ข่าว
100 year

ไม่ได้ขู่! นึกสนุกโพสต์รูป-ข้อความป่วนน้ำท่วม เจอคุก 20 ปี

ไทยรัฐออนไลน์22 ต.ค. 2554 05:30 น.
SHARE

นักกฎหมายชี้โพสต์ข้อความ-รูปภาพเป็นเท็จ ป่วนสถานการณ์น้ำท่วม ผิด พ.ร.บ.คอมฯ 2550 หลังน้ำลด มีสิทธิ์เข้าซังเต รวมโทษจำคุกกว่า 20 ปี... 

ในช่วงที่หลายพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยและอยู่ในช่วงวิกฤตนั้น รัฐบาลประกาศเฝ้าระวัง พร้อมทั้งแจ้งเตือนภัยประชาชนเป็นระยะ แต่ในทางกลับกัน ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก กลับมีการโพสต์ข้อความและรูปภาพ ที่บางครั้งเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนที่รับข่าวสารเป็นอย่างมาก ซึ่งบางครั้งขัดแย้งกับรัฐบาล และบางครั้งสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงอย่างที่มีการโพสต์ข้อความออกมา

จากการติดตามการโพสต์ข้อความ และรูปภาพผ่านทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ของทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม กว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าบางครั้งทวิตเตอร์มีการโพสต์ข้อความที่ไม่ชัดเจนในรายละเอียด อาทิ โพสต์ว่า น้ำที่คลองยาคูลท์ทะลัก ท่วมออกออกมาถึงพื้นถนน และเขตประชาชื่นน้ำท่วมถนน แล้วมีการรีทวีตกันต่ออย่างแพร่หลาย ขณะที่ตรวจสอบจากประชาชนในพื้นที่ พบว่าสถานการณ์ยังปกติ

ส่วนข้อความและรูปภาพที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กนั้น อาทิ ศปภ.อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรประชาชนจะดูแลท่านเอง หรือการโพสต์รูปที่มีลักษณะน้ำท่วม แล้ว ศปภ.แถลงข่าวอยู่ พร้อมทั้งมีข้อความวว่า ศปภ. แถลงข่าวยัน ควบคุมน้ำได้แล้ว    


นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กล่าวว่า กรณีข้างต้นเป็นการกระทำที่มีลักษณะโพสต์ข้อความ หรือรูปภาพ ที่สร้างความปั่นป่วน และสับสนให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารบนโลกไซเบอร์ ซึ่งเข้าข่ายผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนกรณีที่มีการโพสต์ข้อความและรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ แล้วไม่ใช่ข้อเท็จจริงนั้น อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ กล่าวว่า นอกจากจะผิด พ.ร.บ.คอมฯ แล้ว ยังผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุก 10 ปีด้วย

ทั้งนี้ หากประเมินความผิดเบื้องต้นแล้วจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา โดยรวมทั้งหมดแล้วต้องรับโทษจำคุก ไม่ต่ำกว่า 20 ปี

“การโพสต์ข้อความ หรือรูปภาพสร้างความปั่นป่วน เข้าข่ายบิดเบือนข้อเท็จจริง และก่อให้เกิดความสับสนของผู้รับข่าวสาร มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 (1) (2) (3) และถ้าโพสต์เรื่องที่เข้าข่ายหมิ่นฯ สถาบัน ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุก 10 ปี รวมแล้วอาจติดคุกประมาณ 20 ปี” นายไพบูลย์ กล่าว

นอกจากนี้  หากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ให้บริการรายใด ก็จะมีความผิดไปตาม มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14 ด้วย

ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยงาน หรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการโพสต์นั้น สามารถแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีได้ โดยเจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องให้กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ตรวจสอบก่อนดำเนินคดี 

สำหรับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) นั้น เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาตามคำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาบริหารจัดการแก้ปัญหาอุทกภัย แต่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และ พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย จึงไม่สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับผู้โพสต์ข้อความได้ แต่หากมีผู้แจ้งความ ผู้โพสต์ข้อความก็จะถูกดำเนินตาม พ.ร.บ.คอมฯ 2550

อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำว่าให้มีความระมัดระวังในการโพสต์ข้อความ หรือรูปผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ในช่วงสถานการณ์อุทกภัย เพราะหากไม่ใช่ข้อเท็จจริง นอกจากจะสร้างความสับสนและปั่นป่วนให้กับผู้อื่นแล้ว หลังน้ำลดอาจต้องหาคนไปประกันตัวที่สถานีตำรวจ หรือไม่ก็นอนอยู่ในมุ้งสายบัว.

ทีมข่าวไอทีออนไลน์

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้