ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    แฉแฝดชกวรเจตน์ได้ถ้วยแม่นปืน

    ไทยรัฐออนไลน์2 มี.ค. 2555 09:00 น.
    SHARE

    พี่โดนจับพกพาอาวุธน้อง-ทำร้ายร่างกายอ้างแค้นคิดแก้ม.112ยืนยันไม่มีใครว่าจ้าง

    คู่พี่น้องฝาแฝดอารมณ์ร้อนต่อย “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” โผล่มอบตัวสารภาพระบายแค้นเรื่องอาจารย์มหาวิทยาลัยดังออกมาเคลื่อนไหว แก้กฎหมายมาตรา 112 พนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายก่อนปล่อยตัวชั่วคราว ผบช.น.สั่งเช็กประวัติละเอียดยิบ หลังพบพฤติกรรมชอบเล่นปืน  ตระเวนล่าถ้วยรางวัลตามสนามแข่ง เคยถูกข้อหาทำร้ายร่างกายและพกพาอาวุธปืน ด้านธรรมศาสตร์ออกแถลงการณ์ประณามความรุนแรง  ล้อมคอกหามาตรการรักษาความปลอดภัย ส่วน “มือปราบหูดำ” ประสานข้อมูลรายชื่อแกนนำนิติราษฎร์ทั้งหมดเพื่อประกบป้องกันเหตุร้ายแล้ว

    จากเหตุการณ์คนร้ายบุกเข้าไปต่อยหน้านายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำคนสำคัญของกลุ่มนิติราษฎร์ในการออกมาเคลื่อนไหวให้แก้กฎหมาย มาตรา 112 ระหว่างลงรถที่ลานจอดเฉพาะของอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อเย็นวันที่ 29 ก.พ. จนเจ้าตัวบาดเจ็บหน้าแหกเลือดอาบ แว่นแตก ไปรักษาตัวที่ รพ.ธนบุรี และแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม ตำรวจได้ตรวจกล้องวงจรปิดที่จับภาพชายต้องสงสัยทั้ง 2 คน เพื่อเป็นแนวทางแกะรอยติดตามตัว

    ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 มี.ค. นายสุพจน์ ศิลารัตน์ อายุ 30 ปี และนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ อายุ 30 ปี พี่น้องฝาแฝด อยู่บ้านเลขที่ 12/382 หมู่ 4 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โผล่ เข้ามอบตัวต่อ พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช ผกก.สน.ชนะสงคราม ยอมรับเป็นคนร้ายที่เข้าไปต่อยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาให้การอ้างว่า ไม่เห็นด้วยกับคณะนิติ– ราษฎร์ที่พยายามเคลื่อนไหวจะแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ช่วงเช้า วันเกิดเหตุได้ขี่รถ จยย. ยามาฮ่า สีเทา-ดำ ทะเบียน มธง 684 กรุงเทพมหานคร ไปไหว้พระวัดพระแก้ว และเห็นว่าอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยจึงแวะเข้าไปนั่งเล่น กระทั่งเกิดความคิดจะระบายแค้นนายวรเจตน์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์  จึงดักรอจังหวะที่นายวรเจตน์ขับรถมาจอดแล้วตรงเข้าทำร้ายร่างกายก่อนหนีไปบ้านเพื่อนที่ปทุมธานี รอจนเช้าถึงตัดสินใจมอบตัว

    เบื้องต้น พ.ต.ท.ณัฐกร คุ้มทรัพย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม ร่วมสอบปากคำ แต่ยังไม่ปักเชื่อในคำให้การของพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ในประเด็นที่ว่า ไม่ได้วางแผนมาก่อนหน้า เนื่องจากพฤติกรรมเข้าใจว่าน่าจะติดตามความเคลื่อนไหวของนายวรเจตน์มานานพอสมควร ถึงรู้ว่าขับรถยี่ห้ออะไร ทะเบียนอะไร และจอดบริเวณไหนของมหาวิทยาลัย พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จากนั้นนำตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่ บช.น.

    ต่อมา พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบช.น. คุมตัวพี่น้องฝาแฝดหมัดหนักไปถึง บช.น. โดยมี พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ พิสุทธิศักดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.พชร บุญญสิทธิ์ ผบก.น.1 ร่วมสอบปากคำนาน 20 นาที จากนั้น พล.ต.ท.วินัยให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ก่อเหตุจริง พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยแจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนจะบาดเจ็บสาหัสหรือไม่นั้นต้องรอผลการตรวจของแพทย์อีกครั้ง

    ผู้สื่อข่าวถามว่า มูลเหตุที่ก่อเหตุเนื่องจากสิ่งใด พล.ต.ท.วินัยกล่าวว่า เป็นเรื่องของความเห็นต่างกัน ทั้ง 2 คนมีอาชีพอยู่ และเพิ่งเดินทางไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งแรก มารอตั้งแต่เช้า เพราะคิดว่าอาจารย์สอนเช้าไม่รู้ว่ามีสอนตอนค่ำด้วย เมื่อถามว่า ทั้งคู่มารอดักทำร้ายแต่แรกจริงหรือไม่ พล.ต.ท.วินัยกล่าวว่า ใช่ ต่อมาผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามคู่ฝาแฝดผู้ต้องหา แต่ พล.ต.ท.วินัยห้ามไว้พร้อมให้เหตุผลว่า ตนก็คุยกับทั้ง 2 คนแล้ว อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นฝั่งตรงข้ามพูดสาดไปสาดมา เรื่องความเห็นต่าง อยู่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ไม่ดี เอาสังคมให้ดีดีกว่า เอาเป็นว่าผู้ต้องหารับสารภาพเพราะความเห็นต่าง ไม่มีใครจ้าง ไม่สังกัดกลุ่ม ไม่ชอบทั้งเหลือง หรือแดง

    เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามคะยั้นคะยอถามผู้ต้องหาถึงเหตุผลในการทำครั้งนี้ นายสุพัฒน์ แฝดผู้น้องยอมตอบว่า ไม่พอใจ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ทำอาชีพอะไร นายสุพจน์ตอบแทนว่า ค้าขาย ขายเสื้อ ขายน้ำหอม ก่อนที่ พล.ต.ท.วินัยจะแทรกว่า พอแล้ว สาเหตุ คือมีความเห็นต่าง ไม่เห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ที่เคลื่อนไหวในมาตรา 112 ผู้สื่อข่าวจี้ถามผู้ต้องหาอีกว่า อยากพูดอะไรหรือไม่ เห็นเอามือเกาปาก คราวนี้ นายสุพัฒน์ตอบด้วยอารมณ์ว่า อยากเตะนักข่าว ทำเอา ผบช.น.ต้องหย่าศึกตัดบทไม่ให้ถามอะไรอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นจะทะเลาะกัน

    หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนได้นำพยานที่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายไปชี้ตัวผู้ต้องหาฝาแฝดอารมณ์ร้อนที่ สน.ชนะสงคราม โดยพยานชี้ตัวยืนยันได้อย่างแม่นยำ เมื่อเสร็จขั้นตอนแล้ว พนักงานสอบสวนได้บันทึกภาพทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนปล่อยตัวชั่วคราว เพราะเห็นว่าผู้ต้องหาเข้ามอบตัว ประกอบกับมีที่พักเป็นหลักเป็นแหล่ง ประกอบกับพนักงานสอบสวนต้องรอผลตรวจอาการบาดเจ็บของผู้เสียหายจากแพทย์รักษาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 3 มี.ค.นี้ แล้วถึงจะนัดผู้ต้องหาพี่น้องไปส่งฟ้องศาลแขวงดุสิตอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหาพี่น้องตระกูลศิลารัตน์ พบว่า นายสุพจน์ แฝดผู้พี่ เคยถูกจับคดีมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะขับรถผ่านเข้าด่านตรวจบริเวณแยกประชาอุทิศ ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม. ท้องที่ สน.ดอนเมือง เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2553 ส่วนนายสุพัฒน์ ผู้น้อง มีประวัติถูกจับข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นกลางสี่แยกไฟแดง กม.27 ถนนพหลโยธิน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.ท้องที่ สน.ดอนเมือง เช่นกัน เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2544

    มีรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก.สส.บก.น.1 ตรวจสอบพฤติกรรมของพี่น้องฝาแฝดคู่นี้อย่างละเอียด หลังพบมีนิสัยรุนแรงชอบเล่นปืน เคยเข้าแข่งกีฬายิงปืนด้วยการใช้ปืน 11 มม.ไปล่าถ้วยรางวัลตามสนามยิงปืนหลายแห่ง มักใช้เวลาว่างไปฝึกซ้อมยิงปืนแถวสนามธูปะเตมีย์ ของกองทัพอากาศ โดยเฉพาะนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ เพิ่งคว้าถ้วยรองชนะเลิศการแข่งขันยิงปืนสนามแห่งหนึ่งจาก พล.ต.ต.สมิทธิ มุกดาสนิท ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี ส่วนแฝดพี่นิยมนำรูปตัวเองถ่ายคู่กับปืน 11 มม.  และปืนยาว .22 ติดลำกล้อง มีขาทรายทำท่าคล้ายหน่วยสไนเปอร์ไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก เป็นเหตุให้ ผบช.น.ต้องเร่งตรวจสอบประวัติทั้งคู่เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืน และอุปนิสัยส่วนตัวเป็นข้อมูลไว้ประกอบแฟ้มสืบสวนสอบสวนด้วย

    ส่วนบรรยากาศที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เป็นไปด้วยความเงียบเหงา หลังเกิดเหตุทำร้ายอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ สร้างความไม่สบายใจให้นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย มีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันอย่างกว้างขวาง และเป็นที่น่าสังเกตว่า แม้เกิดเหตุทำร้ายอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแต่ก็ยังไม่มีตำรวจไปดูแลรักษาความปลอดภัยภายในรั้วสถาบันแต่อย่างใด สำหรับนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ทำหนังสือขอลาพักรักษาตัว อย่างไรก็ตาม นายอุดม รัตนอมฤต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เรียกคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการทุกคณะ เข้าร่วมประชุมเพื่อปรับแผนและเตรียมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในธรรมศาสตร์ให้เข้มงวด

    นายอุดมแถลงว่า จากนี้จะมีการตรวจสอบดูแลผู้ที่ผ่านเข้าออกในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะรถ จยย.จากเดิมให้เข้าออกได้ไม่ต้องรับบัตรจอดรถให้รับบัตรจอดทุกคัน ส่วนกล้องวงจรปิดตามพื้นที่ต่างๆ นั้น จุดใดไม่สามารถนำไปติดตั้งได้ ก็ให้จัดฝ่ายรักษาความปลอดภัยเข้าไปดูแลชั่วคราวก่อน นอกจากนี้ ยังให้มีการเตรียมเครือข่ายวิทยุไว้สำหรับการเฝ้าระวังเหตุต่างๆที่จะเกิดขึ้น ส่วนการดูแลความปลอดภัยของอาจารย์ที่อยู่ในกลุ่มนิติราษฎร์นั้น พล.ต.ต.วิชัย สังข์– ประไพ รอง ผบช.น. ได้ประสานขอชื่ออาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ทั้งหมดไปแล้วเพื่อเตรียมจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ดูแลความปลอดภัยด้วย

    ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุร้ายครั้งนี้ ใจความสรุปว่า ตามที่มีคนร้ายเข้ามาก่อเหตุทำร้ายร่างกายอาจารย์ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยเห็นว่า การก่อเหตุร้ายดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขาดความยั้งคิด มุ่งผลที่จะข่มขู่ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวแก่บุคลากรของมหาวิทยาลัยที่ใช้เสรีภาพทางวิชาการในการแสดงความคิดเห็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอประณามการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาในทุกกรณี และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้ใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะได้ติดตามเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และเพิ่มมาตรการในด้านการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น เพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับบุคลากร ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่เข้ามาใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยด้วย

    รศ.สมยศ เชื้อไทย นายกสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์เรื่องเดียวกันด้วยว่า กรณีการทำร้ายร่างกายนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ซึ่งพยายามแสดงความคิดเห็นโดยสันติวิธีเพื่อแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงกฎหมาย จึงมิใช่เรื่องการทำร้ายร่างกายบุคคลธรรมดา อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอย่างอุกอาจเท่านั้น  แต่ยังเป็นการทำร้ายและทำลายหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของฝ่ายข้างน้อยอย่างร้ายแรง หากสังคมไม่เกิดความสำนึกร่วมที่จะแสวงหาหลักประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่าง ความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยก็เป็นสิ่งที่ไร้ค่า จึงขอประณามการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ให้มีการประทุษร้าย เพราะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ แต่จงใจให้เกิดความแตกแยก และทำให้สังคมเกิดความโกลาหลวุ่นวาย ยากต่อการปรองดองสามัคคีระหว่างคนในสังคม

    นอกจากนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนคณะนิติราษฎร์ ราว 100 คน มีนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตแกนนำคนสำคัญของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เข้าร่วม ทยอยเดินทางมาตัวกันที่คณะนิติศาสตร์ ชูป้ายประณามผู้ทำร้ายอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ นายจรัลกล่าวว่า การทำร้ายแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการรณรงค์แก้ไข มาตรา 112 กลุ่มสนับสนุนยังคงเดินหน้ารวบรวมรายชื่อต่อ เพียงแต่ต้องระวังตัวมากขึ้น น่าตกใจ คือ หลังเกิดเหตุนี้ กลับมีคนกลุ่มหนึ่งไชโยโห่ร้องให้กับการทำร้ายนายวรเจตน์ แสดงถึงความแตกแยกในสังคมไม่ต่างจากสถานการณ์ความแตก แยกที่เกิดขึ้นในสมัย 6 ต.ค. 19 โดยไม่มีการฟังเหตุผลของอีกฝ่าย

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 04:03 น.