ข่าว
100 year

เตือน รบ.เก็บกระสุนกระตุ้น ศก.รอรับวิกฤติรอบใหม่

ไทยรัฐออนไลน์4 ส.ค. 2554 17:20 น.
SHARE

ธปท.แจงสาเหตุไม่อยากให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะต้องการให้เก็บกระสุนทั้งนโยบายการเงิน-การคลังไว้รับมิอวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ที่อาจะเกิดขึ้นได้ ชี้ถ้าใช้ระยะสั้นอาจต้องเดินตามรอยเศรษฐกิจสหรัฐฯ...

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาเรื่ออัตราเงินเฟ้อ ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย และภาคอุตสาหกรรม จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยว่า สาเหตุที่ ธปท.ไม่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจไทยมากเกินไป ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวในระดับที่เต็มศักยภาพในการผลิต เต็มประสิทธิภาพสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และเต็มความสามารถในการซื้อของประชาชน เพราะไม่ต้องการให้ก่อปัญหาเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางในการขยายตัว ขณะที่เศรษฐกิจประเทศจี 3 ประกอบด้วยสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นอ่อนแอ ประเทศไทยควรที่จะเตรียมกระสุนไว้ทั้งในส่วนของนโยบายการเงิน และการคลัง เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต เพราะถ้าดูบทเรียนจากสหรัฐฯ ในขณะนี้ที่เขากระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้ตอนนี้เขาหมดกระสุน แม้ขยายเพดานหนี้เพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ต้องทยอยปรับลดงบประมาณลง เท่ากับกระสุนทางการคลังหมด ขณะที่นโยบายการเงินนั้น การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ( QE) ติดกัน 2 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงมาก โดยหลังจากการใช้ QE2 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ อยู่ที่ติดลบ 1% ซึ่งจะกระตุ้นต่อไปก็คงไม่เกิดผลแล้ว และปัญหาของสหรัฐฯ กำลังก่อปัญหากับเศรษฐกิจโลก

"ธปท.ไม่อยากให้รัฐบาลเร่งเครื่องยนต์ที่มีอยู่มากเกินไป จนกระทั่งเครื่องพังเสียหาย แต่ถ้าจะลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ หรือซื้อเครื่องที่ 2 เครื่องที่ 3 มาช่วยขับเคลื่อนเพิ่มเป็นเรื่องควรดำเนินการ โดยเฉพาะการปรับปรุงงบลงทุนของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 16% ของงบประมาณให้เพิ่มขึ้นเป็น 22-23% ของงบประมาณ จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ หรือถ้าเพิ่มขึ้นไปถึง 25% ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับรัฐบาลประเทศในภูมิภาคนี้ก็จะถือเป็นเรื่องที่ดี กว่า ที่จะกระตุ้นโดยการหว่านเงินลงไปเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายซึ่งเป็นผลระยะสั้น" นายประสาร กล่าว

นายประสาร กล่าวเพิ่มว่า ธปท.จึงอยากให้รัฐบาลเก็บนโยบายการคลังส่วนหนึ่งไว้เป็นแรงในการกระตุ้น เศรษฐกิจในยามจำเป็นจริงๆ และสำรองไว้เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แทนที่จะเร่งให้จนหมดกระสุน ขณะที่นโยบายการเงินนั้น ก็ควรจะทำให้อยู่ในระดับปกติ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงเป็นบวก และอยู่ในอัตราที่สกัดไม่ให้อัตราเงินเฟ้อ และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้นไปจนบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน และทำให้ต้นทุนราคาสินค้าสูงขึ้น ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อภาคการผลิต การส่งออก และเศรษฐกิจประเทศโดยรวม

"อัตราเงินเฟ้อก็เหมือนปลวก ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือนบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง เงินเฟ้อก็ถือเป็นศัตรูที่กัดกินมูลค่าของเงินที่หามาได้ ส่งผลลดทอนความสามารถในการใช้จ่าย ซื้อสินค้าของประชาชน และเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด ซึ่งการแก้ปัญหาคงไม่ใช่การฉีดยากำจัดปลวกทุก 3 เดือน 6 เดือน เช่นการใช้มาตรการบรรเทาค่าครองชีพ หรือตรึงราคาสินค้า ซึ่งแก้ปัญหาได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ภาพรวมราคาสินค้ายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ดี และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น มาตรการเหล่านั้น จึงเป็นแค่การเลื่อนระยะเวลาของปัญหาออกไป และอาจต้องใช้งบประมาณสูงที่จะอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง" นายประสาร กล่าว

นอกจากนั้น ผู้ว่าการ ธปท.ยังยกตัวอย่าง ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นที่กระทบการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยว่า หากเงินเฟ้อจากต้นทุนวัตถุดิบทั่วไปสูงขึ้น 1% จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นประมาณ 0.2% ซึ่งส่งผลไปยังราคาสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หากราคาสินค้าปรับขึ้นมาจะกระทบต่อการขยายตัวของภาคการผลิตได้ โดยยกตัวอย่าง ราคาน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัฐในการผลิตที่เร่งขึ้นมากในปี 2551 โดยพบว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 1% ทำให้ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 0.38% เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.17% โดยราคาที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 85,000-130,000 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 108,000-160,000 ล้านบาท ทำให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมในปีนั้นลดลง ประมาณ 2% ซึ่งจุดนี้คือผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างเดียว แต่ในขณะนี้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการ

"ในส่วนของ ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ ดูแลรักษาค่าเงินของประชาชน ให้คนไทยสามารถซื้อของได้เท่าเดิมโดยใช้เงินเท่าเดิมนานที่สุด การใช้ดอกเบี้ยนโยบายในการคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป ลดการใช้จ่ายและการลงทุนที่ไม่จำเป็นลดลง เพราะผู้กู้และผู้บริโภคอาจจะต้องวางแผนในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ยังคงต้องดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งธปท.พยายามทำไม่ให้กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ และที่ผ่านมาต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นของภาคประกอบการเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะสัดส่วนต้นทุนการเงินต่อต้นทุนรวมมีสัดส่วนแค่ 5% แต่การจะลดเงินเฟ้อลงในระยะยาว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อลดต้นทุนลง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และคุณภาพสินค้าให้เพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยยกระดับการขยายตัวและเติบโตไปอีกชั้น ในแนวทางเดียวกับเกาหลีใต้ หรือไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป" นายประสาร กล่าว.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้