ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    พิษซูโดจ่อเด้งอีก3ผอ.รพ.เภสัชกรก็โดนด้วย

    ไทยรัฐออนไลน์30 มี.ค. 2555 09:00 น.
    SHARE

    ล่า2หนุ่มไขเส้นทางส่ง‘วิทยา’โบ้ยไม่รู้เป็นใครชื่อย่อป.คนสนิทบิ๊กสธ.

    ไล่ล่า 2 หนุ่มแสบตัวการสั่งยา “ซูโดอีเฟดรีน” จากเภสัชกร เชื่อเป็นกุญแจสำคัญที่จะสาวไปถึงเส้นทางส่งต่อขบวนการผลิตยาเสพติด พร้อมควานหาตัว “นักช็อปปิ้งยา” จากโรงพยาบาลทั่วประเทศ ไม่สนไอ้โม่งคนสนิทบิ๊ก สธ. โยนเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ขณะเดียวกัน นำกำลังบุกตรวจสอบบริษัทผลิตยาชื่อดัง ย่านลาดพร้าว หลังพบซองยาถูกทิ้งเกลื่อนที่ จ.เชียงใหม่ ด้าน รมว.สาธารณสุข ปัดไม่รู้อักษรย่อ ป.ปลา เป็นใคร โบ้ยให้ดีเอสไอสอบเอง ขณะที่ปลัด สธ.จ่อย้ายเข้ากรุ ผอ.รพ.และเภสัชกรคุมสต๊อกยาอีก 3 แห่ง หากพบพัวพันคดียาซูโดฯล่องหน

    เมื่อวันที่ 29 มี.ค. พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีทุจริตเบิกยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีนออกจากโรงพยาบาลเพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดเปิดเผยว่า ได้ให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ติดตามตัวนายอุดร การสมพรต หรืออาร์ท อายุ 42 ปี และนายสมชัย หรือชัย รักยอดยิ่ง อายุ 30 ปี ที่มีชื่อเป็นผู้เช่าบ้านเลขที่ 111/1 หมู่ 2 ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ สถานที่ตรวจพบยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีนและซองใส่จำนวนมาก เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา และทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้ถึงปัจจุบัน เนื่องจากการสืบสวนพบว่าทั้ง 2 คน ติดต่อกับเภสัชกรของโรงพยาบาลหลายแห่ง และติดต่อกับเอเย่นต์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรวบรวมยาแก้หวัดที่รั่วไหลจาก รพ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ และ รพ.อุดรธานี ไปรวบรวมที่บ้านเช่าหลังดังกล่าวใน อ.สันกำแพง

    ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ กล่าวว่าหากได้ตัวนายอุดรและนายสมชัย เชื่อว่าจะเป็นกุญแจสำคัญขยายผลไปถึงเส้นทางการส่งต่อยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีน ให้กลุ่มผลิตยาเสพติดได้ หลังจากการสอบสวนของดีเอสไอพบแล้วว่ามีการทุจริตเบิกยาแก้หวัดในโรงพยาบาล ประเด็นที่ต้องทำต่อไปคือ ตามหากลุ่มเอเย่นต์คนกลางที่ช็อปปิ้งยา และกลุ่มผลิตยาเสพติดที่รับยาแก้หวัดไป อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่อยากให้มีการเสนอข่าวผิดประเด็นว่า ไปเชื่อมโยงกับคนใกล้ชิดกับข้าราชการระดับสูงหรือประเด็นการเมือง เพราะสิ่งที่ตนอยากทำคดีคือ สอบสวนดำเนินคดีกับการทุจริตเบิกยาแก้หวัดของบุคลากรในโรงพยาบาลและติดตามเส้นทางของขบวนการเอเย่นต์ที่ทำหน้าที่ช็อปปิ้งยาแก้หวัดจากโรงพยาบาลต่างๆ ส่งขายให้กลุ่มผลิตยาเสพติด เพื่อยับยั้งหาทางแก้ปัญหาในเชิงระบบ เพราะเชื่อว่าการตามจับกลุ่มที่กระทำความผิดจะติดตามจับกุมนานเท่าไหร่ก็จับได้ไม่หมด

    “ส่วนประเด็นปลาใหญ่ ปลาเล็ก ที่สังคมกำลังเข้าใจผิดว่าต้องมีคนใหญ่สั่งการในระดับสูงในการส่งขายยาแก้หวัดให้ขบวนการผลิตยาเสพติดนั้น เป็นเรื่องที่เกิดความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะปลาใหญ่ ปลาเล็ก สำหรับตนเป็นเรื่องของเภสัชกร และผู้บริหารโรงพยาบาลบางแห่งเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดูอยู่แล้ว หากเกี่ยวข้องกับใครก็ส่งเรื่องไป ดีเอสไอแก้ปัญหาจุดนี้ เพื่อหวังผลตัดขั้นตอนขบวนการลักลอบใช้ยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีนไปผลิตยาเสพติดเท่านั้น” พ.ต.ท.พงศ์อินทร์กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้ประสาน พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จัดส่งนักนิติวิทยาศาสตร์ร่วมเดินทางไป อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบซองยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีน ที่ถูกใส่ในถุงขยะสีดำ 39 ถุง จำนวนกว่า 10 ล้านเม็ด ทิ้งไว้ในป่าละเมาะ หมู่บ้านจัดสรรร้าง ริมถนนสายดอนจั่น-แม่ออนหมู่11 บ้านน้อย ต.สันกำแพง และซองยาแก้หวัด น้ำหนักราว 5 กก. 8 ยี่ห้อ ที่ถูกฉีกเผาทำลายทิ้งอยู่ริมแม่น้ำกก บ้านห้วยน้ำเย็น อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบลอตนัมเบอร์ หรือหมายเลขกำกับแสดงที่มาของยาแก้หวัดว่าถูกผลิตมาจากโรงงานใด และโรงงานได้จัดส่งให้โรงพยาบาลใดบ้าง เพื่อย้อนไปสอบสวนต้นตอที่ดีเอสไอคาดว่าซองยาแก้หวัดดังกล่าวรั่วไหลออกมาจากโรงพยาบาลโดยมีเจ้าหน้าที่ภายในเกี่ยวข้อง

    บ่ายวันเดียวกัน พ.ต.ท.บรรณฑูรย์ ฉิมกราผอ.ส่วนคดีความมั่นคง 1 ดีเอสไอ นายสมบัติ หิรัญศุภโชติ เภสัชกรชำนาญการ อย. พร้อมเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และ อย. เข้าตรวจสอบบัญชีการผลิตยาที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี เอม ฟาร์มาซี ผลิตยาแผนปัจจุบัน เลขที่ 235 ซอยลาดพร้าว 48 แยก 3 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม.โดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทได้นำบัญชีการผลิตมาชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และ อย. โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนจากหลายสำนักที่รอทำข่าวเข้าไปภายใน เพราะเป็นการตรวจสอบ ไม่ใช่การตรวจค้น จึงขอใช้สิทธิ์ห้ามเข้า เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล

    พ.ต.ท.บรรณฑูรย์เผยว่า กรณีที่พบซองยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนจำนวนมากถูกทิ้งไว้ที่ จ.เชียงใหม่ มีฉลากยาบางส่วนระบุว่าที่นี้เป็นสถานที่ผลิต จึงขอเข้าตรวจสอบบัญชีจำนวนการผลิตยา การจัดจำหน่าย สถานที่ส่งทั้งหมด ย้อนหลัง 3 ปี เพื่อตรวจสอบหาต้นตอต่อไป

    ที่ จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่  เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบซองยาที่พบในพื้นที่ อ.สันกำแพง น่าจะมีการทำมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งตัวยาซูโดอีเฟดรีนสามารถนำไปสกัดทำทั้งยาไอซ์และยาบ้า จะเห็นว่าในระยะหลังที่มีการจับยาบ้า มักจะพ่วงยาไอซ์เข้าด้วยทุกครั้ง เมื่อก่อนยาไอซ์จะต้องสั่งจากยุโรป แต่ในปัจจุบันนี้สั่งได้จากฝั่งพม่า ดังนั้น เป้าหมายในการขนยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนจะต้องนำไปสกัดยาไอซ์ก่อนที่จะนำไปผสมทำยาบ้า จึงมีการลักลอบนำยาตัวนี้ออกมามาก เพียงแค่บริษัทรับส่งพัสดุแห่งเดียวพบมีการขนเข้ามาถึง 46 ครั้ง จากโรงพยาบาลเดียวกันนี้ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการรวบรวมข้อมูลต่างๆอยู่

    พล.ต.ต.ชำนาญ รวดเร็ว รอง ผบช.ภ.5 กล่าวว่า สำหรับซองยาที่พบใน อ.สันกำแพง เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าน่าจะมีความเชื่อมโยงกับซองยาที่พบเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ในบ้านเช่า ต.สันกลาง อ.สันกำแพง บริเวณที่พบซองยาอยู่ห่างกันไม่มาก ลักษณะการย่อยทำลายคล้ายคลึงกัน ยี่ห้อยาที่พบเป็นชนิดเดียวกัน จึงเชื่อว่ากลุ่มที่กระทำผิดน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน

    วันเดียวกัน นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีชื่ออักษรย่อ ป. คนสนิทข้าราชการระดับสูงใน สธ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายไปของยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ว่า การเผยชื่อดังกล่าวไม่ชัดเจนว่าเป็นใคร  เพราะอย่าลืมว่าคนสนิทไม่ว่าจะเป็นส่วนปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือ รมว. สาธารณสุข มีตั้งหลายคน และชื่อย่อ ป. ก็ไม่ใช่แค่ คนเดียว มีมากเช่นกัน ตนก็ไม่รู้หมายถึงใคร ในส่วนนี้เป็นหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อยู่ระหว่างสอบสวน ในส่วนของผลการสอบสวนข้อเท็จจริงโรงพยาบาลอื่นๆได้กำชับให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30มี.ค.นี้

    นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับ รพ.3 แห่ง ได้แก่ รพ.สันทราย จ. เชียงใหม่ รพ.เสริมงาม จ.ลำปาง และ รพ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ที่พบความผิดปกติของสต๊อกยาซูโดอีเฟดรีน นั้น ขณะนี้รอรายงานอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันที่ 30 มี.ค.นี้ จะทราบผล หากพบว่ามีข้าราชการที่เกี่ยวข้องด้วยก็จะมีการสั่งย้าย ผอ.รพ. และเภสัชกรประจำสต๊อกยาเข้ามาช่วยงานที่ส่วนกลางเหมือนที่ผ่านมา

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จากข้อมูลที่คณะทำงานป้องกันและปราบปราม ฟื้นฟู และเยียวยาด้านยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข มอบให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 28 มี.ค.นั้น เป็นข้อมูลที่ระบุชัดถึงบุคคลที่เป็นคนสนิทของข้าราชการระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยจะต้องมีการนำยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน มาส่งให้กับบุคคลดังกล่าว มีการส่งมาในลักษณะเป็นท่อน้ำเลี้ยง ซึ่งพบว่าไม่ได้มีผู้เกี่ยวข้องเพียงคนเดียว และมีการดำเนินการมาแล้วเกือบ 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เริ่มสั่งห้ามขายยาดังกล่าวตามร้านขายยา และคลินิก ส่วนรายชื่อของโรงพยาบาลตามที่คณะทำงานแจ้งไปยังดีเอสไอ ว่ามีความเชื่อมโยงในเรื่องนี้ คือ รพ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

    ด้าน นพ.พิพัฒน์  ยิ่งเสรี  เลขาธิการคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบกลับตามที่ อย.ได้ส่งเรื่องให้พิจารณาให้ยาสูตรซูโดอีเฟดรีน เป็นกลุ่มยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 เป็นยาที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดการใช้ในทางที่ผิดสูง มีอันตรายต่อสุขภาพมาก ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จากที่ปัจจุบันเป็นยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 4 เป็นยาที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดการใช้ในทางที่ผิดต่ำ มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพน้อย โดยในวันที่ 30 มี.ค.นี้ คณะกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทจะมีการประชุมเพื่อลงความเห็นชอบ เพื่อแก้ไขประกาศให้ยาดังกล่าวเป็นยาในกลุ่มยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 ก่อนที่จะส่งเรื่องให้ รมว.สาธารณสุข พิจารณาเห็นชอบและออกเป็นประกาศให้มีผลบังคับใช้

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 20 ที่ประเทศกัมพูชา จัดขึ้นในวันที่ 3-4 เม.ย.นี้  โดยจะมีการลงนามร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยอาเซียนปลอดยาเสพติด ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลนี้อยู่แล้ว ดังนั้น จะได้มีการร่วมกันต่อต้านยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo