ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    "หมอเสริฐ"เปิดเกมรุกใหม่ เสนอรัฐบาลควบรวมกิจการ สปส.กับ สปสช.

    ทีมเศรษฐกิจ31 ก.ค. 2554 11:30 น.
    SHARE

    หลังเปิดเกมรุกในธุรกิจโรงพยาบาลด้วยการเข้าซื้อ และควบรวมกิจการโรงพยาบาลต่างๆของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

    ใน ที่สุด นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BGH ก็ทำให้ผู้ถือหุ้นของกรุงเทพดุสิตเวชการ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการโรงพยาบาลกรุงเทพเดิม ได้รับมูลค่าตลาดรวมในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นถึง 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 57,000 ล้านบาท (30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

    ขณะเดียวกันยัง สามารถรวบรวมโรงพยาบาลทั้งขนาดใหญ่และกลางที่มีชื่อเสียง อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช บีเอ็นเอช กรุงธน นนทเวช กระทั่งถึงโรงพยาบาลพญาไท เปาโล เมโมเรียล และอื่นๆไว้ในมือได้กว่า 30 แห่ง ในจำนวนโรงพยาบาลเหล่านี้ ยังมีเตียงอีกกว่า 4,600 เตียงที่พร้อมจะรองรับผู้ป่วยได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

    ด้วยศักยภาพที่มากมายของโรงพยาบาลในมือ ทำให้กรุงเทพดุสิตเวชการผงาดขึ้นเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย และใหญ่พอที่จะรองรับการเป็นศูนย์กลางของธุรกิจการแพทย์ (MIDICAL HUB) ที่ประมาณว่า อาจสร้างรายได้เข้าประเทศได้สูงถึง 450,000 ล้านบาทต่อปี

    หาก รัฐบาลจะหันมาให้การสนับสนุนธุรกิจของโรงพยาบาลไทยอย่างจริงจัง และใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ภายใต้การปฏิรูปโครงสร้างระบบการแพทย์ การรักษาพยาบาล และการสาธารณสุขของประเทศไทยใหม่

    และในโอกาสที่ ประเทศไทย กำลังจะมีรัฐบาลใหม่ นพ.ปราเสริฐ ให้สัมภาษณ์กับ ทีมเศรษฐกิจ ว่า เขาหวังจะได้เห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสางปัญหา และบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพ ตลอดจนถึงการรักษาพยาบาลในหมู่คนไทยใหม่ “ผมอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพที่ดี และได้รับการดูแลรักษาอย่างดี”

    เพราะ ระบบการประกันสุขภาพ หรือการรักษาพยาบาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) หรือระบบการรักษาพยาบาลภายใต้สิทธิการประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) นั้น มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่มากจากนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา

    ทำให้ มีความจำเป็นจะต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการกันใหม่ และผู้ที่มีอำนาจจะรับเป็นเจ้าภาพเพื่อจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มี อยู่ได้ ก็เห็นจะมีแต่รัฐบาล เท่านั้น

    ประชาชนถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งซึ่งมีประมาณ 9-10 ล้านคน มีสำนักงานประกันสังคม ของ กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการ ดูแลอยู่ ส่วนอีกกลุ่มซึ่งมีประชาชนอยู่ประมาณ 48 ล้านคน มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งกำกับดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดูแล

    “คน 2 กลุ่มมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันก็ตรงที่มนุษย์เงินเดือนซึ่งได้จ่ายเงิน สมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลตน โดยรัฐบาล และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีกส่วนหนึ่งนั้น แทบจะไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เพราะไม่ค่อยได้เจ็บป่วย แต่ถึงเวลาเจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล พวกเขากลับไม่ได้รับการดูแลรักษาด้วยบริการที่มีคุณภาพ เฉกเช่นเดียวกับผู้ใช้บริการบัตรทองของ สปสช.ซึ่งไม่ต้องจ่ายสักบาท”

    นพ.ปราเสริฐ กล่าวว่า ถ้ายังปล่อยให้ 2 หน่วยงานต่างคนต่างทำงานกันเช่นนี้ ขณะที่การรักษาพยาบาล หรือการดูแลสุขภาพของคนไทยทุกหมู่เหล่า และทุกอาชีพ ยังไม่รวมศูนย์อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ปัญหาจะสั่งสมกลายเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยต้องเข้าสู่การเป็นประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC : Asean Economic Community) ซึ่งต้องเปิดเสรีการค้า การลงทุน ตลอดจนถึงการบริการ และแรงงานในหมู่อาเซียน 10 ชาติด้วย

    “ถึงเวลา นั้น ถ้ารัฐบาลไม่วางแผนอนาคตของการแพทย์ การสาธารณสุข และการดูแลสุขภาพของคนไทยทั้ง 64 ล้านคนอย่างรอบคอบ และรัดกุม ประเทศ และคนไทยก็อาจจะต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีคนต่างด้าวที่ไม่ใช่คนไทยมาขอใช้สิทธิประโยชน์จากการรักษาพยาบาล หรือรักษาสุขภาพถ้วนหน้าด้วย”

    กรรมการผู้อำนวยการกรุงเทพดุสิตเวชการ ยังให้ความเห็นต่อไปว่า รัฐบาลควรรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดให้ 2 หน่วยงานมาคุยกันเพื่อปรับปรุงระบบการรักษาพยาบาลของแต่ละฝ่ายใหม่ ภายใต้หลักการที่ว่า รัฐจะดูแลสุขภาพของคนไทยทุกคนอย่างมีคุณภาพ

    ในความเห็นของ นพ.ปราเสริฐนั้น โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง สามารถจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดให้ผู้ประกันตนไปใช้สิทธิประโยชน์จากการ รักษาพยาบาลได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าเพียงแต่ สปส. จะเอาเงินก้อนใหญ่กว่า 800,000 ล้านบาทออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อหัวของผู้ ประกันตนขึ้นอีก เช่น จากที่เคยจ่ายอยู่เพียงหัวละ 2,000 กว่าบาท ก็ควรจะเพิ่มเป็นหัวละ 3,000 กว่าบาท

    “นอกจากผู้ประกันตนจะได้รับ บริการการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพมากขึ้นแล้ว ยังจะมีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมในการรับรักษาพยาบาลผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นด้วย แทนที่จะมีแต่โรงพยาบาลเอกชนขอออกจากระบบไป และละทิ้งมนุษย์เงินเดือนที่จ่ายค่าประกันตนเพื่อการรักษาพยาบาลปีละหลายบาท ไป...

    ด้วยเหตุผลนี้ ยังจะทำให้มีโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้นอีกมากมายทั้งในเมือง และในต่างจังหวัดด้วย และเมื่อมีโรงพยาบาลเอกชนที่มีคุณภาพสูงๆเข้ามาร่วมโครงการมากขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้มีโอกาสเลือกที่จะเข้ารับบริการ ในโรงพยาบาลเอกชนที่ดีๆ และมีคุณภาพมากขึ้นเช่นกัน”

    นพ.ปราเสริฐ ยังให้ข้อคิดต่อว่า การเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนในวันนี้ ย่อมจะดีกว่าการวาดภาพอนาคตว่า ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำเหน็จบำนาญเท่าไหร่เมื่อเกษียณอายุ หรือเมื่อไม่ได้ทำงาน เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับเก็บเงินก้อนโตที่ได้จากรัฐบาล และผู้ประกันตนในแต่ละปีไปสร้างอำนาจต่อรองให้แก่ตนในการนำเงินก้อนไปลงทุน หรือไปฝากกินดอกเบี้ยกับธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆแทนที่จะนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

    “ส่วนโรงพยาบาลของรัฐซึ่งมีบุคลากรทางการแพทย์มากกว่า และมีเครื่องไม้เครื่องมือที่สมบูรณ์กว่า น่าจะให้บริการการดูแลสุขภาพ และรักษาพยาบาลแก่ประชาชนในระดับรากหญ้าซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่ด้อย โอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีไป...

    เนื่องจากยังมีคนไทยอีก เป็นจำนวนมากที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ ที่สำคัญรัฐบาลควรต้องวางแผนอย่างเร่งด่วนเพื่อดูแลสิทธิการรักษาพยาบาลของ คนไทยให้ดี และไม่ปล่อยให้คนต่างชาติที่เข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายนำสิทธิประโยชน์ และงบประมาณจำนวนมากไปใช้”

    การปฏิรูปโครงสร้าง และระบบการดูแลสุขภาพของคนไทยให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี ยังเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้มองเห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณ และทำให้การบริหารจัดการบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปอย่างสอดคล้องกับสภาพความ เป็นจริง ไม่ใช่แออัดอยู่แต่ เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ เช่นเดียวกัน ยังสามารถบริหารจัด การกับระบบการจัดหายาคุณภาพเพื่อจ่ายให้แก่ประชาชนด้วย

    เมื่อ รัฐจัดการกับโครงสร้างการดูแลสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนก็อาจรวมตัวกันเพื่อลดต้นทุนด้านการจัดซื้อเครื่องมือ แพทย์ ตลอดจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนได้ ขณะเดียวกันยังสามารถจะรับการส่งต่อคนไข้หนักๆได้ง่ายขึ้นด้วย

    การเต รียมความพร้อมในสิ่งเหล่านี้ จะทำให้ระบบการดูแลสุขภาพ และรักษาพยาบาลของประเทศไทย แข็งแกร่งพอจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 4-5 ปีข้างหน้าได้ เพราะจะมีทั้งแพทย์ พยาบาล จากฟิลิปปินส์ กัมพูชา หรือเวียดนาม ฯลฯ เข้ามาตั้งคลินิกรักษาคนไข้ในประเทศไทยได้

    และถ้ารัฐบาลส่งเสริมให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี เพิ่มเป็นปีละ 4.5 ล้านคน ขณะที่คนไข้แต่ละคนจะมีผู้ติดตามเดินทางมาด้วย 1-2 คนด้วยแล้วล่ะก็ การเป็น Medical Hub ของประเทศไทยในภูมิภาคนี้ ก็ย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างมาก

    “เพราะศักยภาพ การรักษาของโรงพยาบาล และแพทย์ไทยเวลานี้มีสูงมาก โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งนอกจากจะมีคนไข้จากยุโรป และอเมริกา เดินทางมาเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีคนไข้ในเอเชียด้วยกันนิยมเดินทางมารักษาตัวกันที่ประเทศไทยมากขึ้นด้วย เพราะแพทย์เก่ง และราคาไม่แพงนั่นเอง” นพ.ปราเสริฐ กล่าวในที่สุด.

    ทีมเศรษฐกิจ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 13:50 น.