advertisement

เปิดแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 โจทย์การบ้านรัฐบาลใหม่ รับมือความเสี่ยงประเทศ

โดย ทีมเศรษฐกิจ 18 ก.ค. 2554 05:00

นับเป็นความประจวบเหมาะของประเทศไทย เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) จะเริ่มต้นใช้ในวันที่ 1 ต.ค.2554 นี้ เป็นเวลาไล่เลี่ยและใกล้เคียงกับการเริ่มต้นดำเนินงานบริหารประเทศของคณะรัฐบาลชุดใหม่

การก้าวไปพร้อมกันของแผนพัฒนาชาติกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดเพื่อไปสู่การพัฒนาประเทศ อำนวยความสุขให้กับประชาชน

การแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ของทั้งสองส่วนตั้งแต่ช่วงของเริ่มต้น จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

เพราะในห้วงเวลานี้ พรรคเพื่อไทย ผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วประเทศ ก็อยู่ในช่วงของการจัดเตรียมทำร่างนโยบายรัฐบาลเพื่อแถลงต่อรัฐสภาเช่นกัน

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงได้เปิดมุมมองและทรรศนะของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ต่อวิสัยทัศน์และทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 รวมทั้งข้อเสนอแนะ และมุมมองที่มีต่อการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่นี้....

แนวทางร่างนโยบายของรัฐบาล

นายอาคม เริ่มต้นว่า กระบวนการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดจะมีวิธีการแตกต่างกัน เช่นในอดีตของพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ก็มีการจัดทำร่างนโยบายเอง ใช้ภาษาง่ายๆ แบบชาวบ้านเข้าใจง่าย ขณะที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีร่างนโยบายขึ้นมาและให้ สศช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปช่วยดูร่างและการใช้คำในตอนหลัง

ส่วน “ว่าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” เชื่อว่ามีแนวทางคล้ายๆ กับรัฐบาลไทยรักไทยที่จะจัดทำร่างนโยบายรัฐบาลขึ้นมาเอง ในขณะนี้ยังเป็นช่วงของการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปให้ความเห็นในบางประเด็น

ซึ่งนโยบายหาเสียงจะสามารถทำได้หรือไม่จะต้องคุยกันในรายละเอียดและวิธีการทำ ขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาว่าหากต้องใช้งบประมาณ จะใช้เท่าใด ซึ่งต้องมาดูรายละเอียดกัน ซึ่งขณะนี้ยังพูดไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องวางนโยบายให้ครบ โดยกลั่นกรองจากแนวทางที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลหลักๆ จะต้องดู 3 ส่วนประกอบและทำให้สอดคล้องกัน โดยส่วนแรกที่ต้องนำมาใช้ คือ สิ่งที่เป็นนโยบายที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลชุดใหม่มีความตั้งใจเข้ามาทำ

ส่วนต่อมาที่ต้องดูประกอบ คือ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ใจความสำคัญที่กำหนดไว้ เช่น การกระจายรายได้ของประชาชน การแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมภาคการเกษตร การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ส่วนที่สามจะต้องดูแผนและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง คือ แผนพัฒนาชาติ ถ้าเป็นช่วงเวลานี้ก็ต้องพิจารณากรอบการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ที่จะใช้เป็นแผนระหว่างปีงบประมาณ 2555-2559 โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2554 นี้ ภายใต้วิสัยทัศน์ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”

พร้อมกับมีเป้าหมายหลักของการพัฒนาให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขและความสงบสุขของสังคมไทย ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงและภาพลักษณ์การคอรัปชันดีขึ้น คนไทยมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สถาบันสังคมเข้มแข็งมากขึ้น เศรษฐกิจเติบโตในอัตราเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับผลิตภาพโดยรวมไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี

เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของธุรกิจเอสเอ็มอีต่อจีดีพี ไม่ต่ำกว่า 40% และลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่คุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ

เปิด 6 ยุทธศาสตร์แผนฯ 11

สำหรับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 มีด้วยกัน 6 ข้อ คือ 1. การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานในการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ได้รับการบริการทางสังคมที่มีคุณภาพ สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค

2. การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง มีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และมีจิตสำนึกในคุณธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงาม

3. ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นฐานการผลิตภาคเกษตรให้เข้มแข็งและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

4. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้ภูมิปัญญา องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์

5. การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม มุ่งเชื่อมโยงมิติการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศกับมิติความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคต่างๆ บนพื้นฐานการพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก

6. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ให้เพียงพอต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชน ปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ได้พูดถึงปัจจัยที่มีผลต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ถือว่าเป็น หัวใจสำคัญ คือ ทุกภาคส่วนต้องนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศ พร้อมทั้งนำทุนทางวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงการท่องเที่ยว รวมทั้งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ประเมินความเสี่ยงประเทศ

เลขาธิการ สศช. ระบุว่า ได้มีการประเมิน ความเสี่ยงของประเทศไทยในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ล้วนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ และต้องเผชิญความเสี่ยงที่สำคัญ 5 ประการ คือ

1. การบริหารภาครัฐอ่อนแอ ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพอำนาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน และระหว่างประชาชนกับประชาชนในบางพื้นที่มีช่องว่างมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น แต่การมีส่วนร่วมตัดสินใจในระดับนโยบายมีน้อย  เจ้าหน้าที่รัฐย่อหย่อนในการปฏิบัติตามหน้าที่ การบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง การดำเนินงานไม่โปร่งใส เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย

2. โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การขยายตัวทาง เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิตดั้งเดิมโดยเฉพาะทุน และแรงงานราคาถูกที่มีผลิตภาพการผลิตต่ำ เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะที่ผ่านมาพึ่งภาคการส่งออกและการลงทุนเป็นหลัก ผลตอบแทนแรงงานในภาคเกษตรมีสัดส่วนต่างเมื่อเทียบกับนอกภาคเกษตร เกษตรกรยังประสบความยากจนและมีปัญหาหนี้สิน ความต้องการใช้พลังงานของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น มีการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจำนวนมาก”

3. โครงสร้างประชากรที่มีวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลง ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2568 ขณะที่ประชากรวัยเด็กมีสัดส่วนลดลงต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลงในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11

“อาจกระทบต่อความต้องการแรงงานในระบบเศรษฐกิจในอนาคต การแข่งขันเพื่อแย่งชิงแรงงานจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานคุณภาพ ภาครัฐและครัวเรือนจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในด้านต่างๆ”

4. ค่านิยมที่ดีงามของไทยเสื่อมถอย สังคมไทยมีความเป็นวัตถุนิยม ให้ความสำคัญกับศีลธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงามลดลง มุ่งหารายได้เพื่อสนองความต้องการ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันลดลง ความมีน้ำใจไมตรีน้อยลง ต่างแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้คนไทยขาดความสามัคคี การเคารพสิทธิผู้อื่น และการยึดถือประโยชน์ส่วนรวม

5. ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มเสื่อมโทรมรุนแรง ขณะที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระทบต่อฐานการผลิตภาคเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน สุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชน 6. ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง ทั้งที่มาจากปัญหาการก่อความไม่สงบในประเทศ ปัญหาการก่อการร้าย วิกฤติเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านต่างๆ ในเวทีระหว่างประเทศ

นำ 5 ปัจจัยสร้างภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้ โดยนำภูมิคุ้มกันที่มีอยู่มาใช้ ประกอบด้วย 1. ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักที่ยึดโยงคนในชาติให้เกาะเกี่ยวกันอย่างแน่นแฟ้น เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม

2. การพัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสําหรับการพัฒนาประเทศ 3. สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม สามารถยึดโยงคนไทยให้เป็นเอกภาพ 4. ภาคการเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

5. ชุมชนเป็นกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงกันเป็นสังคมสวัสดิการ เป็นพลังหลักในการพัฒนารากฐานของประเทศให้มั่นคง

ส่วนข้อห่วงใยเรื่องการนำแผนไปสู่การปฏิบัตินั้น ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มาจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ไม่มีข้อห่วงใยเลยว่าแผนจะไม่ถูกนำไปปฏิบัติ

เนื่องจากการเขียนแผนได้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนมาตั้งแต่แรก และเป็นแผนชี้ทิศทาง ไม่ใช่แผนของราชการเหมือนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1-7

และตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มาจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ก็ยังยึดหลักและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อการมีส่วนร่วมเกิดขึ้นตั้งแต่มีการเริ่มร่างแผน ภาคประชาชนเข้าใจแผนมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนก็นำไปใช้กันอย่างเต็มที่

ข้อเสนอแนะพรรคเพื่อไทย

เลขาธิการ สศช. มีมุมมองที่เพิ่มเติมจากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่ฝากให้พิจารณาเพิ่มเติม คือ การป้องกันปัญหาภัยพิบัติ และผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ ที่เกิดรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นประเด็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะภายหลังเกิดภัยสึนามิในประเทศไทย ช่วงปลายปี 2547 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ได้เกิดภัยพิบัติอีกหลายครั้ง

เช่นในปี 2553-2554 มีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้งในประเทศไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องหามาตรการป้องกันน้ำท่วม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งเป็นความสูญเสียมากมายมหาศาลและเป็นความสูญเสียของมนุษยชาติ

ดังนั้น จะต้องมีการศึกษากันอย่างจริงจังถึงการวางมาตรการลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ต้องดูลึกกันไปถึงความไม่สมดุลของน้ำหรือการก่อสร้างทางน้ำ ผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนเข้าสู่เมือง

เช่นเวลานี้ กรุงเทพมหานคร กลายเป็น 1 ในเมืองหลักของโลกในอันดับที่ 7 ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วม บางเวลาโดนน้ำทะเลหนุนเข้าสู่เมือง บางเวลาถูกน้ำเหนือไหลบ่า และบางเวลาถูกน้ำหลากมาทั้งสองทาง

ทั้งนี้แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการทำโครงการพัฒนา 25 ลุ่มน้ำ แต่ยังไม่ได้มีการปฏิบัติพร้อมกัน ทั้งๆที่ควรทำไปพร้อมกันและถือเป็นแผนระยะยาว

มีตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นมีการวางแผนป้องกันสึนามิไว้ล่วงหน้าถึง 50 ปี ก็ยังเจอกับภัยพิบัตินี้ได้ เนื่องจากคลื่นสึนามิที่เกิดจริงสูงกว่าที่คาดเอาไว้มาก
ที่ลืมไม่ได้เลย คือ การติดตามและก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีประเด็นหลากหลายกว่าในอดีตมาก

แต่ก่อนเราพูดกันถึงกฎระเบียบทางการค้า ต่อมาก็พัฒนาเป็นการกีดกันทางการค้าและมีข้อกำหนดเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งยังมีกระแสการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในต่างประเทศ

ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาการส่งออก จึงจำเป็นต้องตามกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆในโลกให้เท่าทันมากขึ้น.


ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement