ข่าว
100 year

ก.ล.ต.ดันตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางระดมทุนอินโดจีน

ไทยรัฐออนไลน์26 ก.ค. 2554 20:35 น.
SHARE

ก.ล.ต. และสภาธุรกิจตลาดทุนไทยร่วมกับองค์กรชั้นนำในตลาดการเงิน เตรียมดันตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางการระดมทุนในอินโดจีน ย้ำ ต้องการให้รัฐสนับสนุนและเร่งรัดการปฎิรูปตลาดหลักทรัพย์เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 26ก.ค.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับองค์กรสำคัญในตลาดการเงินไทย เพื่อระดมสมองและแลกเปลี่ยนมุมมอง วิสัยทัศน์เกี่ยวกับความต้องการของ ภาคธุรกิจ ตลาดทุน รวมถึงภาคประชาชนและสังคม ที่ตลาดทุนสามารถตอบสนอง ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ของประเทศ ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การปรับปรุงแผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับปัจจุบันให้สมบูรณ์ขึ้น

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ผู้ร่วมสัมนาได้ พิจารณาถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า สรุปว่า เอเชีย จะมีบทบาทสูงมากต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยการค้าขายและการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นมาก และเอเชียจะยังเป็นศูนย์กลางการผลิตภาค อุตสาหกรรม แต่ขณะเดียวกันในบางประเทศจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงขึ้นมาก ซึ่งจะมีผลต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและเงินลงทุนภายในภูมิภาค

ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้ตลาดทุนไทยเข้ามามีส่วนในการเพิ่ม ขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของประเทศและภูมิภาค ได้ จนถึงขั้นมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนามีข้อเสนอ ที่น่าสนใจและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ ดังนี้ 1. เร่งปรับปรุง เพิ่มความสะดวกและลดอุปสรรค สำหรับการระดมทุนผ่านตลาดทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมช่องทางระดมทุนของกิจการขนาดกลางและเล็ก

2. ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนให้ประชาชน เข้าร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศและลดภาระ การเงินของรัฐบาล 3. เร่งพัฒนาเครื่องมืออนุพันธ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจให้ครบถ้วน ทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน หรือราคาสินค้า เกษตร 4. ให้ความสำคัญกับการใช้กลไกหรือเครื่องมือในตลาดทุนเพื่อสกัดกั้นการ คอรัปชั่นโดยจะร่วมมือกันกำหนด roadmap เพื่อผลักดัน เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังผ่านการปฏิบัติและการเปิดเผยข้อมูล ตามหลักการความรับผิดชอบต่อสังคม ( CSR) ซึ่งจะประกาศแผนงานที่ชัดเจนให้ทราบภายในสิ้นปีนี้

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า โจทย์สำคัญของตลาดทุนไทย คือต้องสามารถตอบสนองความต้องการของภูมิภาคได้ จนถึงขั้นมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ทั้งด้านการระดมทุนและการซื้อขายหลัก ทรัพย์ และทำให้ธุรกิจหลักทรัพย์ไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ซึ่ง ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็นต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของตลาดทุน ไทย ดังนี้

1.ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางระดมทุนสำหรับกิจการชั้นนำใน อินโดจีน เพราะมีข้อได้เปรียบในด้านต่าง ๆ แต่ต้องแก้ไขกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว 2. ยืนยันให้ตลาดหลักทรัพย์ปฏิรูปให้เป็นบริษัทมหาชนโดยเร็ว เพื่อทำให้มี รูปแบบการบริหารจัดการ (governance) ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสามารถแข่งขันการค้าหลักทรัพย์ในรูปแบบอื่น ๆ ในโลกได้

3.เร่งเปิด เสรีธุรกิจหลักทรัพย์เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ควรทำควบคู่ กับการเปิดโอกาสธุรกิจให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการ กองทุน (บลจ.) ในประเทศสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเปิดกว้างให้ สามารถทำธุรกิจได้มากขึ้น ทั้งด้านประเภทสินค้า ด้านสกุลเงินตรา ช่อง ทางการเข้าถึงลูกค้า และช่องทางการชำระเงิน

"หลังจากนี้สภาธุรกิจตลาด ทุนไทยจะร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ตั้งคณะทำงาน มีผู้เชี่ยวชาญจากทางการ ภาคธุรกิจ และนักวิชาการ เพื่อขยายผลของประเด็นเหล่านี้และนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป
โดยสิ่งที่ ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งผลักดันโดยเร็วคือการปฎิรูปตลาดหลักทรัพย์ที่ ขณะนี้ร่างกฎหมายได้ผ่านมติครม.แล้ว หากรัฐบาลใหม่เห็นชอบด้วยโดยไม่มีการแก้ไขมากและนำเข้าสู่การพิจารณา อนุมัติจากสภาก็จะทำให้กฎหมายออกมาได้เร็วขึ้นคาดว่ากระบวนการทั้งหมด ไม่น่าจะใช้เวลาเกิน1ปีหลังจากนี้"

ขณะที่ นางสาวนวพร เรืองสกุล ประธานกรรมการ คณะกรรมการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ตลาดเงินและตลาดทุนไทย ต้องไม่ลืมคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ โดยต้องตอบโจทย์ด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างความรู้เรื่องการบริหารจัดการ การเงินของตัวเอง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ที่จำเป็นในการจัดการการเงินของตนเอง ทำให้ ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงิน และตลาดทุน ขณะที่อนาคตผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนสูงขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนจำเป็นต้องคิด บริการทางการเงินที่จะต้องตอบสนองการบริหารการเงินของคนกลุ่มนี้ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าตลาดทุนไทย ต้องมีบทบาทด้านสังคม โดยต้องมีองค์กรเข้ามาทำ หน้าที่ต่อเนื่องในการให้ความรู้และคำแนะนำให้ประชาชนสามารถนำไปใช้จัดการ การเงินของตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยองค์กรนี้ควรได้รับการสนับสนุน ทางการเงินจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องและต้องเร่งขยายระบบการ ออมเพื่อการเกษียณอายุให้ครอบคลุมกว้างขวางกว่าที่มีอยู่

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้