ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    MCOT รับหารือคลัง ดันบริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น

    ไทยรัฐออนไลน์22 ก.ค. 2554 20:50 น.
    SHARE

    MCOT รับหารือคลัง ดัน บริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น รวมทั้งบอร์ดยังเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ตั้งบริษัทลูกเพื่อมาบริหารธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ รองรับการเกิด กสทช.

    เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายสุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)(MCOT) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับแผนนำบริษัทลูกของ อสมท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมี 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท พาโนรามา และบริษัท ซี้ด MCOT โดยอาจนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการของ อสมท และเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุน ส่วน แนวคิดกระทรวงการคลังที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ในบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นลงนั้นตนเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะเป็นการ เพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นและจะส่งผลดีต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงการคลัง โดยปัจจุบัน อสมท มีทุนจดทะเบียน 687 ล้านหุ้น โดยกระทรวงการคลังและธนาคารออมสิน ถือหุ้นรวมกว่า 77% หากจะลดสัดส่วนการถือหุ้น ให้บริษัทยังคงอยู่ในสถานะรัฐวิสาหกิจที่หน่วยงานรัฐถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% จะเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะลดสัดส่วนโดยขายหุ้นออกได้ 200-300 ล้านหุ้น แต่การตัดสินใจคงขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ที่จะพิจารณาเรื่องนี้เพราะเป็นการ ตัดสินใจเชิงนโยบาย

    นายสุรพล กล่าวต่อว่า คณะกรรมการ อสมท. ได้หารือถึงแผนยุทธศาสตร์การบริหารงาน โดยเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทลูกเพื่อมาบริหารธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ รวมไปถึงธุรกิจวิศวกรรมที่ อสมท.ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำสื่อดิจิตอลในอนาคต ซึ่งการเตรียมแผนกลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อรองรับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) โดย อสมท จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้กำกับดูแล มีรายได้จากค่าสัญญาสัมปทานจากคู่สัญญา ทั้ง BEC และ TRUE

    "ภายในปีนี้ จะจัดตั้งบริษัทลูกให้แล้วเสร็จ เพื่อนำไปดูแลเกี่ยวกับธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ เป็นหลัก ตามนโยบายของ กสทช. ซึ่ง อสมท เตรียมความพร้อมหาก กสทช.เกิดขึ้น จะขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจได้ทันที และการแยกตั้งบริษัทลูกจะไม่กระทบต่อโครงสร้างรายได้ของ อสมท เพราะบริษัท แม่จะถือหุ้นในบริษัทลูกเกินกว่า 50% สามารถรับรู้รายได้จากลูกได้โดยตรง" ประธานกรรมการ อสมท. กล่าว

    นายสุรพล กล่าวด้วยว่า  การทำข้อตกลง กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BEC เพื่อขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 10 ปี โดยจะหมดสัญญาในปี 2563 พร้อมรับเงิน 405 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลประโยชน์ตอบแทน นอกเหนือสัญญา หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้อนุมัติความเห็นจากข้อเสนอของบริษัทฯแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นข้อยุติสำหรับผลประโยชน์ ตอบแทน ทั้งนี้ อายุสัญญาสัมปทานกับ BEC ได้สิ้นสุดเมื่อ มี.ค.2553 โดยวงเงินค่าสัญญาสัมปทานมีการพิจารณาแล้วว่าสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และรายได้ที่ BEC สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ บริษัท จะรับรู้รายได้จากค่าสัญญาสัมปทานจาก BEC วงเงิน 405 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะบันทึกเพิ่มเติมเป็นรายได้พิเศษ ของงวดไตรมาส3นี้

    ด้านนายประสาร มาลีนนท์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ เปิดเผยว่า บริษัท จะบันทึกรายจ่ายจากค่าสัญญาสัมปทานกับ MCOT ในช่วงไตรมาส 3 เช่นเดียวกัน ซึ่งจะไม่กระทบต่อภาพรวมโครงสร้างรายได้บริษัทมากนัก เพราะได้มีการคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้วว่าบริษัท จะต้องจ่ายค่า สัญญาสัมปทานในส่วนดังกล่าว

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 16:12 น.