ข่าว
100 year

"คิม" เกาหลีกตัญญู สุดท้าย! ยังไม่พบแม่

23 ก.ค. 2552 05:00 น.
SHARE

"ไอ้คิม"...คือชื่ออันคุ้นชินของหนุ่มน้อยเกาหลียอดกตัญญู ปาร์ค ยอง แบ ของหมู่ตาด หรือ ส.ท.ตราด กองจันดี และหมู่วีระ หรือ พ.ท.สุริยิน ประภาสวัตร สองทหารไทยที่ไปร่วมรบในสมรภูมิสงครามเกาหลีเหนือและใต้

นับจากปี พ.ศ.2524 เป็นเวลา 28 ปี...ล่วงมาแล้ว เรื่องราวของไอ้คิม เหมือนหนังเรื่องยาวที่เริ่มนับหนึ่งในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ไอ้คิมเป็นผลผลิตของสงครามเกาหลีเหนือ...เกาหลีใต้ เขาพลัดหลงกับแม่และน้องชายด้วยวัยเพียงแค่ 7 ขวบ ขณะกำลังชุลมุนอยู่ท่ามกลางเสียงปืน ควันระเบิดคละคลุ้ง

ในเสี้ยววินาทีที่มีความเป็นความตาย หมู่ตาดกับหมู่วีระ สองทหารไทยในสมรภูมิเกาหลี ก็เข้าไปช่วยอุ้มไอ้คิมขึ้นรถทหารพาไปเลี้ยงในค่ายทหาร

ไอ้คิมมีหน้าที่ซักผ้า รีดผ้า ช่วยทำงานสารพัดแลกกับอาหารและเครื่องนุ่งห่มกันหนาว  พร้อมกับหัดพูดภาษาไทย  คิมกับหมู่วีระ...หมู่ตาดใกล้ชิดกันมาก

เขาเรียกทหารทั้งสองว่าพ่อ

ปีเดียวกันสองทหารไทยถูกส่งตัวกลับไทย  คิมยังผูกพันกับค่ายทหาร  รับใช้ ทหารรุ่นต่อๆมา  บ่มเพาะความรู้สึกผูกพันไปถึงคนไทยทุกคนที่เจอ  คิมช่วยเหลือรับใช้คนไทยทุกคณะที่เดินทางไปเกาหลี  เมืองที่เขาอยู่โดยไม่เคยพูดถึงค่าตอบแทน

บ้านของปาร์ค ยอง แบ อยู่ที่อินชอน ห่างจากโซล 30 กิโลเมตร

ด้วยสายใยรักที่มีต่อคนไทย ในบ้านของปาร์คจึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ไทยและทุกอย่างที่ได้จากคนไทย แม้กล่องใส่น้ำพริก

ทัพฟุตบอลไทย คณะสื่อมวลชนที่ไปแข่ง "ปักจุงฮีคัพ" น่าจะคุ้นเคยกับปาร์คดี มักเรียกเขาว่า อาจารย์ปาร์ค หรือ อาจารย์พัก

เพื่อนนักข่าวกีฬาอยู่ในวัยใกล้กับปาร์คในวันนี้ บอกว่าคิมมาด้วยใจ ตำแหน่งหน้าที่ก็ไม่มี เวลาทำงานไม่มีปัญหา เวลานอนก็นอนขลุกอยู่ด้วยกัน แต่เวลากินแต่ละมื้อก็ต้องอาศัยน้ำใจเพื่อนพี่น้องคนไทย  โดยเฉพาะสื่อช่วยตุนอาหารมาเผื่อประทังหิว

เป็นอีกฉากชีวิตจริงที่ต้องจดจำ และยอมรับว่าปาร์คกับพวกเรามีความรักผูกพันต่อกันมาก

ปาร์คสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกียงฮีในเกาหลี วิชาพลศึกษา แต่ความที่ชอบมาขลุกกับคนไทย  ทำให้ทางโรงเรียนเชิญออกมาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งยังมีโรคประจำตัว โรคกระเพาะ ทำให้ปาร์คต้องว่างงานเป็นประจำ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องร้อนใจ ภรรยาปาร์คมีอาชีพสอนดนตรี มีรายได้ ค้ำจุนครอบครัว เลี้ยงลูกชายลูกสาวได้อย่างไม่ขัดสน

วันเวลาผ่านไป ปาร์ค ยอง แบ อายุ 30 ปีเศษ

ในความรู้สึกโหยหาสองทหารที่เขานับถือเป็นพ่อบุญธรรมในไทย ลึกๆในหัวใจ คิมก็ยังโหยหาแม่ เขาลงประกาศตามหาพ่อแม่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่นานนักก็ได้ข่าว พ่อและแม่แยกไปอยู่ทางเกาหลีเหนือ

เมื่อมีคนไทยไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ นักเขียน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวเดินทางไปเกาหลี ไอ้คิมเข้ามาอาสาตัวช่วยเป็นล่าม แล้วก็มักจะฝากให้ช่วยประกาศตามหาหมู่ตาดกับหมู่วีระ

ในความทรงจำที่ติดตรึงมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ  เขามีภาพถ่ายโพลารอยด์  เวลาผ่านมากว่า 20 ปี สีของภาพเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำ ในภาพนั้นมีสองทหารไทยรูปร่างสูงใหญ่ยืนอยู่คู่กัน คิมตอนนั้นความสูงเลยหัวเข่าสองทหารไทยไปนิดเดียว

คิมจำได้แม่นยำ คนหนึ่งชื่อหมู่วีระ อีกคนชื่อหมู่ตาด เขาไม่มีข้อมูลอันใดมากไปกว่านี้

ทีมนักข่าวกีฬาไทยรัฐขอหลักฐานนั้นไว้ กลับมาถึงไทยก็เริ่มค้นหาทะเบียนทหารในสงครามเกาหลี มีชื่อ "วีระ" 32 คน ยากที่จะเจาะจงไปว่า "วีระ" ไหน

โชคดี ชื่อหมู่ตาดหรือตราด...มีคนเดียว ปี 2524 ยศเป็นพันตรี เปลี่ยนชื่อเป็นนรชัย พ.ต.นรชัย กองจันดี สังกัดศูนย์การทหารราบธนรัชต์ ปราณบุรี

เวลาผ่านมายาวนาน ถึงวันนั้น 28 ปี แต่หมู่ตราดก็ยังจำ "ไอ้คิม" ได้ ไม่ลืมเลือน เขาอุทานทันทีเมื่อเห็นภาพว่า "ไอ้คิมนั่นเอง...มันยังไม่ตายอีกหรือ"

หมู่ตาดเล่าว่า วีรกรรมของเจ้าคิมมีมาก  ครั้งหนึ่งทหารในแคมป์อดอาหาร เพราะขาดการติดต่อกับหน่วยเหนือ คิมเดินออกไปหาชาวบ้านขอเนื้อมาให้กินประทังหิว


ปาร์ค ยอง แบ (คิม)

"อิ่มแล้ว คิมมันจึงบอกว่าเป็นเนื้อหมา จะโมโหมันก็ไม่ได้"

เมื่อเจอหมู่ตราดแล้วก็เท่ากับได้กุญแจไขไปหาหมู่วีระ  ซึ่งถึงวันนั้นเปลี่ยนชื่อแล้วเป็นครั้งที่ 3 ชื่อใหม่ยศใหม่ พ.ท.สุริยิน ประภาสวัตร สังกัดกรม การรักษาดินแดน

พ.ท.สุริยินฟื้นความหลังช่วงที่ทหารไทยช่วงสงครามเกาหลีปี 2493-2494 เจอเจ้าคิมครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตา

"มันเป็นเด็กฉลาด คล่องแคล่ว บุคลิกก็ดี" หมู่วีระบอก

วันที่ต้องเดินทางกลับไทย ถุงทะเลใบใหญ่ที่ทหารไทยต้องแบกลงเรือใบของหมู่วีระอัดแน่นเป็นพิเศษ ฝรั่งขอตรวจถุงทะเลเจอเจ้าหนูน้อยคิมซุกอยู่ในนั้น

แผนพาเจ้าคิมมาไทยล้มเหลว  หมู่วีระต้องออกแรงฝากฝังให้เพื่อนทหารไทย ที่มารับช่วงภารกิจดูแลต่อ

ข่าวการพบหมู่ตาด หมู่วีระ ถูกส่งไปถึงปาร์ค ยอง แบ ที่เกาหลีใต้ ช่วงเวลานั้น ปาร์คช่วยงานอยู่ในกองถ่ายภาพยนตร์ไทย เรื่องอารีดัง  ที่ไปถ่ายทำถึงเกาหลี  นางเอกใช้คนเกาหลี  แต่พระเอกไทย จตุพล ภูอภิรมย์ ถ่ายในเกาหลีจบแล้วก็ยกกองถ่ายกลับไทย ปาร์คขออาศัยเดินทางมาไทยด้วย

ที่สนามบินดอนเมือง  ดาราไทย  ดาราเกาหลี  เดินเข้าไปให้สัมภาษณ์นักข่าว บันเทิงในห้องวีไอพี ปาร์ค ยอง แบ หรือเจ้าคิมในชุดสากลสีเทา  ถูกพาไปเจอกับ พ.ท.สุริยิน

"พ่อวีระ..." ... "ไอ้คิม มึงหรือ"

สองลูกผู้ชายที่ผูกสายสัมพันธ์กันยาวนานถึง 28 ปี อุทานแล้วก็ยืนจ้องหน้ากันครู่ใหญ่   จากนั้นก็โผเข้ากอดกัน   น้ำตาซึมทั้งสองคน   ภาพและข่าวนี้ขึ้นหน้าหนึ่งเป็นข่าวเดี่ยวขายดีของยุคนั้น

ความดังของปาร์ค ยอง แบ เขามักเล่าให้นักข่าวรุ่นหลังฟังว่า เรียกแท็กซี่ เรียกตุ๊กตุ๊กกี่คัน ไม่มีโชเฟอร์คนไหนคิดค่าโดยสารสักคน

นับแต่วันนั้น ปาร์ค ยอง แบ ก็ผูกขาดอยู่ในประเทศไทย นานๆทีจะไปเกาหลี พบสองพ่อบุญธรรม หมู่ตาด หมู่วีระแล้ว ก็ยังเหลือฝันสุดท้าย เขาอยากจะพบหน้าแม่สักครั้ง

"ก่อนเกิดวิกฤติสงคราม ครอบครัวเราเป็นเกษตรกรปลูกโสมขายในหมู่บ้านปันมุนจอมของเกาหลีใต้" ปาร์คฟื้นความหลัง

ปันมุนจอม เป็นหมู่บ้านกั้นกลางแบ่งเขตระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่ปลูกโสมดีที่สุดในโลก

วันหนึ่งทหารเกาหลีเหนือบุกเข้ายึดหมู่บ้าน กวาดต้อนผู้คน ครอบครัวปาร์คต้องอพยพหนีลงมาทางใต้ท่ามกลางความหนาวและหิว   ระหว่างที่กำลังเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำขนาดเล็กเชื่อมสันเขาสองลูก ทหารเกาหลีใต้ยกกำลังมาสกัดกองทัพเกาหลีเหนือ เกิดปะทะกันรุนแรง

ปาร์ค  ยอง  แบ  วัย 7 ขวบ  พลัดหลุดมือจากแม่ตรงกลางสะพาน  จากนั้นเขาระเหเร่ร่อนในฐานะเด็กจรจัด

กับเพื่อนคนไทยใกล้ตัว ปาร์ครำพันความหลังให้ฟังเสมอ

"จากวันนั้นผมก็ไม่เคยเจอแม่และพี่น้องอีก ตอนนี้ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมเกิดวันไหน แม่หน้าตาอย่างไร"

หลังสงครามสิ้นสุด ปาร์ค ยอง แบ  สร้างเนื้อสร้างตัวจนมีธุรกิจทำโรงงาน ผลิตเปียโน แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ปาร์คก็ยังไม่คลายความหวังที่จะพบแม่

นับวันปาร์คยิ่งรู้สึกว่า เวลามันยาวนานเหลือเกิน เขาใช้ความพยายามตามแม่ทุกทาง ทั้งทางตรง ทางลับ แต่ก็ไม่เคยได้ผล รัฐบาลเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังไม่ยอมเป็นญาติดีกัน

สองประเทศเกาหลีต่างมีระเบียบเข้มงวด ใครในประเทศติดต่อกับประเทศศัตรูก็จะมีความผิดฐานเป็นสายลับ โทษเด็ดขาดถึงขั้นประหาร

ปาร์คเล่าว่า เขาร้องไห้ทุกครั้งที่ฝันถึงแม่ เมื่อความหวังพบแม่ยังไม่มี เขาก็ให้คนงานโรงงานเซรามิกปั้นรูปแม่ตามจินตนาการมาตั้งไว้ดูต่างหน้า  เป็น เครื่องปลอบประโลมจิตใจยามคิดถึง

ช่วงหลังๆปาร์คเศร้าซึมมากขึ้น  เขาเริ่มป่วยเป็นโรคหัวใจ  ดิ้นรนรักษาชีวิต ไว้  กินแต่ผัก  อาหารจืด  พร้อมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำตามคำแนะนำของหมอ

ลูกสาวคนโต  ปาร์คพามาเรียนหนังสือในไทย  ฝากฝังให้หลายๆคนช่วยดูแล

ถึงวันนี้ปาร์ค ยอง แบ มีอายุ 72 ปี

เช้าวันที่ 21 ก.ค. 2552 ในประเทศไทย อายุปาร์ค 72 ปี ถึงวาระสุดท้าย เจ้าคิม หนุ่มเกาหลียอดกตัญญูก็ลาจากโลกนี้ไปสู่อีกโลก ที่ใช้คำเรียกกันว่า...โลกหน้า

โลก...นั้น ไม่น่าจะมีเส้นขนานที่ 38 แบ่งเกาหลีเหนือออกจากเกาหลีใต้ หวังกันว่า  ปาร์ค  ยอง  แบ  น่าจะพบแม่...ผู้ให้กำเนิดของเขาแล้ว  สมดังที่ถวิลหา มาค่อนชีวิต.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้