ข่าว
100 year

ธปท.ชี้ดอกเบี้ยจะผันตามเงินเฟ้อในอนาคต

ไทยรัฐออนไลน์2 ส.ค. 2554 19:08 น.
SHARE

ธปท.ชี้หากไม่ปรับ ขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินจะสูงกว่านี้ เพราะดอกเบี้ยจะปรับตามเงินเฟ้อในอนาคต ยันปัจจัยดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางเศรษฐกิจแต่ละประเทศมากกว่า

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ สายเถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การทำนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธปท. เพื่อเป็นการดูแลความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้น และเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งได้ปรับขึ้นมาแล้ว 2% นั้น ยังไม่ชัดเจนนักว่า จะกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ต้องพึ่งพาเงินกู้มากน้อยขนาดไหน และไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า เวลาขึ้นดอกเบี้ยกับไม่ขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)หด ตัวหรือเพิ่มขึ้นไปขนาดไหน ซึ่งธปท.ต้องติดตามดูต่อไป แต่ในทางกลับกันหากธปท.ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เชื่อว่าต้นทุนทางการเงินอาจจะสูงกว่านี้ เพราะดอกเบี้ยปรับตัวตามเงินเฟ้อในอนาคต นอกจากนั้นนโยบายการเงินกว่าจะได้ผลก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามา แต่นักลงทุนจะพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งแต่ละปีค่าเงินจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ขณะที่ต่อวันก็เคลื่อนไหวขึ้นอีกกี่เปอร์เซนต์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อการไหลเข้ามาของเงินทุนไหลมากกว่า

“ถ้าถามว่า ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้ ไม่กลัวเงินทุนไหลเข้าหรือ ก็บอกว่า ปัจจัยที่จะนำเงินทุนเข้ามา ไม่ใช่เรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว เพราะหากเทียบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซียที่สูงกว่าเรา โดยอยู่เฉลี่ยที่ 2% แสดงว่าเงินทุนไหลเข้าไม่ได้มาจากปัจจัยส่วนต่างดอกเบี้ย”นางอัจนา กล่าว

นางอัจนา กล่าวต่อว่า เครื่องมือในการทำนโยบายการเงินของธปท.เพื่อดูแลเงินเฟ้อนั้น เครื่องมือจะต้องมีผลควบคุมได้ ซึ่งก็คือ การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย แม้บางครั้งเราอาจจะพอใจที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นแล้วช่วยลดเงินเฟ้อลงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการดูแล เงินเฟ้อ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนไม่สามารถควบคุมได้

นางอัจนา กล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาที่สหรัฐฯจะต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป หลังจากสามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้สำเร็จ คือ การแก้ไขปัญหาฐานะการคลัง ปัญหาหนี้สาธารณะ และปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นหลัก ซึ่งแผนการปรับลดค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ทำให้ขณะนี้สหรัฐฯมีช่องทางในการใช้นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจทำได้น้อยลง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือเศรษฐกิจกลุ่มประเทศจี 3 (สหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น) ไม่สามารถเติบโตตามที่คาด ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้