ข่าว
100 year

กรุงไทยจับมือฮั่วเซ่งเฮงเปิดตัวอีทีเอฟทองคำกองแรกของไทย

ไทยรัฐออนไลน์25 ก.ค. 2554 23:40 น.
SHARE

บลจ.กรุงไทยออกกองทุนรวม ETF ที่อ้างอิงกับทองคำเป็น กองแรกของไทย มั่นใจได้รับความนิยมเพราะซื้อขายง่ายผ่านตลาดหุ้น รับรู้ราคาซื้อขายได้ทันที ขณะที่ผู้ลงทุนยังสามารถรับค่าขายเป็นทองคำแท่งจากห้างทองฮั่วเซ่งเฮงได้ ฟันธงราคาทองโลกยังเป็นขาขึ้น เชื่อราคาสูงสุดปีนี้ แตะ1,650 เหรียญได้ไม่ยาก ...

วันที่ 25 ก.ค. นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย เปิดเผยว่าได้เปิดตัวกองทุนเปิดเคแทม โกลด์ อีทีเอฟ แทร็กเกอร์ (KTAM GOLD ETF TRACKER) ซึ่งเป็นกองทุนรวม ETF ที่อ้างอิงผลตอบแทนจากราคาทองคำในตลาดโลก เป็นกองแรกของประเทศไทย เนื่องจากกองทุนนี้ มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยจะเปิดเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) ตั้งแต่วันที่ 25-29 ก.ค. มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท โดยลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 10,000บาท หลังจากนั้นจะนำกองทุนนี้เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเริ่มซื้อขายในตลาดได้ตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.เป็นต้นไป โดยใช้ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า GLD

สำหรับจุดเด่นของ กองทุน GLD คือผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากราคาหน่วยลงทุน ETF ที่เคลื่อนไหวตามกองทุนรวมหลัก คือSPDR Gold Trust ที่สะท้อนราคาทองคำในตลาดโลก หลังหักค่าใช้จ่ายของกองทุน ขณะที่นักลงทุนจะมีความคล่องตัวในการซื้อขาย เพราะสามารถซื้อขายได้ทันทีตามราคาในกระดานของตลาดหุ้นทำให้สามารถทราบราคาซื้อขายได้ทันที โดยไม่ต้องรอราคาปิดสิ้นวันเหมือนกองทุนรวมทองคำอื่นๆ นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าวยังมีบริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือห้างทองฮั่วเซ่งเฮง ซึ่งมีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือในธุรกิจทองคำมากว่า 60ปี เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องให้ด้วย

"มั่นใจว่า กองทุน GLD จะได้รับความนิยมและมีการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ เพราะซื้อขายได้เหมือนหุ้น ผ่านโบรกเกอร์ได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่หรือรายย่อยก็สามารถซื้อขาย GLD โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการหรือสนใจลงทุนในทองคำไม่ต้องรอสะสมเงินให้ครบเพื่อจะซื้อทองคำน้ำหนักเป็นบาท เพราะหลังหน่วยลงทุนเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นแล้ว สามารถซื้อขายขั้นต่ำเพียง 100หน่วย โดยราคาต่อหน่วยประมาณ2บาทกว่าๆ ขึ้นลงล้อตามราคาบาททองคำของไทยเพื่อให้เข้าใจง่าย ทำให้ผู้มีเงินน้อยก็สามารถลงทุนได้ ประกอบกับความต้องการลงทุนทองคำยังมีสูง เพราะมีโอกาสได้ผลตบแทนดี และยังเป็นสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้ดี"

ด้านนายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์สกล่าวว่า กองทุนนี้ จะเป็นมิติใหม่ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนในกองทุนทองคำมีความสะดวก และมีความคล่องตัวในการซื้อขายมากยิ่งขึ้น กว่ากองทุนรวมทองคำในรูปแบบเดิมๆ และที่พิเศษคือผู้ลงทุนที่ซื้อขายกองทุน GLD ผ่านบริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถแจ้งความจำนงกับบริษัท เพื่อรับค่าขายคืนเป็นทองคำแท่ง ความบริสุทธิ์ 96.50% น้ำหนักขั้นต่ำ 50 บาท จากห้างทองฮั่วเซ่งเฮงได้ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมจากการรับค่าขายคืนเป็นเงิน

นายธนรัชต์ยังกล่าวว่า คาดว่าการซื้อขายกองทุน GLD คงจะได้รับความนิยมเนื่องจากอ้างอิงกับกองทุนทองคำที่มีขนาดใหญ่ในโลกอย่างกองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้อัตราผลตอบแทน เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 19% นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน SPDR มาในปี2546 ส่วนราคาทองคำในตลาดโลกตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปรับตัวขึ้นหรือให้ผลตอบแทนแล้ว 12%ซึ่งกองทุนนี้นอกจากฮั่วเซ่งเฮงจะทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตเมกเกอร์หรือสร้างสภาพคล่องให้กับการซื้อขาย คือทำให้ผู้ต้องการซื้อสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้และผู้ต้องการขายสามารถขายหน่วยลงทุนได้แล้ว ฮั่วเซ่งเฮงยังได้รับอนุญาติให้ทำหน้าที่เป็น สเปเชียล ซับโบรกเกอร์ คือชเป็นนายหน้าส่งคำสั่งซื้อขาย ETF ได้ เป็นรายแรกและรายเดียวของโบรกเกอร์ที่มาจากฝั่งธุรกิจค้าทองคำ

"ขณะนี้พบว่านักลงทุนยังคงไหลเข้ามาลงทุนในทองคำอย่างคึกคักต่อเนื่อง โดยมูลค่าการซื้อขายทองคำแท่งของนักลงทุนเพียงแค่ 4-5 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่าซื้อขายสูงกว่าทั้งปี53ถึงเท่าตัว โดยมีทั้งนักลงทุนที่เข้ามาซื้อทองคำแท่งเพื่อถือลงทุนระยะยาวและที่ซื้อขายเก็งกำไร หากช่วงไหนราคาทองลงก็จะเข้ามาซื้อและรอขายเมื่อราคาทองโลกปรับขึ้นแรง บางวันช่วงที่ราคาทองขึ้นแรงทำนิวไฮ มีนักลงทุนมาซื้อและขายทองคืนถึงวันละ7,500ล้านบาท ส่วนตลาดสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า(โกลด์ฟิวเจอร์ส) หลังเปิดให้ซื้อขายเพิ่มในช่วงภาคค่ำตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. ทำให้มูลค่าการซื้อขายของบริษัทเติบโตกว่า 80% ส่วนกองทุน GLDนี้ถือเป็นการเปิดทางเลือกหนึ่งในการลงทุนให้นักลงทุนเพิ่มขึ้นซึ่งมั่นใจว่าน่าจะได้รับความสนใจ"

นายธนรัชต์ ยังให้ความเห็นถึงมุมมองทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกปีนี้ว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้เป็นโอกาสในการลงทุน แต่จะมีแรงเหวี่ยงผันผวนขึ้นลงแรง โดยคาดว่ามีโอกาสได้เห็นราคาสูงสุดที่ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ไม่ยากซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ยังน่ากังวล โดยเฉพาะการแก้ปัญหานี้ของสหรัฐฯ ที่สร้างความกังวลให้นักลงทุนในช่วงนี้ โดยนักลงทุนต้องติดตามการชำระหนี้ของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ หากมีข้อสรุปออกมาไม่ดี รัฐสภาของสหรัฐฯไม่ยอมให้ขยายเพดานหนี้สาธารณะ จนทำให้สหรัฐฯไม่สามารถจ่ายหนี้ที่ครบกำหนดจ่ายในวันที่ 2 ส.ค.ได้ จนเกิดการ Default หรือผิดนัดชำระหนี้จะผลักดันราคาทองคำให้สูงกว่าระดับที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะเงินทุนจะไหลเข้ามาถือทองคำมากขึ้นเพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง และปลอดภัย แต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ตนยังคาดการณ์ว่าข้อสรุปการชำระหนี้ของสหรัฐฯน่าจะออกมาดี แต่ถึงอย่างไรราคาทองคำก็คงไม่ปรับตัวลงจากเหตุนี้ตราบใดที่ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในสหรัฐฯและยุโรปยังไม่คลี่คลาย

ทั้งนี้ราคาทองโลกในตลาดโลก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 1,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะนักลงทุนยังกังวลเรื่องการชำระหนี้ของสหรัฐฯ ทำให้ราคาซื้อขายทองคำแท่งในประเทศวันที่ 25 ก.ค.ทำนิวไฮอีกครั้ง โดยขายออกที่บาทละ22,800บาท และรับซื้อที่ 22,700บาท ขณะที่มองทิศทางราคาทองคำแท่งในประเทศจะไปสูงสุดของปีนี้อยู่ที่ระดับ 23,300 บาท ภายใต้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยังคาดการณ์ ภาพรวมของการลงทุนในทองคำยังมีโอกาสเติบโต เพราะราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นทำนิวไฮมาอย่างต่อเนื่อง.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้