ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ตั้งเป้าปล่อยกู้แสนล้านอุ้มเอสเอ็มอี

    ไทยรัฐออนไลน์19 ก.ค. 2554 07:15 น.
    SHARE

    “โสฬส” เร่งปั๊มเถ้าแก่ใหม่ ตั้งเป้าปล่อยกู้แสนล้านอุ้มธุรกิจเอสเอ็มอี

    เอสเอ็มอีแบงก์ เร่งขยายฐานผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้ปล่อยสินเชื่อแสนล้านบาท สร้างเถ้าแก่ใหม่แสนราย พร้อมจับมือ ส.ส.ท.ผุดโครงการ “ชินดัง” ทีมวินิจฉัยลูกค้า ระดมทุนผ่านตลาดเอ็มเอไอ

    นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ภายในปีนี้ เอสเอ็มอีแบงก์จะปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ให้ได้ 100,000 ราย จากปัจจุบันที่มีฐานลูกค้าอยู่ประมาณ 80,000 ราย  ซึ่งจะทำให้การขยายฐานลูกค้าของธนาคารเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ในอนาคต

    “ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 2.9 ล้านราย ในจำนวนนี้มากกว่า 90% ใช้เงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยแพง เนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั่วไปปฏิเสธที่จะปล่อยสินเชื่อเพราะธุรกิจเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงมากกว่าธุรกิจรายใหญ่ แต่เราไม่ได้มองอย่างนั้น หากเอสเอ็มอีรายใดมีความจริงใจที่จะดำเนินธุรกิจ เราก็ พร้อมที่จะปล่อยกู้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องปรับปรุงตัวเองทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ คุณภาพและระบบบัญชีเพื่อให้ธุรกิจและสินค้าสามารถก้าวขึ้นสู่ความเป็นมาตรฐานได้”

    เอสเอ็มอีแต่งบัญชีสร้างรายได้เทียม

    นายโสฬสกล่าวว่า ปัญหาของเอสเอ็มอีที่สำคัญที่สุดคือ 99.9% มีระบบบัญชีไม่ถูกต้อง แม้ผู้ประกอบการบางรายอ้างว่า ธุรกิจดำเนินการไปได้ด้วยดีและมีเงินสดมาก แต่เมื่อเข้าตรวจสอบจริงๆ แล้ว พบว่ามีการสร้างตัวเลขรายได้เพื่อโชว์ฐานะการเงินให้ออกมาดูดีที่สุด หรือบางรายทำธุรกิจแบบเงินสดหมุนเวียนจนไม่รู้ต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ทำให้ธนาคารพาณิชย์มักปฏิเสธการปล่อยกู้ให้แก่เอสเอ็มอี เนื่องจากไม่มีเอกสารต่างๆ เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่ายหรือแม้กระทั่งหลักฐานการเสียภาษีบางรายก็ไม่มี เป็นต้น

    “ตัวอย่างเช่นผู้ประกอบการรีสอร์ตรายหนึ่งเปิดกิจการมาประมาณสิบปีต้องการกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจ เมื่อเราเข้าไปดูงบการเงินพบว่า กิจการไม่ค่อยดีมีอัตราเข้าพักเพียง 30% จากจำนวนทั้งหมด 70-80 ห้อง จึงเสนอให้มีการปรับปรุงบางเรื่องเช่น การตั้งราคาค่าห้องพักที่แพงเกินไป ผมบอกว่าลดราคาลง 10-20% และก็ขอให้เจ้าของเลิกเก็บเงินสดเข้ากระเป๋าตัวเอง ปรากฏว่ากิจการดีขึ้น มีอัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้ความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อขยายกิจการสามารถเลื่อนออกไปก่อนได้”

    อีกตัวอย่างหนึ่ง กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการเผาทำลายสิ่งของบริเวณสยามสแควร์และสี่แยกราชประสงค์ที่เปิดเป็นร้าน
    ขายของเล็กๆ ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า ไปจนถึงร้านอาหารนั้นพบผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดลงบัญชีเป็นเงินสด จดรายรับ-รายจ่ายในสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น เอสเอ็มอีแบงก์ก็เข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะไม่รู้ว่าฐานะการเงินที่แท้จริงเป็นอย่างไร มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็นเงินเท่าไหร่

    และที่สำคัญ ความต้องการเงินกู้ก้อนใหม่เพื่อทำธุรกิจมีความถูกต้อง และสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ไม่มีการมั่วตัวเลข ทำให้ปริมาณงานของเอสเอ็มอีแบงก์เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะเท่ากับเราต้องเริ่มนับหนึ่งกับผู้ประกอบการใหม่ เพื่อช่วยกันอุดรอยรั่วต่างๆ ทำให้ในช่วงต้น ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้มากกว่า 80% แต่ในภายหลังเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเราก็ปล่อยสินเชื่อในโครงการดังกล่าวไปมากกว่า 15,000 ราย เป็นเงินกว่า 7,000ล้านบาท

    ดันรายย่อยเทียบชั้นมาตรฐานสากล

    “ในช่วงที่ผ่านมา เอสเอ็มอีแบงก์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการเป็นอันดับแรก เพื่อประคับประคองให้ผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงขนาดกลางให้สามารถยืนหยัดได้บนขาของตัวเอง”

    ทั้งนี้ ธนาคารมีโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 3 ด้านคือ 1. การสร้างมาตรฐานการผลิต-สินค้าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดทำโครงการการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน อย.  มาตรฐาน ISO9001 ไปจนถึงมาตรฐาน 2008 มาตรฐานสินค้า GMP อบรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกับ TCDC หรือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เป็นต้น เนื่องจากเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถอย่างเพียงพอในการควบคุมการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน

    2. บริหารจัดการธุรกิจ มีการอบรมบัญชีต้นทุน 1 วันทำเป็นอบรมระบบการบริหารสินค้าคงคลัง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบเอสเอ็มอี เพราะการวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นจะทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และ 3. เพิ่มโอกาสทางการตลาด เช่น จัดบูธขายสินค้าให้แก่ลูกค้า เป็นต้น

    นอกจากนี้ เอสเอ็มอีแบงก์ยังได้ร่วมมือกับสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (ส.ส.ท.) นำระบบวินิจฉัยกิจการหรือที่เรียกกันว่า “ชินดัง” จากญี่ปุ่นมาปรับใช้เพื่อยกระดับลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคาร โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจแต่ละสาขามาวินิจฉัยถึงสถานประกอบการเพื่อเพิ่มมาตรฐานสินค้าหรือบริการ โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับลูกค้าของแบงก์ให้เติบใหญ่จนสามารถระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) ได้

    กำไรครั้งแรกในรอบ 8 ปี

    โดยปีนี้ เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อสุทธิ 24,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของปี 54 ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 7,000 ล้านบาท ทำให้มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท และในสิ้นปีนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็ลดลงจาก 2 ปีที่แล้ว ที่แตะระดับ 50% ก็ลดลงเหลือเพียง 20% ของยอดสินเชื่อคงค้าง และปีหน้าจะเหลือเพียง 18% เนื่องจากมีลูกค้าเอ็นพีแอลทยอยชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 53 เอสเอ็มอีแบงก์มีกำไรสุทธิเป็นปีแรก 128 ล้านบาท นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารเมื่อ 8 ปีที่แล้ว และคาดว่าปีนี้จะมีกำไรไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

    “ปีที่แล้ว เอสเอ็มอีแบงก์ได้รับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ (TRIS) ด้วยคะแนนสูงถึง 4.2180 จาก 5 คะแนนเต็ม ชี้ให้เห็นว่า เอสเอ็มอี แบงก์มีผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะบทบาทด้านการช่วยเหลือบรรเทาเยียวยาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาวะวิกฤติต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนับเป็นคะแนนสูงสุดในรอบ 8 ปี และหากนำไปเปรียบเทียบการดำเนินงานกับ 55 รัฐวิสาหกิจทั่วประเทศส่งผลให้ในปีที่แล้ว เอสเอ็มอีแบงก์ได้คะแนนผลการดำเนินงานรวมอยู่ลำดับที่ 16 เลื่อนขึ้นจากลำดับที่ 34 ในปี 52”.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 20:05 น.