ข่าว
100 year

เมื่อ 'โอเน็ต' ไม่โอ(เค)

ไทยรัฐออนไลน์7 มี.ค. 2555 05:30 น.
SHARE

ผ่านไปแล้วสำหรับการสอบวัดผลทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ของนักเรียนชั้น ม.6 ประจำปีการศึกษา 2554 แม้อาจจะมีกรณีข้อสอบกำกวม บางข้อมีหลายคำตอบ บางข้อไม่ชัดเจน บางข้อแค่อ่านโจทย์และตัวเลือกแล้วก็อดขำแทบไม่ได้ จนเป็นที่ถกเถียงกันอย่างแพร่หลาย...

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สถาบันการทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ต้องนำไปปรับปรุง แก้ไข สู่การพัฒนาระบบการสอบ และข้อสอบ ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่กี่ปี ให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่หากให้มองกันจริงๆ แล้ว ปัญหาข้อสอบไม่กี่ข้อนี้ เป็นเพียงปัญหาเล็กๆ เมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาของระบบการศึกษาไทย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ในหลายประเด็นเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาไทย

เริ่มต้นที่ปัญหาข้อสอบโอเน็ตที่ผ่านมา ? รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวว่า เรื่องข้อสอบโอเน็ตนั้น ทาง สทศ. ก็พยายามที่สุดแล้ว อย่าลืมว่าระบบการสอบเพิ่งปรับได้ไม่กี่ปี มันก็ต้องมีข้อผิดพลาด ข้อสอบที่ออกก็มีเยอะ จึงมีที่ไม่เด็ดขาดและชัดเจนอยู่มาก สิ่งซึ่งน่าจะต้องทำต่อจากนี้ คือตั้งหลักใหม่ ให้ผู้รู้ในแต่ละสาขาวิชา เข้าไปช่วยดู อย่างข้อสอบเศรษฐศาสตร์ที่มีปัญหามาก เศรษฐศาสตร์อยู่ในหมวดสังคมศึกษา คนที่ออกข้อสอบอาจเป็นครูสังคมที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์โดยตรง ซึ่งจริงๆ แล้วข้อสอบควรตอบได้อย่างชัดเจน สามารถอธิบายให้คนทั้งประเทศ รู้ว่าข้อไหนถูก ถูกอย่างไร อาจเป็นแบบเติมคำก็ได้ อัตนัยก็ได้ แต่คอมพิวเตอร์อาจตรวจลำบาก ต่อไปข้อสอบต้องสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกข้อสามารถอธิบายได้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่สอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย เพราะข้อสอบจะเป็นการวัดว่าสอบ ม.6 ผ่านไม่ผ่านด้วย ตอนนี้ความสำคัญของโอเน็ตหายไปครึ่งหนึ่ง เพราะมีการรับตรงตามมหาวิทยาลัยก่อนหน้าการจัดสอบ แต่ต่อไปเมื่อโอเน็ตเป็นตัวตัดสินการสอบผ่าน ม.6 จะสำคัญมาก เป็นสัมฤทธิผลทดสอบว่าเรียนไปแล้วมีความรู้แค่ไหน เป็นเครื่องมือสองทาง ทั้งการผ่านชั้น ม.6 กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีข้อถกเถียง สามารถเฉลยและอธิบายได้ สนับสนุนคำตอบได้โดยไม่มีใครโต้แย้ง แต่หากบางสถาบันอยากได้ทักษะอื่นๆ เช่น การคิด ความรู้รอบตัว ก็จัดสอบเพิ่มเติมได้

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาว่า "จริงๆ ข้อสอบนั้นเมื่อสอบแล้ว สทศ. ก็ควรเฉลยให้เป็นสมบัติของสาธารณะ ให้ดูได้ชัดเจน เพราะเรายังไม่คุ้นเคย จะได้รู้ว่าวิธีการคิด วิธีการตอบคำถามต้องเป็นอย่างไร เพราะนักเรียนจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงได้คะแนนน้อย ทั้งๆ ที่ทำข้อสอบได้ อาจจะค้านกับการสอบของต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ก็ไม่เฉลยกัน แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้น ก็ควรเฉลยให้เป็นกรอบแนวทางการคิด รู้ตรรกะ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเด็กที่ไม่มีโอกาสได้ติวด้วย เมื่อเริ่มลงตัวต่อไปก็ไม่ต้องเฉลยแล้วก็ได้"

เมื่อถามว่า วิธีการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยยุติธรรมหรือยัง ? อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมสงสารนักเรียนที่ต้องสอบหลายแห่ง สิ้นเปลืองเงินทอง แม้จะมีการยื่นระบบกลาง แต่มหาวิทยาลัยมักจะเปิดรับนักศึกษาตรง และเปิดรับเร็วเกินไป ในช่วงครึ่งปีแรกของม.6 เท่านั้น เมื่อเด็กได้เข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการ เด็กก็ไม่สนใจเรียน ไม่ได้เรียนรู้อีกครึ่งปีที่เหลือ โดยปล่อยให้เวลาผ่านไปเพราะมีมหาวิทยาลัยเรียนแล้ว ซึ่งไม่มีประเทศไหนทำกัน บ้านเราต่างคนต่างจัดสอบ เพื่อให้ได้เงิน ทุกมหาวิทยาลัยคิดเหมือนกัน ก็ไม่ยุติธรรมกับคนที่เงินน้อยและอยู่ต่างจังหวัด แต่คนที่ได้ประโยชน์คือคนมีฐานะ ซึ่งมีโอกาสสอบหลายแห่ง จึงเป็นธรรมชาติของสังคมไทย คนที่ฐานะดีมักได้เข้าคณะดีๆ ติดพร้อมกันหลายแห่ง ที่ประชุมอธิการบดีจึงควรจะมาตกลงอย่างจริงจังว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร และทำอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้สอบมากที่สุด ทำให้มีต้นทุนน้อยที่สุด ให้ความยุติธรรมกับคนที่อยู่ต่างจังหวัดด้วย

ส่วนการแก้ไขปัญหาการศึกษาโดยรวม รศ.ดร.วรากรณ์ บอกว่่า โดยรวมต้องพัฒนาคุณภาพครู จะพัฒนา แก้ไข ยกระดับการศึกษาได้เร็วที่สุดในระยะสั้น แต่ถ้าระยะยาวก็ต้องแก้หลายเรื่อง ถ้าจะพัฒนาให้เร็วครูคือหัวใจของทุกสิ่งทุกอย่าง โดยครูที่มีอยู่ต้องมีการพัฒนาที่เป็นระบบ มีความรับผิดชอบ คะแนนเด็กไม่ดี สอบไม่ผ่านก็จะไม่ได้ผลตอบแทน ไม่ใช่ว่าเด็กสอบผ่านหรือไม่ผ่าน แต่เงินเดือนครูก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีความรับผิดรับชอบ และดูตัวชี้วัดความรู้เด็กที่เกิดขึ้น เน้น 3 เรื่องคือ 1.พัฒนาครูในระบบด้วยมาตรการที่ออกมาร่วมกัน ซึ่งทุกวันนี้มีการทำแต่ไม่ประสานกัน จึงต้องประสานหาเวลาที่เหมาะสม 2.ส่งเสริมนักศึกษาคะแนนดีคณะศึกษาศาสตร์ คุรุศาสตร์ บ่มเพาะให้เป็นครูดี ดึงดูดคนอยากเป็นครูได้ทำงานครูที่ตนสนใจ และ 3.ต้องสนับสนุนให้คนที่ไม่ได้จบครูโดยตรงมาเป็นครู ทำให้อุปสรรคของคนเป็นครูน้อยที่สุด การศึกษาจะก้าวหน้าต้องไม่ปล่อยให้เฉพาะคนที่เรียนครู มาเป็นครูเท่านั้น ผู้จบมาจากสายต่างๆ จะมีความรู้เนื้อหาซึ่งแน่นกว่าผู้จบครูโดยตรง แต่ก็จะมีวิธีการ หลักการสอนที่ด้อยกว่า ซึ่งสามารถฝึกและพัฒนาได้


ส่วนที่ว่า ปัญหาครูดีกระจุกอยู่เฉพาะบางโรงเรียนนั้น เป็นปัญหาแก้ยาก ต้องทำในระยะยาว เพราะการให้ย้ายครูเก่าคงทำยาก กระทรวงต้องสร้างกฎเกณฑ์ว่า ครูจบใหม่ต้องไปไหนก็ได้ตามที่ทางการสั่งมา ต้องยอมรับการโยกย้าย ก็จะมีครูดีๆ ตามโรงเรียนต่างๆ ถ้าโรงเรียนคุณภาพดี เด็กก็ไปเรียนกันเอง เพราะเด็กก็ไม่อยากไปแข่งกับใครเข้าโรงเรียนดีๆ เชื่อว่าจะดีขึ้นทันทีในไม่กี่ปี อย่างบางโรงเรียนได้ครูดีไม่กี่คนยังพลิกผันได้เลย

เมื่อถามว่า รศ.ดร.วรากรณ์ มองว่า ระบบการศึกษาไทยมีการเมืองเกี่ยวข้องหรือไม่ รศ.ดร.วรากรณ์ ระบุว่า "การเมืองในการศึกษา เป็นปัญหาน่าหนักใจ เครือข่ายของครูเป็นเครือข่ายซึ่งมาอิงกับการเมืองอย่างใกล้ชิด แล้วก็เป็นมาตลอดตั้งแต่อดีต อย่างเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์ เครือข่ายสวัสดิการครู สมาคม ชมรมต่างๆ เป็นฐานของนักการเมืองมาตลอด นักการเมืองก็ชอบมาอิงแอบเอาใจครู การเอาใจครูก็เหมือนเรียกคะแนนเสียง คะแนนนิยม เพราะครูมีอิทธิพลต่อผู้ปกครอง ซึ่งมีจำนวนมาก เรื่องโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องหลอมรวม พอการเมืองแทรกก็ไม่มีการหลอมรวม นักเรียนน้อย ครูน้อย ไม่มีคุณภาพ พอเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี นโยบายการศึกษาก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ของชาติ เพราะการศึกษามันสำคัญ จนไม่สามารถทิ้งไว้ในมือใครไม่กี่คนได้ ต้องอยู่ในมือของประชาชนที่ต้องช่วยกันผลักดัน นโยบายควรทำร่วมกันให้เกิดความแน่ชัด อยากเห็นนักการเมืองทุกฝ่ายจับมือกัน แล้วร่วมกำหนดนโยบายการศึกษา มีเป้าหมายเป็นสัญญาชัดเจน ทุกฝ่ายต้องเดินตามเส้นทางเดียวกัน เป็นพันธกิจ เป็นปณิธาน ร่วมกันแก้ไขปัญหาของชาติ ให้เอกชนได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะทำให้ความคิดหลากหลาย มีการริเริ่มมากขึ้น เหมือนกับเศรษฐกิจ ที่ยอมให้เอกชนมีบทบาทมาก แต่การศึกษายังไม่เห็นเท่าที่ควร"

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า "คุณภาพการศึกษาเป็นไปตามกาลเวลาและสังคมของโลก สมัยก่อนช่วงปี 2510-2530 เป็นสังคมผู้คนไม่ได้สะดวกสบายมาก คนยุคนั้นช่วงชิงต่อสู้กันมาก มหาลัยก็ไม่ได้มีให้เรียนครบทุกแห่ง คนก็มักเข้มข้น ตั้งใจเรียน เพราะกลัวไม่มีงานทำ ไม่เหมือนยุคนี้ เรียนจบไป ยังไงก็มีงานทำ แม้มีการว่างงาน แต่เป็นการวางงานแฝง เช่น ไม่ยอมรับเงินเดือนน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีงานทำ มีหรือไม่มีคุณภาพก็ได้งานทำ ความบากบั่นมานะต่อสู้มีน้อยกว่า วัตถุดิบจึงต่างจากสังคมสมัยนั้นสิ้นเชิง สมัยนี้มหาลัยเยอะ ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยเปิด คนสนใจการศึกษาน้อยลง สะดวกสบายขึ้น มีคุณภาพชีวิตสูงกว่า"

จุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษา ? รศ.ดร.วรากรณ์ ระบุว่า ต้องมีวิกฤติถึงจะเปลี่ยนได้ หรือช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิต เช่น คนรักเสียชีวิต หรืออกหัก อันนี้เป็นวิกฤติส่วนตัว มันก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในตนเอง ถ้าเป็นประเทศก็ต้องเกิดวิกฤติสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ตัวอย่างน้ำท่วม คนก็ปรับตัว นักศึกษาไม่รู้จักคำว่าจิตสาธารณะด้วยซ้ำ แต่พอน้ำท่วมก็ไปช่วยกันกรอกทรายกัน หากมีปัจจัยภายนอกเข้ามา เยาวชนไทยก็ปรับตัวได้ หวังว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนี้จะเกิดเป็นวงจรที่ดี แต่มันก็ยังไม่ได้ตอบคำถามเรื่องคุณภาพของเรา แต่ถ้าไม่มีวิกฤติเกิดขึ้นจริงจัง โอกาสที่ฝ่ายการเมืองจะมาจับมือกันก็เป็นไปได้ยาก ส่วนจะใช้เวลาแค่ไหนนั้น การศึกษาเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของประชาชน หากประชาชนไม่มีคุณภาพก็ปกครองยาก ฉะนั้นหากต้องการคนมีคุณภาพ ก็ต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพ แม้จะต้องใช้เวลานาน นโปเรียนบอกว่าอยากมีคนคุณภาพดี ต้องมีพ่อแม่ที่ดี 1 ชั่วคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยาวพอสมควร เราจึงต้องทำด้วยกัน รอไม่ได้ ต้องผลักดันพัฒนาครู ผลักดันให้การเมืองจับมือกัน และดำเนินการไปในกรอบเดียวกัน

สุดท้าย รศ.ดร.วรากรณ์ ยังสรุปทิ้งท้ายว่า อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่อยากให้คนไทยมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่เรียนในโรงเรียน การศึกษาต้องอยู่ในทุกโอกาส ในโทรทัศน์ ในสื่อใหม่ เส้นทาง บนถนน ไม่มองว่าการศึกษาต้องเป็นรูปแบบปี 1-4 หรือประถม 1-6 อยากให้มองว่าการศึกษเป็นโอกาสของทุกคนที่จะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา จากสถิติคนออกนอกระบบการศึกษาเยอะมาก 100 คน ตอนเข้าประถม 1 พอจบมัธยมปลายเหลือ 58 คน แล้ว 42 คน ก็ต้องการความรู้ ต้องให้โอกาสพวกเขาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วย เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่ามองว่าการศึกษาคืออาหารที่ต้องป้อน การศึกษาเป็นกระบวนการอยากรู้อยากเห็น การศึกษาไม่ใช่การตักอาหารใส่ปาก แต่เป็นการเรียนรู้กระบวนการทำกับข้าว ทำให้มีทักษะเพิ่มขึ้น ความรู้เพิ่มขึ้น ทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ระหว่างทางการทำกับข้าว เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่การจุดไฟ ก่อไฟ ส่วนประกอบ การปรุงอาหาร กว่าจะสามารถปรุงอาหารเองได้ ออกมาเป็นอาหาร ก็กลายเป็นค่านิยม พฤติกรรมติดตัว ซึ่งเปลี่ยนได้เรื่อยๆ.

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed