ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ตลาดหุ้นตลาดเงินทั่วโลกระส่ำ

    ไทยรัฐออนไลน์9 ส.ค. 2554 05:45 น.
    SHARE

    ตลาดหุ้นตลาดเงินทั่วโลกระส่ำ ผวาวิกฤติหนี้ยุโรป-สหรัฐฯ ป่วนเศรษฐกิจโลก คาดใช้เวลาอีกกว่า 1 เดือน ถึงจะเห็นภาพและผลกระทบที่ชัดเจน ต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินของไทย


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักลงทุนทั่วโลกต่างเกิดอาการตื่นตระหนก (panic) กันไปทั้งโลก หลังสถาบันจัดอันดับเครดิตสแตนดาร์ด แอนด์พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้เปิดมาวันจันทร์ที่ 8 ส.ค. ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง รวมทั้งตลาดหุ้นและค่าเงินในสกุลเอเชีย ที่โดนถล่มขายออกมาอย่างหนัก กดดัชนีหุ้นและค่าเงินหลายประเทศร่วงลงทำสถิติต่ำสุด

    แม้รัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือจี 7 ประกาศว่าจะดำเนินการใดๆที่จำเป็นเพื่อรองรับเสถียรภาพและสภาพคล่องในตลาดการเงิน เพื่อทำให้ตลาดการเงินทรงตัว เพราะความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจะมีผลร้ายแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน แต่แถลงการณ์ดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งความตื่นตระหนกของตลาดการเงินในครั้งนี้ได้ แม้ค่าเงินยูโรจะกลับขึ้นมาแข็งค่าได้ จากการที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณว่าจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของอิตาลีและสเปนเพื่อสกัดกั้นการลุกลามของวิกฤติในตลาดเงิน แต่ค่าเงินในประเทศเอเชียกลับอ่อนค่าลงทั้งภูมิภาครวมทั้งค่าเงินบาทของไทยที่ช่วงเช้าแข็งค่าได้ แต่สุดท้ายก็อ่อนยวบลงตามค่าเงินภูมิภาค เพราะนักลงทุนหลีก เลี่ยงความเสี่ยงจากความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง ขณะที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ยังอออกมาขู่ซ้ำว่าอาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงก่อนปี 2556 หากแนวโน้มการคลังของสหรัฐฯหรือเศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามตลาดกำลังจับตาว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือไม่

    โดยค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯปิดที่ 29.81/87 บาท อ่อนค่าจากช่วงเช้าที่อยู่ที่ 29.73/77 บาท ขณะที่ค่าเงินวอน เกาหลีใต้ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯร่วงลง 1.4% มากที่สุดภายในวันเดียวในรอบเกือบ 9 เดือน เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เช่นเดียว กับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ทรุดตัวลงหนักกว่า 7.4% ทำให้รัฐบาลต้องให้กองทุนรัฐอัดเงินเข้าไปซื้อเพื่อพยุงตลาดหุ้นจนมาปิดตลาดลดลง 3.4% เช่นเดียวกับค่าเงินรูเปียห์และตลาดหุ้นของอินโดนีเซียที่ปรับตัวลงแรงจนรัฐบาลอินโดนีเซียต้องเรียกประชุมด่วนเพื่อออกมาตรการรับมือและเข้าแทรกแซงค่าเงิน

    สำหรับตลาดหุ้นไทยแดงเถือกตลอดทั้งวัน โดยลงไปต่ำสุดที่ 1,061.69 จุด ลดลง 31.69 จุด ก่อนพยุงตัวมาปิดตลาดที่ 1,078.19 จุด ลดลง 15.19 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขาย 41,010.55 ล้านบาท ต่างชาติยังคงจัดหนักขายสุทธิหุ้นไทยต่ออีก 5,327.49 ล้านบาท และจากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์พบว่าเพียง 2 วันคือวันศุกร์ 5ส.ค.และวันจันทร์ที่ 8 ส.ค.หุ้นไทยที่ปรับตัวรูดลงแรงรวมกันกว่า 45 จุด ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคารวม (มาร์เก็ตแคป) หุ้นไทยหายไปกว่า 3.74 แสนล้านบาท ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผลของความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทำให้แรงขายที่ออกมาในตลาดหุ้นทั่วโลกกดมูลค่ามาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหุ้น กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้คงจะผันผวนและปรับตัวลงใกล้เคียงกับตลาดในภูมิภาค แต่นักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปเพราะพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม จะต้องจับตามองว่าหลังการปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯแล้ว ประเทศไหนจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในส่วนของประเทศไทยมองว่ายังคงมาไม่ถึง ส่วนในแง่ของเงินทุนต่างชาตินั้น เห็นว่าคงเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าจะมีทิศทางอย่างไร

    นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อของสหรัฐฯลง ระยะสั้นจะส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกผันผวนมาก รวมทั้งค่าเงินบาท เพราะเป็นเหตุการณ์ที่หนักพอควร โดยตลาดการเงินทั่วโลกจะมีการปรับตัว โดยส่วนหนึ่งเงินจะไหลเข้ามาเนื่องจากมีการขายสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วออกมา แต่จะมีนักลงทุนที่กลัวความเสี่ยงขายสินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ออกมาเช่นกัน และมีการเข้าไปลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น แต่ราคาน้ำมันจะกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรอบนี้ไม่มาก เพราะราคาน้ำมันจะมาจากปัจจัยพื้นฐานคือ อุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปจะเป็นอย่างไร

    นางอัจนายังกล่าวว่า ช่วงแรกแม้จะมีความผันผวน และมีเงินไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่เมื่อฝุ่นหายตลบแล้ว เชื่อว่าทิศทางค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น เพราะจะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย หลังนักลงทุนไตร่ตรองแล้วพบว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มจี 3 สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีความอ่อนแอและไม่มีกระสุนเหลือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ยังขยายตัวได้สูง และมีฐานะการคลังที่ดี ทำให้มีช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนค่อนข้างอ่อนไหว หากในช่วงต่อไปมีปัจจัยที่ดีขึ้นในประเทศที่มีปัญหา เงินทุนก็จะวิ่งไปวิ่งมาได้

    “ค่าเงินที่แข็งขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงถือเป็นข้อดี แต่ที่ไม่ดีคือเงินบาทที่แข็งค่าอาจกระทบการส่งออก ดังนั้นต้องช่วยกันดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มกับประเทศในภูมิภาค เพราะถ้าค่าเงินแข็งด้วยกันทั้งหมด ไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันการส่งออก โดย ธปท.ได้ติดตามและดูแลค่าเงินบาทมาต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ให้กระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อเศรษฐกิจ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธปท.ได้หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเงิน และสถาบันการเงิน และได้มีการหารือถึงผลกระทบจากประเด็นปัญหาของสหรัฐฯและยุโรปในขณะนี้ด้วย

    ด้านนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยให้ความเห็นว่า S&P ปรับลดความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลงจะไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่จะมีผลกระทบในทางอ้อม เนื่องจากมีความสัมพันธ์ในเชิงการค้าการส่งออก โดยสหรัฐฯอยู่ในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก ซึ่งการปรับลดเครดิต ทำให้สหรัฐฯมีต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น มีผลทำให้เศรษฐกิจสะดุด และมีผลต่อกำลังซื้อของคนสหรัฐฯที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ “ความรุนแรงจากปัญหาของสหรัฐฯ ไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และแนวโน้มครึ่งปียังไปได้ ไม่ต้องเป็นห่วง  ดูจากปีที่ผ่านมามีปัญหาเผาบ้านเผาเมือง เศรษฐกิจไทยยังโตได้ เรื่องของสหรัฐฯคงไม่มีผล”

    สำหรับการที่ตลาดหุ้นไทยและเอเชียที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง เป็นผลจากนักลงทุนตื่นตระหนกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ของตลาดการเงินที่เกิดขึ้นครั้งแรก และต้องใช้เวลาอีกกว่า 1 เดือน ถึงจะเห็นภาพและผลกระทบที่ชัดเจนต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินของไทย ขณะที่มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของไทย แม้จะมีการถือครองสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์บางส่วน เชื่อว่าในระยะยาวจะมีการเปลี่ยนแปลงไปถือเงินสกุลอื่นๆแทน แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป  “การโยกสินทรัพย์ไปยังสกุลอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ทันที เพราะทั่วโลกใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่ระยะยาวก็มีโอกาสปรับเปลี่ยนไปใช้สกุลอื่น”

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินบาท และค่าเงินสกุลอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่ามากขึ้น ส่วนจะไปอยู่ในระดับใด ต้องติดตามภาวะตลาดการเงิน แต่เชื่อว่าจะปรับตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ถือว่าเป็นผลบวกต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป แต่ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะกระทบภาคการส่งออกมากนัก “รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมเติบโตแบบไม่สะดุด และเรื่องที่ต้องการเห็นรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการ ได้แก่ เรื่องของปากท้องประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก รองลงมาคือความสงบภายในประเทศ”.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 29 ตุลาคม 2563 เวลา 03:07 น.