บริการข่าวไทยรัฐ

ชัตเตอร์ลั่น! สนั่นกรุงลอนดอน..หลังเลนส์ชีวิต 'ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี'

"วันหนึ่งผมต้องเป็นช่างภาพระดับโลก" ประโยคนี้หลายคนที่เคยติดตามทางไทยรัฐออนไลน์ ยังคงจำผู้ชายที่ชื่อ ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี หรือโอ๊ตได้ เขาเป็นช่างภาพคนไทยเพียงคนเดียวที่มีโอกาสได้ไปทำงานกับช่างภาพระดับโลกที่อังกฤษ เป็นเวลา 1 ปีกว่าแล้ว ที่ชีวิตของเขาผ่านการทำงานสุดหิน แม้วันนี้สิ่งที่เขาหวังไว้ว่าจะได้เป็นช่างภาพระดับโลกยังมาไม่ถึง แต่ชื่อของโอ๊ตในแวดวงการถ่ายภาพเวดดิ้ง ก็คุ้นหูมากขึ้น 

การไปประเทศอังกฤษ โดยมีเงินติดตัวเพียง 1 ล้านบาท จากการเก็บออมที่เมืองไทย ไม่ใช่เงินที่เยอะกับการใช้ชีวิตในเมืองผู้ดีเป็นเวลาแรมปี งานก็ไม่มีทำ อีกทั้งเงินที่ติดตัวมาก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ แต่ด้วยความพยายามที่มุ่งมั่น ว่าอยากจะเป็นช่างภาพที่อังกฤษให้ได้ ในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสการทำงาน และฝึกฝีมือการลั่นชัตเตอร์จากช่างภาพชื่อดังที่อังกฤษ


โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ในวันนี้ เขาคือช่างภาพเวดดิ้งที่คู่รักหลายคู่นึกถึง และต้องการให้เขาเป็นผู้เก็บภาพความทรงจำในวันแต่งงานมากที่สุดอีกคนหนึ่ง ซึ่งล่าสุดหนุ่มโอ๊ตก็ได้เดินทางกลับมาที่ประเทศไทย เพื่อมาถ่ายภาพงานแต่งงานของคู่รักคู่หนึ่ง พร้อมกับการทำโปรเจกต์ Everyday Portrait ซึ่งจะเกิดขึ้นที่กรุงลอนดอนอีกไม่นานนี้

"แต่ก่อนจากที่ไม่มีงานทำ พอได้โอกาสทำงานกับ Julie Kim ช่างภาพระดับ Top 5 ของอังกฤษ ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนครับ ตอนนี้ผมก็เริ่มรับงานเองบ้างแล้วพอสมควร มีทั้งถ่ายเวดดิ้ง และแฟชั่น งานโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ"

งานมากขึ้น การใช้ชีวิตในอังกฤษ จึงไม่โหดเหมือนช่วงแรก เพราะเขาได้ทำงานที่เขาชอบ มีเงินไว้ใช้จ่ายอย่างไม่ขัดสน แต่โอ๊ตก็ยังคงทำงานอย่างหนัก เขาบอกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่ทำงานหนักมากที่สุดในชีวิตก็ว่าได้


"จริงๆ ผมเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 18  ผมต้องขอบคุณแม่เลยครับที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ตอนเด็กๆ ผมไม่มีรถ ไม่มีบ้าน อยู่แฟลตกัน แม่ไปขนของที่สำเพ็ง ผมก็ไปกับแม่ตลอด เราก็รู้ว่ามันเหนื่อย เห็นแม่ทำงานหนัก เลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรบ้างแล้ว แม่เป็นคนจุดประกายให้ผมคิดว่า จะเอาแต่นั่งงอมืองอเท้าไม่ได้ ตอนนี้ก็ดีขึ้นมาก มีบ้านมีรถ พอมีพอกิน ไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็ยังต้องทำงานหนักอยู่ครับ ยิ่งช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จนตอนนี้ ก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย ทำงานทุกวันครับ"

การถ่ายภาพของโอ๊ตไม่ใช่แค่การดูองค์ประกอบที่ลงตัวที่สุด หรือใช้เทคนิคที่ถูกต้องที่สุดตามทฤษฎีที่ร่ำเรียนมาเท่านั้น สิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะการถ่ายภาพเวดดิ้ง เจ้าตัวบอกว่า


"สำหรับผมภาพสวยไม่มีผลกับผม แต่ภาพที่มีความหมายมีผลกับผม ภาพที่มีมูลค่ามากๆ คือภาพที่สื่อสารเรื่องราว สื่อสารทุกอย่างได้ออกมาในภาพเดียว ผมอยากจะสื่อสารให้คนเข้าใจว่า งานถ่ายภาพจริงๆคืออะไร คนในเมืองไทยยังเข้าใจว่า ถ่ายภาพต้องสวย ต้องชัด รูปผมบางรูปชัดครึ่งๆไม่ชัดครึ่ง แต่ถ้าเกิดมันชัดแล้วมันได้ความรู้สึก มันคือรูปที่ดี ดีกว่ารูปชัดแล้วไม่มีอะไร รูปที่สวยมันไม่มีอะไร มันก็ไม่มีความหมาย ก็แค่รูปสวย แต่ถ้ารูปที่มันไม่สวยแต่มีคุณค่ากับเรา ยังไงเราก็อยู่กับมันจนตาย เพราะฉะนั้น อยากให้เด็กรุ่นใหม่ๆมามองหัวใจการถ่ายภาพมากขึ้น ลดเทคนิคลง ลดทักษะลง ซึ่งถ้ามองถึงวงการถ่ายภาพในเมืองไทย ผมว่าถ้าคิดแบบนี้ได้ก็จะดีขึ้น มูลค่า และคุณค่าของอาชีพนี้ก็จะมากขึ้นด้วย

 


ผมมองว่าแนวโน้มเมืองไทยอีกไม่กี่ปี การถ่ายภาพจะยิ่งไม่มีมูลค่าทางสังคม นองจากคนที่เป็นมืออาชีพที่ถ่ายแฟชั่น หรืองานโฆษณา ส่วนระดับอีเวนต์ หรือเวดดิ้ง กำลังจะหมดมูลค่า ตอนนี้คนไทยถ่ายภาพกันเยอะ แต่ก็ต้องแบ่งให้ถูก เพราะมีทั้งคนเล่นกล้อง, ช่างภาพ, ศิลปินถ่ายภาพ, คนสะสมกล้อง และตากล้อง ซึ่ง 5 คนนี้ไม่เหมือนกัน แต่คนไทย 5 คนนี้คือคนเดียวกัน จะมีคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นงานอดิเรก และชอบสะสมกล้อง คือซื้อกล้องเยอะๆ นั่นคือนักเล่นกล้อง ช่างภาพคือคนที่อยู่รอดด้วยการถ่ายภาพเป็นอาชีพในการเลี้ยงตัวเอง ศิลปินถ่ายภาพ ก็คืออาร์ตติสที่ใช้การถ่ายภาพเป็นเครื่องมือ นำเสนอผลงาน เพราะฉะนั้นเราแยกกันก่อน สังเกตเลยว่าถ้าเกิดจะเป็นช่างภาพมืออาชีพ เราก็ต้องวิเคราะห์ตัวเองแล้วว่า เราจะเป็นช่างภาพอาชีพอะไร เราก็ต้องคิดถึงการลงทุนว่า เราจะลงทุนเงิน 2 แสนบาท ในการซื้อกล้องอุปกรณ์ 1 ชุด เราจะใช้อุปกรณ์ชุดนี้ยังไงให้คุ้มค่า และเหมาะสม สังเกตได้เลยว่า

''ช่างภาพจริงๆ ไม่ได้มีอุปกรณ์ครบทุกอย่าง แต่คนที่เป็นคนเล่นกล้องมีทุกอย่าง พูดถึงคุณสมบัติเลนส์ตัวไหนรู้หมด แต่พอกดชัตเตอร์ปุ๊บนั้นอีกเรื่องนึงละ''


การได้ไปเรียนรู้และทำงานจริงกับมืออาชีพระดับโลก ทำให้เขาเห็นมุมมองของอาชีพนี้แตกต่างจากคนไทย ซึ่งเจ้าตัวก็ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยความห่วงใยต่ออาชีพช่างภาพในเมืองไทย

"ช่างภาพเป็นงานเฉพาะทาง ไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ทำได้ ยิ่งเป็นช่างภาพถ่ายเวดดิ้ง เขาบอกว่ามันเฉพาะทางมากๆ แต่คนมักจะคิดว่าใครๆก็ถ่ายได้ แต่คนที่จะถ่ายดีมีกี่คน เพราะฉะนั้นถ้ามีความสามารถด้านนี้จริงๆ แล้ว ไม่ทำราคาให้มันอยู่ในมาตรฐาน วงจรมันก็จะพัง เหมือนเมืองไทย วงจรช่างภาพเมืองไทยมันพัง คนไทยไม่เห็นคุณค่าของงานถ่ายภาพ เพราะคิดว่าฉันก็ทำได้ แต่จริงๆมันไม่ใช่ ไม่งั้นเขาจะมีวิชาชีพนี้ไปเพื่ออะไร ทำไมยังมีเด็กเสียเงินเป็นล้านมาเรียนทุกๆปี เพราะมันเป็นงานเฉพาะทางจริงๆคนก็ซื้อกล้อง ฉันก็ถ่ายได้ ฉันจะแต่งงาน ให้น้อง เพ่ือนถ่ายได้ แต่จะได้ความรู้สึกหรือว่าเรื่องราวจากภาพถ่ายนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราก็ต้องให้ความรู้กับคนก่อนว่า มันต่างกันนะ งานถ่ายภาพเหมือนงานหมอ ถ้าเกิดคุณไม่มีความรู้ คุณจะสื่อสารภาพออกมาได้อย่างไร

อย่างเบลเยียม คนจะเป็นช่างภาพได้ต้องมีใบอนุญาต ไม่เช่นนั้นเป็นช่างภาพทำงานไม่ได้ เหมือนกับใบขับขี่เลยครับ ซึ่งเป็นข้อดีนะ เพราะแสดงว่ามาตรฐานของราคามันตั้งได้ ถ้าเกิดอยู่ในอันดับแรกโอเค นั่นการันตีรายได้ของคุณในแต่ละเดือน แต่ละปี แน่นอน ถ้าเกิดเก่งขึ้น ราคาก็จะอัพขึ้นตามขั้นบันได ระบบของวงจรช่างภาพที่นั่นดีครับ ทุกคนมีลดหลั่นตามขั้นบันไดไป ไม่มีตัดราคากันและกัน ลูกค้าจะเข้าไปเลือกช่างภาพที่เหมาะกับตัวเขา เหมาะกับงานเขา ไม่ใช่เลือกเพราะราคา นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่า อยากให้เกิดขึ้นในเมืองไทย แต่ผมว่ายากและทำไม่ได้ด้วย"


มาที่เรื่องผลงานของโอ๊ตในช่วงนี้กันบ้าง นอกจากเขาจะกลับมารับงานถ่ายเวดดิ้งแล้ว อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่า เจ้าตัวกำลังมีโปรเจกต์ใหญ่คือ Everyday Portrait ซึ่งเป็นนิทรรศการภาพถ่ายเดี่ยวครั้งแรก โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มกราคม-26 กุมภาพันธ์ 2555 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

"สำหรับโปรเจกต์นี้ ผมอยากจะนำเสนอแง่มุมความคิดของเด็กไทยคนหนึ่งที่มีการพัฒนาทางด้านงานถ่ายภาพ ให้คนเมืองนอกมองเห็นว่าเราทำได้นะ จริงๆแล้วอาจมองว่าฉาบฉวย เพราะแค่หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย 1 รูป ใครก็กดได้ แต่สิ่งที่ผมนำเสนอ มันไม่ใช่แค่งานถ่ายภาพ ผมนำเสนอหัวใจ เรื่องของความคิด แต่ผมใช้แค่การกดชัตเตอร์ทุกๆวัน เป็นเครื่องมือ หัวใจของมันไม่ได้อยู่ที่ภาพเดียว แต่มันอยู่ทั้งปีที่เกิดขึ้น และผลตอบรับจากตอนที่แต่ละคนในขณะที่ผมกำลังถ่ายภาพพวกเขา นั่นคือผลลัพธ์ ผมถือว่างานนี้เป็นโปรเจกต์ที่ดีที่สุดในชีวิตเท่าที่ทำมาในตอนนี้ แฮปปี้มากครับ ส่วนเรื่องภาพ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีภาพสีเลย ผมไม่อยากให้เรื่องของสีเข้ามามีบทบาทกับภาพ โปรเจกต์นี้เรียกว่าเป็นไดอารี่ของผมก็ได้ ไดอารี่มันต้องเขียนทุกวัน แต่ผมใช้การถ่ายรูปแทน หัวใจของไดอารี่คือบันทึกแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นการที่เราเจอคนๆนั้น แล้วถ่ายรูป ก็จะถูกบันทึกว่าช่วงเวลานี้ผมเจอคุณ พอมองลึกลงไป พอเห็นรูปก็จะนึกถึงช่วงเวลานั้นที่เจอกัน ไม่ต้องเขียนอธิบายว่าเรารู้สึกยังไงบ้าง แต่พอเห็นรูป ความรู้สึกของวันนั้นเกิดขึ้นในหัวทันที ซึ่งมันเป็นไดอารี่เมื่อเห็นภาพเดียวแล้วสื่อสาร ในทางกลับกัน มันสะท้อนตัวผมและยังสะท้อนกลับไปถึงคนที่ผมถ่ายด้วย ผมพยายามดึงตัวตนของเขาออกมาบนภาพถ่ายของผม จะถ่ายภาพที่ดูแล้วเป็นตัวเขามากที่สุด ไม่ให้มันเฟค"


หลายคำพูดของช่างภาพหนุ่มคนนี้ ฟังแล้วจะรู้สึกได้ว่า เขาเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจัง และมุ่งมั่นกับสิ่งที่เขารักอยากจะทำอย่างมาก วันนี้ของโอ๊ต คนรอบข้างอาจมองว่าเขาเริ่มสัมผัสความสำเร็จบ้างแล้ว แต่เจ้าตัวก็บอกว่ายังไม่ใช่ และก็ยังไม่ขอหยุดอยู่กับที่แน่นอน ความคาดหวังกับการเป็นช่างภาพในอนาคตข้างหน้าของโอ๊ต ยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสิ่งที่เขาตั้งใจว่า อยากจะเป็นช่างภาพระดับโลกให้ได้


"ตอนนี้คิดว่าก็คงอยู่ที่อังกฤษไปก่อนครับ อยากทำงานที่ทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องที่ผมจะไปถึงการเป็นช่างภาพระดับโลกได้หรือเปล่า ก็ยังไม่ทราบหรอกครับ รู้แค่ว่าช่วงเวลาที่ผมอายุเท่านี้อยากทำให้สุดเหวี่ยงเต็มที่ และวันหนึ่งผมจะบอกกับลูกกับหลานว่า ผมทำเต็มที่ที่สุดแล้ว จะได้แค่ไหนผมไม่แคร์ล่ะ ผมอาจไม่ได้ถึงระดับโลกก็ได้ แต่ผมฝันไว้ มันคือความฝัน คือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ผมเห็นเส้นชัยอยู่ลิบๆแต่ผมไม่รู้ว่าจะมีแรงวิ่งถึงเท่าไร อาจจะวิ่งไปถึงกลางทาง ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าไม่ไกล บางคนอาจว่ากลับมาเมืองไทยเพราะไม่ประสบความสำเร็จ แตไม่มีใครรู้หรอกว่าผมมาไกลขนาดไหน ผมรู้ว่าผมทำทุกวันให้เต็มที่และจัดหนักทุกวัน ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เสียใจ จะพูดว่าทำเต็มที่ได้ แต่ถ้าทำไม่ได้และรู้ว่าไม่เต็มที่ผมจะเสียใจมากกว่า ปีนี้เลยตั้งใจว่าจะทำงานหนักขึ้นให้มีคุณภาพมากขึ้น ขีดเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มก็ดี เพราะมีลูกค้าจองงานตลอดเดือนแล้วครับ"

จะเป็นเพราะความสามารถ ความมุ่งมั่น หรือโอกาส ที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ได้เข้ามาอยู่บนเส้นทางการเป็นช่างภาพมืออาชีพในต่างแดนได้นั้น ก็ไม่ผิดทั้งนั้น แต่ก็นับว่าเป็นอีก 1 ตัวอย่างที่ดีของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองรักจนประสบความสำเร็จ แม้ว่าเจ้าตัวจะบอกว่ายังต้องเรียนรู้หาประสบการณ์อีกมาก


"ผมมองว่าตอนนี้ตัวเองยังต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆครับ คนอื่นอาจคิดว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว แต่จริงๆแล้วยังเลย ถ้าจะให้เปรียบ แต่ก่อนผมเหมือนคนที่นอนเฉยๆ ได้แค่ขยับแขนขา แต่ยังลุกนั่งไม่ได้ มาวันนี้ผมลุกขึ้นนั่งได้แล้ว เริ่มคลานได้แล้ว ตอนนี้ก็คงต้องเริ่มหัดเดินให้แข็งมากขึ้น ส่วนจะวิ่งได้เมื่อไหร่ หรือวิ่งไปไกลแค่ไหน ผมก็ยังตอบไม่ได้ครับ"


หลังเลนส์ชีวิต  'ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี'

- งานแรกที่โอ๊ตได้ทำในฐานะการเป็นช่างภาพ เริ่มขึ้นเมื่อตอนที่เขายังเป็นนักศึกษา เขาได้ค่าตอบแทนจากการถ่ายภาพงานแรกนั้นเป็นจำนวน 1,000 บาท

- โอ๊ตคือหนุ่มช่างภาพไทยเพียงคนเดียวในตอนนี้ที่ได้ทำงานเป็นช่างภาพเวดดิ้งที่อังกฤษ

- ช่างภาพคืออาชีพที่เขารัก การได้ซื้อกล้องมาสะสมจึงเป็นอีก 1 งานอดิเรกที่ตามมาด้วย เวลาว่างโอ๊ตจึงชอบไปเดินตามย่านที่มีเปิดท้ายขายของในอังกฤษ ซึ่งจะมีกล้องมือสองคุณภาพดีมาขาย ตัวละ 1-2 ปอนด์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหมดเงินไปเกือบ 2,000 บาท แต่ได้กล้องฟิล์มมา 10 ตัว

- ช่วงที่แย่ที่สุดคือตอนที่ไปใช้ชีวิตอยู่อังกฤษในระยะแรก เขาเหลือเงินติดตัวอยู่เพียง 9 ปอนด์เท่านั้น เพราะยังหางานช่างภาพไม่ได้ ทำให้เขาหมกตัวอยู่แต่ในบ้านเป็นอาทิตย์ จนกระทั่งได้รับโอกาสจาก Julie Kim ช่างภาพเวดดิ้งชื่อดังของที่นั่นให้มาทำงานด้วย

- นอกจากกล้องเก่าที่ชอบซื้อมาเก็บแล้ว หนังสือภาพถ่ายของช่างภาพชื่อดัง โอ๊ตก็ยอมสละเงินเก็บมาซื้อไว้หาความรู้เพิ่มเติม ส่วนอุปกรณ์บางอย่างก็มีซื้อบ้าง แต่จะเลือกเอาเฉพาะที่จำเป็นและเหมาะกับงานของเขา

- ผู้ชายคนนี้ถือคติว่าจะไม่ทำงานแข่งกับใคร อยากทำงานกับตัวเอง และทำให้มันดี ถ้าตัวเองมีความสุข ลูกค้ามีความสุขแค่นั้นก็พอแล้ว

- ผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของโอ๊ต คือ คุณแม่ เพราะเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก, แฟนสาว เพราะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่คอยให้กำลังใจ และเข้าใจเขาอยู่เสมอ, ณุช เนาวเขตต์ เพราะเป็นอีก 1 แรงบันดาลใจในการทำงานที่ทำให้โอ๊ตรู้สึกศรัทธา ที่สามารถทำงานในระดับโลกจนประสบความสำเร็จได้ และสุดท้ายคือจูลี คิม ช่างภาพเวดดิ้งที่ให้โอกาสเขาได้เริ่มเรียนรู้การเป็นช่างภาพในอังกฤษจนถึงทุกวันนี้

 

 

 

ติดตามผลงานของเขาได้ที่ :www.oat-chaiyasith.com และhttp://www.facebook.com/OATCHAIYASITH

Twitter : sriploi_social