท้องที่มีการแบ่งเวรกันเก็บส่วยแบ่งเป็น 8 ชุด เก็บสลับวันคู่วันคี่ จึงอยากถาม ผบก.ภ.จ.ภูเก็ตว่ารู้เรื่องนี้หรือไม่ และขอให้ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท.มาตรวจสอบว่ามีนายตำรวจบางคนร่ำรวยมากขนาดมีเรือยอชต์ลำละหลายร้อยล้านเอาไว้รับรองผู้ใหญ่ จึงจะนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาในคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาฯ เพื่อให้มีการตรวจสอบในเรื่องนี้

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo